แนวทางการแก้ไขกระบวนรบนอกตำรา 44
ยุทธวิธีก่อเหตุร้ายชายแดนใต้
"ตั้งแต่เดือนมกราคม
2547- กลางปี 2548(มกราคม- มิถุนายน) พบว่า
ช่วงปีเศษดังกล่าวเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้
อย่างต่อเนื่อง แบบเหตุร้ายรายวัน ทั้งหมด 1,217 ครั้ง เรียกได้ว่า
รุนแรงที่สุดนับแต่ปรากฏขบวนการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมา
รัฐไทยโดยผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับการแก้ปัญหาในทุกระดับ
โดยเฉพาะผู้นำระดับสูงในรัฐบาล ยืนยันตรงกันว่า เป็นฝีมือของกลุ่ม
ขบวนการ ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบ ยุทธวิธีสู้รบ
จากการมีกองกำลังและฐานที่มั่นที่ชัดเจนในเขตป่าเขาตามแนวชายแดน
มาเป็นการสร้างกองกำลังแบบไร้ตัวตน ไร้ฐานที่มั่น
ก่อเหตุในพื้นที่เขตเมือง และสลายตัวเข้าไปในชุมชนทันทีที่ก่อเหตุ
จนมีผู้เรียกแนวทางการต่อสู้แบบใหม่นี้ว่า
“จรยุทธ์ในเมือง”
ซึ่งสงครามจรยุทธ์ในเมืองที่เกิดขึ้นนี้
กลุ่มผู้ก่อการได้คิดค้นยุทธวิธีการก่อเหตุในแบบใหม่
ซึ่งนอกเหนือจากตำราการรบที่ผ่านๆ มา
จนรัฐไทยไม่อาจปรับทิศทางในการตั้งรับ หรือรุกโต้กลับได้ทันการ
จึงได้แต่แก้ปัญหาตามหลังฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา
"
อย่างไรก็ดีการต่อสู้ด้วย "สงครามกองโจร" ไม่ใช่เรื่องใหม่
เป็นเรื่องที่พลพรรคคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศทั่วโลกที่ต่อกรกับจักรพรรดินิยมทุนนิยมอเมริกาได้นำเอามาใช้กันมานานแล้ว
เพราะเป็นยุทธวิธีที่ทำให้ฝ่ายซึ่งมีกำลังอ่อนด้อยกว่าจะเอาชนะฝ่ายที่มีกำลังเข้มแข็งทั้งทางด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพลมากกว่าได้ตลอดมา
/ เช่น จีน เวียดนาม คิวบา ฯลฯ
แต่กองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยังมีกฎกติกามารยาทที่จะไม่ทำร้ายประชาชนแม้จะเป็นประชาชนของฝ่ายตรงข้าม
"สงครามกองโจรในเมือง" หรือ "จรยุทธเมือง"
ที่เป็นอยู่ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทย ณ เวลานี้
จึงไม่ใช่เรื่องใหม่!
แต่ที่ใหม่ ก็คือ การทำให้ "สงครามกองโจร"
มีความสามาณย์/ต่ำช้า/แบบสุดๆ ขึ้นมาเท่านั้น เพราะ
มีเป้าหมายอยู่ที่พลเรือนและประชาชนที่ไม่มีทางสู้เป็นหลัก
และ
การได้รับการสนับสนุนทางด้านการเมืองจาก "ชนชั้นกลาง"
ในประเทศบางส่วน เช่น นักวิชาการ องค์กรเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน
ซึ่งเป็นพวกที่ "ไม่ชอบรัฐบาล" ที่คอยเป็นทนายแก้ต่างให้
รวมทั้งองค์กรประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือมี
"เจตนาแฝงเร้น" ทำให้รัฐบาล "หลงทาง" ไม่สามารถใช้มาตรการที่เด็ดขาด
"จัดการ" กับ "หัวโจก" ที่ก่อปัญหาได้
ทำให้พวกนี้อยู่ในฐานะได้เปรียบ "ภาวะนี้บั่นทอนความเข้มแข็งของอำนาจรัฐไทยลงไปทุกขณะ ถึงขณะนี้
รัฐไทยก็ยังถูกตั้งคำถามจากทุกฝ่ายว่า จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร
?
