มาตรการสูงสุดของการต่อสู้ทางการเมืองแบบไม่ใช้ความรุนแรง
[อหิงสาธรรม]
คือ การนัดหยุดงาน และ พลังอำนาจของชนชั้นกลาง คือ
การนัดหยุดงาน หากไม่ใช้พลังอำนาจตรงนี้ให้ถึงที่สุด
การเคลื่อนไหวที่ นำและกระทำ โดยชนชั้นกลาง ณ
เวลานี้ก็...ว่างเปล่า!
เพราะชนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักเป็น
ผู้มีการศึกษาอย่างน้อยก็ระดับ 12
เกรดขึ้นไปจนถึงการศึกษาระดับสูงสุด
และอยู่วงการวิชาชีพที่ชี้เป็นชี้ตายการดำเนินชีวิติปกติของประชาชนทั้งประเทศได้
เช่น วิชาชีพแพทย์ วิชาชีพครู เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ
และ ข้าราชการ....ฯลฯ ถ้าวิชาชีพเหล่านี้
"นัดหยุดงาน" อย่างมีการ "วางแผน"
คาดว่าน่าจะก่อผลกระเทือนบ้าง แต่ก็คงยากเพราะวัฒนธรรมคนไทยนั้นถ้าไม่เดือดร้อนถึงที่สุดกับตัวเองอย่างจวนตัวจริงๆ
จะถือคติว่า "ธุระไม่ใช่"
แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางออก ว่า
อะไรจึงจะส่งผลกระเทือนต่อ ระบอบทักษิณอย่างไร? [
....ทั้งด้าน
...ทั้งหนา...ทั้งเสียสติ....รวมทั้งพวกที่แวดล้อมอยู่ทั้งหมดน่าจะเป็น
....พวกที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมองในระดับต่างๆ
กัน ....และพา ......ให้ผู้คนทั้งประเทศเสียสติกันไปด้วยทั้งหมด.....จากอำนาจเงินจากงบประมาณแผ่นดินที่พล่าผลาญและหว่านโปรยลงไป
....รึว่า...ประเทศนี้กำลังปกครองด้วยกลุ่มมนุษย์ที่วิวัฒนาการถอยหลังทางด้านความรู้สึกนึกคิด?
.....คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแบบ "มนุษย์"
วิวัฒนาการไปอยู่ในระดับเดียวกันกับสัตว์หน้าขนอื่นๆ ?]
เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงผ่องถ่ายอำนาจในแต่ละเหตุการณ์
ตัวชี้ขาด คือ "กระบอกปืน" /กองกำลังติดอาวุธ/ ทหาร ไม่ว่าจะ
เหตุการณ์ไหน 2475 ....14 ตุลา....6 ตุลา...[การวางอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วยนโยบาย
66/2523]
....พฤษภาทมิฬ...แต่เหตุการณ์ทั้งหมดในอดีตนี้
รากหญ้าไม่ค่อยจะมีบทบาทเท่าไรนัก
แทบจะเป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางล้วนๆ แต่เที่ยวนี้
มีขบวนการของรากหญ้าสามาณย์เข้ามาเป็นตัวแปรอย่างเป็นสำคัญ
และที่สำคัญพลังต่างๆ ของสังคมในเหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมด
ยกเว้นกรณี 2475 ยังให้ความสำคัญแก่ "สถาบัน" ที่ สำคัญๆ
ของชาติ ทั้งยังมีเรื่องของ "ศักดิ์" และ "ศรี"
หรือลำดับอาวุโส แบบว่า ยัง "ฟัง" กันอยู่ โดยเฉพาะการ "ฟัง"
ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ผู้มีอาวุโสของสังคม
ยังมีผู้นำประเทศที่ยอมลาออกเพราะเห็นแก่ความสงบสุขของชาติบ้านเมือง
เช่น การลาออกของพลเอกเกรียงศักดิ์ พลเอกเปรม พลเอกชวลิต
เป็นอาทิ แต่ก็อย่างที่บอกพวกนี้เป็นพวกทหารหาญ.....
แต่ ณ วันนี้
ผู้นำประเทศที่กำลังถูกไล่เบี้ยไล่บี้อยู่นี้
หาใช่ทหารหาญไม่ แต่มีพื้นเพมาจากตำรวจ!
