.. ก่อนเกิดเหตุการณ์รุนแรงในช่วงนี้ จริงๆ
แล้วมันเกิดเหตุการณ์รุนแรงกับชาวบ้านกับผู้นำในพื้นที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 20
กรณี แต่มันไม่เป็นข่าว” “ก็มีบางปอเนาะคนที่มาเรียนศาสนาที่มีทั้งจากเขมร มาเลย์ อินโด หรือบรูไน..
.. อายุผม 60 กว่าปีแล้ว เคยรับรู้การประท้วง
การเดินขบวนของพี่น้องมุสลิมใน 3 จังหวัดมาก็หลายครั้ง
ยังไม่เคยพบไม่เคยได้ยินการประท้วง การเดินขบวน เพื่อแบ่งแยกดินแดนสักครั้ง
มีแต่การประท้วง การเดินขบวน เพื่อขอความเป็นธรรม..
.. เรื่องฆ่าพระสงฆ์เป็นเรื่องสร้างสถานการณ์
คนมุสลิมจริงๆ เขาไม่ทำเด็ดขาด
แม้ในสมัยสงครามก็มีข้อห้ามสำหรับมุสลิม คือ ห้ามฆ่านักบวช (ไม่ว่าศาสนาใด)
สตรี และเด็ก..
คำพูดพรั่งพรูออกมาด้วยความอัดอั้นตัน ใจของประชาชน.. คนธรรมดาจากชุมชนมุสลิมใน
3 จังหวัดชายแดนของภาคใต้
ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา
และผู้คนในสังคมนี้รับรู้เพียงแง่มุมเดียว จากการแถลงข่าวของรัฐบาล
จากภาพข่าวเหตุการณ์ของความรุนแรงที่โน่น.. ที่นั่น..
ไม่ว่าเหตุการณ์เผาโรงเรียน ปล้นปืนค่ายทหาร ฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฆ่าพระสงฆ์
ฯลฯ
23 มกราคม 2547 เป็นการพบปะเพื่อประชุมกันของเครือข่ายมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนใต้ ณ
ห้องประชุมเล็ก ๆ ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี เป็นการพบปะพูดคุยกันทุกๆ 2 เดือน
ตามแผนการทำงาน ที่ก่อตัว และ
สานต่อ กิจกรรมของชุมชน
ในโครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้
ซึ่งเรียกกันตามเจตนารมย์ของโครงการว่า
..โครงการดับบ้านดับเมือง.. อันหมายถึงเราจะมาร่วมมือกันตกแต่ง ปรับปรุงให้ชุมชน
หมู่บ้านของพวกเราในภาคใต้ให้น่าอยู่ ให้สุขสงบ ให้อุดมสมบูรณ์
โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
มีคณะกรรมการบริหารโครงการจากผู้ที่สนใจงานพัฒนา ทั้งที่เป็นผู้นำชาวบ้าน
นักวิชาการ และคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวน 18 คน มี
รศ.ดร.เริงชัย
ตันสกุล จากคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม
มอ.หาดใหญ่ เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร โครงการ มี
นพ.บัญชา
พงษ์พานิช เป็นผู้จัดการโครงการ
มีคนทำงานกว่า 20 ชีวิตกระจายกันอยู่ตามเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ 14
จังหวัดของภาคใต้ โดยทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาชน 13 เครือข่าย
หนึ่งในเครือข่ายภาคประชาชน
ที่ทางโครงการลงไปหนุนช่วยในระยะเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา คือ
เครือข่ายชุมชนมุสลิม อันเกิดจากการรวมตัวของผู้นำมุสลิมในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส
หลังเกิดเหตุปล้นปืนและฆ่าทหารแห่ง..ค่ายกองพันพัฒนาที่ 4
อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา
ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน
และสร้างความตระหนกไปทั่วทั้งสังคมไทยเกิดอะไรขึ้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทางออกควรเป็นอย่างไร ทั้งต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า
และแนวทางในการสร้างความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ระยะยาว
ควรจะเป็นไปในรูปแบบและวิธีการอย่างไร
..มีโจทย์และข้อเสนอมากมายที่อยากหยิบยกขึ้นมา
เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ถกเถียง และหาคำตอบร่วมกันกว่า 40 ชีวิต ของคน
หลายวัย หลายอาชีพ จากหลากหลายพื้นที่ เช่น จาก
อ.สุคิริน อ.เจาะไอร้อง อ.ระแงะ จังหวัดนราธิวาส จาก อ.ยะรัง อ.ยะหริ่ง
อ.โคกโพธิ์ อ.เมือง จังหวัดปัตตานี และจาก อ.รามัน อ.ยะหา จังหวัดยะลา
ต่อคำถามถึง สถานการณ์ในพื้นที่
ว่าหลังเกิดเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ รวมไปถึงการเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ของรัฐบาล
สิ่งที่ถูกสะท้อนจากเวทีการพูดคุยที่น่าสนใจคือ
..
การบุกค้นปอเนาะ มัสยิด เป็นการทำร้ายจิตใจมาก
บางแห่งมีการรื้อค้นหนังสือ คัมภีร์ กระจัดกระจาย
เป็นการไม่ให้เกียรติไม่เคารพสถานที่เลย..
..
ที่จริงเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวเกิดขึ้นตั้งแต่
แผนปราบปรามพวกค้ายาเสพติดของรัฐบาลโน่น…
ชาวบ้านได้พบเห็นคนดีๆ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกฆ่าตายไปหลายคน…
เรื่องโจรนินจาช่วงนั้นก็เป็นอีกเรื่องที่
รัฐบาลไม่เข้าใจข้อเท็จจริงในพื้นที่..
.. หัวคะแนนของ สจ. สส. หรือ
สจ. สส.ในพื้นที่นั่นแหละตัวดี พวกนี้ใหญ่คับบ้านคับเมือง
บางพื้นที่ระดับผู้กำกับ นายอำเภอต้องไปคาราวะพวกนี้ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้
คนพวกนี้บางคนทำสิ่งผิดกฎหมายหลายเรื่อง คนทั้งหมู่บ้านรู้
แต่ทางราชการไม่เห็นจัดการได้ จะให้ชาวบ้านไว้ใจหน่วยงานของรัฐได้อย่างไร..
.. เราขอแค่ให้อยู่ดีกินดี
ไม่ต้องออกไปหางานทำถึงมาเลย์
ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ให้ลูกหลานได้เรียนศาสนาได้เรียนหนังสือให้มีความรู้ประกอบอาชีพต่างๆ ได้...
.. วันนี้..นะหรือชาวบ้านกลัวทหารมากกว่าโจร….
..แบนอร์นะเหรอ…
ชาวบ้านหมดความศรัทธาไปนานแล้ว
ตั้งแต่สั่งตำรวจให้ตีพี่น้องมุสลิมที่กำลังละหมาดที่หาดใหญ่
แล้วพูดบิดเบือนข้อเท็จจริง ให้คนเข้าใจพี่น้องผิดๆ
รวมไปถึง การจับหมอ
และ โต๊ะครู
โดยกล่าวหาว่าเป็นกลุ่ม เจ.ไอ..
เหล่านี้คือความรู้สึก..ที่ตรงไปตรงมา
ของ พี่น้องมุสลิมในพื้นที่จำนวนหนึ่ง
ที่พรั่งพรูออกมาในเวที…. แล้วทางออกล่ะควรจะเป็นอย่างไร