ทั้งปฏิบัติการทางทหาร ปฏิบัติการทางจิตวิทยา
และปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร
เพื่อดึงปัญหาความไม่สงบเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน"
และ
ที่จะต้องทำความเข้าใจ ก็คือ กำลังพลในสงครามกองโจรหรือ
"ผู้ทำการจรยุทธ์" โดยเฉพาะในเมือง นั้น
จะต้องอยู่ในรูปแบบของ "ชาวบ้าน/ประชาชน" /ที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา
ในยามที่ไม่ได้ "ปฏิบัติการ" โดย "รูปแบบ" /หน้าตา เสื้อผ้า
การแต่งตัว ภาษาพูด บุคลิก จะต้อง "กลมกลืน" ไปกับมวลชนจน "ศัตรู"
แยกไม่ออกหรือไม่อาจแยกออกได้
[ซึ่งกล่าวสำหรับพวกมุสลิมสุดโต่ง
ตรงนี้ยิ่งได้เปรียบเพราะพวกนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นที่สร้างลักษณะอัตตลักษณ์การแต่งกายที่
"ปิดหน้า" ไว้รองรับแล้ว ยิ่งง่ายต่อการ "อำพราง" เข้าไปใหญ่
แยกไม่ได้เลยว่า
ใครเป็นใครจำหน้าก็ไม่ได้เพราะมองไม่เห็นๆ แต่ลูกกะตา
เมื่อก่อเหตุจึงไม่มีใครจำหน้าค่าตาของพวกก่อการร้ายได้เลยแม้แต่คนเดียว/ครั้งเดียว]
และสามารถจะกลายเป็นรูปแบบอะไรก็ได้เมื่อลงมือปฏิบัติการ
ในการปฏิบัติการจะใช้หน่วยย่อยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพลิกแพลง และใช้วัตถุดิบในการก่อการจาก
"ศัตรู" และ "มวลชน" / เช่น อาวุธและยุทธปัจจัยอื่นๆ
หรือเสบียง ฯลฯ
ดังนี้สงครามกองโจรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเปิดฉากขึ้นมาด้วยการ
"ปล้นปืน" [
การอาศัยยุทธปัจจัยของศัตรูดังนี้ สะท้อนออกในเนื้อเพลง
"กองทัพปลดแอกประชาชน"
ที่ร้องกันในหมู่พลพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเมื่อครั้งทำสงครามจรยุทธในเขตรอยต่อเมืองกับป่าเขาในอดีตว่า
"....เราเริ่มจากสองมือเปล่า
แย่งเอาอาวุธปืนปฏิกิริยา เด็ดเดี่ยวเอาอาวุธมัน
ล้างมันแหลกลาญ วินัยเหล็กเพชรทรหด อดทน ทำสงครามยาวนาน เสียสละ
กล้าหาญ ทะยานล้างโจรทมิฬ....."
]
เช่นนี้ผู้ที่ "ไม่รู้จัก/ไม่มีประสบการณ์" ในการทำสงครามกองโจรหรือสงครามจรยุทธ์
จะทึกทักว่า พวกนี้ฉลาดปราดเปรื่องที่สามารถพัฒนายุทธวิธีการก่อเหตุขึ้นมาอย่างหลากหลายรูปแบบ
ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่เพียง "อะไร"
ที่อยู่ในหลักการธรรมชาติพื้นๆ
ของการทำสงครามจรยุทธ์หรือสงครามกองโจรอยู่แล้ว
ยังเป็นอะไรที่อยู่ใน "ตำรา" / ตำราการทำสงครามกองโจร!
เมื่อพอจะเข้าใจหรือพอจะ "รู้จัก"
ก็น่าที่จะกำหนดแนวทางเพื่อเอาชนะทางยุทธวิธีในสงครามกองโจรได้
ดังนี้ [ทั้งนี้บทความนี้จะเน้นทางแนวคิดเพื่อการเอาชนะ/อย่างน้อยก็สามารถป้องกันตัวเองได้ทางด้านยุทธวิธีทางการทหารเท่านั้น -แต่การเอาชนะที่ชี้ขาดคือการเอาชนะทางการเมือง
การเอาชนะทางอุดมการณ์
ซึ่งประเมินดูแล้วสถานการณ์ในประเทศไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ของโลกทั้งใบ
ก็คาดว่าน่าจะใช้เวลาเป็นศตวรรษเช่นเดียวกับยุคสงครามเย็น (?) แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำคู่ขนานกันไปอย่างเข้มข้น
เกี่ยวกับการเอาชนะทางการเมืองหรือทางอุดมการณ์ก็จะอยู่ในอีกบทความหนึ่งต่างหาก]
ตามที่มีการพิจารณายุทธวิธีการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อการอาจ
ที่แยกออกได้เป็น
ปฏิบัติการทางทหาร
-การทำลายฝ่ายตรงข้าม
๐ ใช้กำลังเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของทหาร ตำรวจ นับแต่ปี 2544
เป็นต้นมา เกิดเหตุบุกโจมตีฐานที่มั่นฝ่ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
ครั้งสำคัญคือเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546
เกิดเหตุบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารที่อ.สุคิริน จ.นราธิวาส และ อ.ธารโต
จ.ยะลา กระทั่งวันที่ 4 มกราคม 2547 เกิดเหตุการณ์ใหญ่
คือการบุกปล้นค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
และตัวการใหญ่ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้บงการเบื้องหลัง คือนายมะแซ อุเซ็ง
แกนนำขบวนการ BRN Co-ordinate
จุดมุ่งหมายเพื่อชิงอาวุธปืน
ฆ่าเจ้าหน้าที่ และทำลายสัญลักษณ์ด้านอำนาจของรัฐไทย
๐
ใช้กำลังเข้าโจมตีสถานที่ราชการสำคัญ เช่นที่ว่าการอำเภอ
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
สถานที่ราชการเหล่านี้จะเป็นสถานที่เก็บอาวุธปืนของทางราชการ
เช่น ที่ว่าการอำเภอมีอาวุธปืนของอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.)
ส่วนที่ทำการอุทยานฯ ก็มีอาวุธปืนของหน่วยพิทักษ์ป่า
๐
วางระเบิดสถานที่ราชการและสถานบันเทิง ตลอดจนเส้นทางลาดตระเวน
หรือจุดและพักของเจ้าหน้าที่ เช่นศาลาที่พักริมทาง
การวางระเบิดจะพบใน 2 ลักษณะ รูปแบบที่พบมากที่สุด คือ
ระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งยากต่อการติดตามตรวจสอบ แต่มักจะได้ผลแทบทุกครั้ง
อีกรูปแบบหนึ่งคือระเบิดแสวงเครื่องจุดระเบิดด้วยระบบสายไฟและแบตเตอรี่
โดยลากสายไฟเข้าข้างทาง ส่วนใหญ่ใช้วิธีการขุดหลุมฝังไว้ในพื้นถนน
เพื่อมุ่งทำร้ายชุดลาดตระเวนต่างๆ
กลุ่มผู้ก่อการได้พัฒนาวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นมา
ให้มีอานุภาพทำลายที่รุนแรงขึ้น
จากเดิมวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นจะบรรจุในท่อพีวีซี หรือกล่องกระดาษ
ก็เปลี่ยนมาบรรจุไว้ในถังน้ำยาเคมีดับเพลิง
และถังก๊าชหุงต้มเพื่อให้มีอานุภาพที่รุนแรงขึ้น
๐
ใช้รถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดจำนวนมากแล้วจุดชนวน
สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่เป้าหมาย
๐
ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ หรือลูกจ้างของรัฐ
๐
เข้าจู่โจมทำร้ายเจ้าหน้าที่ในลักษณะพลีชีพ
เช่น เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547
ที่ผู้คนนับร้อยตัดสินใจถืออาวุธอย่างมีดพร้าเข้าโจมตีที่มั่นของรัฐพร้อมๆกันนับสิบแห่ง
ในพื้นที่ จ.ปัตตานีและยะลา จนเจ้าหน้าที่โต้ตอบด้วยอาวุธปืน
ทำให้ผู้ก่อการเสียชีวิต 106 คน
๐
บุกจู่โจมปล้นวัตถุระเบิดจากโรงโม่หิน
-การทำลายโครงสร้างสาธารณูปโภค
๐ วางระเบิดรางรถไฟ
๐
วางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง เช่นเหตุการณ์ดับไฟเมืองยะลา เมื่อวันที่ 14
กรกฎาคมที่ผ่านมา
๐ วางระเบิดรถไฟ
๐ ระเบิดตอม่อสะพาน
๐
เผาทำลายตู้โทรศัพท์
๐
เผาสถานีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ
-ยุทธวิธีการสกัดกั้น
เบี่ยงเบนความสนใจ
๐ เผาล้อยางบนถนน
๐
โค่นต้นไม้ขวางทาง โปรยตะปูเรือใบบนถนน
๐ การปล่อยข่าวลวง
ลักษณะปากต่อปาก เพื่อสร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อเคลื่อนไหวในรูปแบบอื่น
ปฏิบัติการทางจิตวิทยา
๐
ใช้ดาบหรือมีดพร้าฟันประชาชน และพระภิกษุสงฆ์ขณะออกบิณฑบาต
๐ ฆ่าตัดคอ
หรือเชือดคอด้วยอาวุธมีด
๐
ประกบยิงราษฎรด้วยอาวุธปืน
๐
ส่งจดหมายข่มขู่ไปยังกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการครู
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ให้ลาออก
และหยุดการปฏิบัติหน้าที่รับใช้รัฐไทย
๐ โทรศัพท์ข่มขู่
ไปยังบ้านเป้าหมาย ส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู
ให้ยุติความร่วมมือในทุกรูปแบบกับรัฐไทย
๐
แจกจ่ายจดหมายเปิดผนึกหรือใบปลิว มีด้วยกัน 2
ลักษณะคือข่มขู่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับทางการและกล่าวโจมตีรัฐบาล
และใบปลิวปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐไทย
และต่อสู้เพื่อเอกราชรัฐปัตตานี
๐
ใช้กลุ่มบุคคลไปข่มขู่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ถึงบ้านพัก
เพื่อมิให้ทำหน้าที่รับใช้รัฐบาลอีกต่อไป
๐
วางเพลิงที่พักและบ้านเรือนประชาชน
๐ ปักธงรัฐปัตตานี
เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการคงอยู่ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน
๐ ตัดฟัน
ทำลายสวนผลไม้หรือสวนยางพารา
๐
วางเพลิงเผาสถานที่ราชการที่ไม่มีการระวังป้องกัน เช่นโรงเรียน
สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านพักข้าราชการ ฯลฯ
๐
วางวัตถุต้องสงสัย ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นวัตถุระเบิด
๐
ปาระเบิดเพลิงเผาทำลายบ้านเรือนราษฎร
สถานที่ราชการที่ไม่มีการระวังป้องกันดีนัก เช่นสถานีอนามัย
บ้านพักครู
๐
ส่งจดหมายอิเลคทรอนิกส์ หรืออี-เมล์ข่มขู่
ที่ผ่านมาปรากฏผ่านเว็บไซต์
www.pulo.org ของขบวนการพูโล
เช่นการประกาศตั้งค่าหัวผู้ว่าราชการจังหวัด
นายตำรวจระดับสูงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ตลอดจนการประกาศเตือนว่า จะก่อเหตุร้ายในพื้นที่ต่างๆ
โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
๐ วาดภาพล้อ ท้าทาย
ถากถางรัฐบาล
๐
ราดน้ำมันเครื่องบนถนน
๐
ใช้อาวุธปืนยิงใส่ขบวนรถไฟโดยไม่หวังผลทำร้ายใครโดยตรง
๐ เผารถยนต์
๐
แต่งกายเลียนแบบสตรีมุสลิมลอบยิงเจ้าหน้าที่
๐
แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ
หรืออาสาสมัครทหารพรานออกก่อเหตุรุนแรง เช่น กราดยิงถล่ม
๐
ใช้กำลังโจมตีสถาบันทางศาสนา เช่น วัด
๐
พ่นสีสเปรย์บนพื้นถนน ป้ายข้างทาง หรืออาคารต่างๆ
ด้วยข้อความปลุกระดม เรียกร้องเอกราชรัฐปัตตานี
๐
ปลุกกระแสความเข้าใจผิดให้ประชาชนรวมตัวกันต่อต้าน เรียกร้อง
และกดดันให้หน่วยงานของรัฐทำตามข้อเรียกร้อง
มีการใช้ความรุนแรงยั่วยุ โดยหวังผลให้รัฐใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม
เช่นกรณีเหตุการณ์ตากใบ
๐
ปล่อยข่าวลือให้ประชาชนเข้าใจรัฐในทางที่ผิด
เช่นเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ
รวมทั้งปล่อยข่าวลือให้ประชาชนหวาดกลัวการใช้อำนาจของรัฐในการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบแบบเหวี่ยงแห
เช่น กรณีคนไทย 131 คนอพยพไปยังรัฐกลันตัน
เนื่องจากเกรงกลัวการใช้อำนาจตาม พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
๐
ใช้อาวุธสงครามกราดยิงแบบไม่หวังผล เข้าไปภายในหมู่บ้านไทยพุทธ
หรือวัด เพื่อข่มขู่ หรือก่อกวนให้เกิดความไม่สงบ
๐
ทำใบปลิวออกข่มขู่ให้หยุดงานวันศุกร์
จุดประสงค์เพื่อทำลายอิทธิพล ความเชื่อมั่นศรัทธาต่ออำนาจรัฐ
ว่าไม่สามารถปกป้องดูแลความปลอดภัย
และรักษาความสงบเรียบร้อยได้อีกต่อไป
ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร
๐ใช้ผู้ถูกยกเว้นตามกฎแห่งการทำสงคราม
เช่น ผู้หญิงและเด็ก เข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
เช่นปิดถนนทางเข้าหมู่บ้าน โดยหวังใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือเผยแพร่
ให้สังคมโลกเห็นว่า กำลังจะมีการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง
๐
เผยแพร่ความผิดพลาดในการใช้อำนาจและกำลังของรัฐว่าเป็นการกดขี่
ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู
ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
เช่นเว็บไซต์องค์กรสิทธิมนุษยชนมลายูปัตตานี หรือ PMHRO
รวมทั้งสิ้น 44 รูปแบบ 44 ยุทธวิธี การก่อเหตุรุนแรงในรูปแบบต่างๆ
ดังกล่าว จะเห็นว่าครอบคลุมกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ด้านหน่วยงานของรัฐได้จำแนกโครงสร้างของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไว้ 4
ระดับ คือ
1.องค์กรนำหรือกลุ่มควบคุมและสั่งการ
ถือเป็นส่วนยอดของปิรามิด มีขบวนการ BRN Co-ordinate เป็นองค์กรนำ
ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ
2.กลุ่มควบคุมทางยุทธวิธี
ถือเป็นส่วนกลางของปิรามิด
มีการทำงานผสมผสานกันระหว่างนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น
กลุ่มผลประโยชน์ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มโจรรับจ้าง
3.กลุ่มผู้ปฏิบัติการทางทหาร
4.กลุ่มแนวร่วมและมวลชน
กลุ่มที่ 3 และ 4
เป็นฐานล่างของปิรามิดมักถูกแสวงประโยชน์จากอัตตลักษณ์ทางเชื้อชาติและศาสนา
มีจำนวน 1-2 % ของประชากรในพื้นที่
แต่มีอิทธิพลเหนือชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่
ทำให้การแก้ปัญหาของฝ่ายรัฐไม่สำเร็จตามที่คาดหวัง
เพราะชาวบ้านวางเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่า
กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีแนวโน้มที่จะก่อเหตุร้ายรายวันในรูปแบต่างๆ
รวมถึงการปฏิบัติการทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อแสดงจุดมุ่งหมายที่จะต่อต้านการแก้ปัญหาของฝ่ายรัฐในทุกรูปแบบ
สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ เป้าหมายของขบวนการก่อความไม่สงบ
ที่ต้องการให้สังคมโลก โดยเฉพาะองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศต่างๆ
เข้ามาแทรกแซงปัญหานี้ ด้วยการทำให้เห็นว่ารัฐบาลไทยปฏิบัติผิดพลาด
สร้างความสูญเสีย หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน
หรือรังแกชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู
การก่อเหตุในลักษณะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐโกรธแค้น
และปฏิบัติการตอบโต้ด้วยความรุนแรง
จึงมีแนวโน้มจะมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหตุร้ายยังดำเนินต่อไป จำนวนผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบ
จากสารพัดวิธีเหล่านี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