[ .....ตำรวจกวดขี้หมา....จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ
ร้องเล่นกันอย่างนี้..]
และตำรวจเมื่อเทียบกับทหารโดยอาชีพแล้ว
ความเชื่อถือในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตแทบจะเป็นสูญกระทั่งติดลบ
จนมีภาษิตพังเพยสอนหญิงไทยมาแต่ไหนแต่ไรว่า
"เป็นเมียทหารนั่งนับขวด(เหล้า) เป็นเมียตำรวจนั่งนับแบ๊งค์"
เมื่อได้ตำรวจขึ้นมาบริหารประเทศ
ปัญหาการโกงกินคอรัปชั่นจึงมีสภาพอย่างที่ประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่
คือ เป็นยุคแห่ง ความด้าน หนา และปราศจากหิริโอตัปปะอย่างโจ่งแจ้ง
[แบบไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน
เพราะอะไรที่เคยอยู่ใต้ดินก็ทยอยเอาขึ้นมาอยู่บนดินได้หมด....ผ่านระบบ
"ขายตรง" จากศูนย์กลางอำนาจ..ฯลฯ]
ยิ่งเมื่อผสมผสานกับแนวความคิดของพวกอดีตพลพรรคคอมมิวนิสต์เก่าที่ผันตัวเองไปเล่นการเมืองในระบบ...อย่างเป็นทางการ....และตาม
"รูปแบบ"
ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไปลอกพวกฝรั่งตาน้ำข้าวมาแบบหัวมังกุท้ายมังกร
.......กำหนดให้ผู้จะเข้าไปมีหรือใช้อำนาจบริการจัดการประเทศต้องผ่าน
"การเลือกตั้ง" และได้เสียงข้างมาก...[
ก็คือ
เสียงของชนชั้นล่างโดยเฉพาะชนชั้นล่างในชนบท
ที่ฝ่ายซ้ายในไทยรักไทยมีฐานอยู่แล้ว]
ซึ่ง......ในทางความคิดพลพรรคคอมฯ
เก่าในซีกรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเพียง แค่เป็น
"วิธีการ" หรือ "รูปแบบ" เพื่อไปบรรลุเป้าหมาย คือ
การเปิดเป็นช่องทางให้ได้เข้าไปใช้อำนาจปกครองประเทศเท่านั้น
[โดยไม่ต้องไปเสี่ยงตายยากลำบากจับอาวุธต่อสู้ให้เหนื่อยเมื่อยตุ้ม
และในทางเปิดยังสามารถ
ฉวยอ้างเอาเป็น
"หลักการ" และ "กติกา" อันศักดิ์สิทธิ์เสียอีกด้วย]
ดังนั้นกล่าวสำหรับพวกซ้ายซีกนี้แล้ว สถาบันต่างๆ
ทางสังคมอันเคยมีมาแต่ดั้งเดิม ....เป็นแค่
"เครื่องมือ"/"ทางผ่าน" (รอการ "ดัดแปลง"/ปรับสภาพ)
เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย หามี "ความหมาย" อื่นใดไม่? ก็แค่
"เครื่องมือ" เพื่อคงการปกครอง-การบริหารจัดการประเทศ
"ตามที่ต้องการ"
[.....เช่นนี้ถ้า
"ตามที่ต้องการ" นั้นมันเพื่อ "ประโยชน์สาธารณชน"
มันก็น่าจะดีหรอกนะ! แต่มันไม่ใช่!]
ทุกสถาบันที่เคยเป็นเสาหลักของสังคม
เป็นเสาหลักของประเทศ
จึงถูกลากดึง....ถูกนำมา "เล่น" หมด ถูกนำมาเป็น
"เครื่องมือ" ทางการเมืองจนหมด
จึงเหมือนว่าจะไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้
สถาบันหลักของชาติสถาบันไหน ได้สวมบทบาทเป็น "พระเอก"
ที่จะ "ห้ามทัพ" เพื่อสะกด "ความวุ่นวาย" ของบ้านเมือง
ดังเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬอีกแล้ว????
!
แต่ทุกเสาหลักทางจิตใจอันสังคมไทยเคยมี
.....ถูกเอามาเปลือยให้เห็นว่าล้วนสามานย์และชั่วช้าอัปรีย์เหมือนกันหมด
[ข้อพิสูจน์นี้ไปดูได้ตามเวบบอร์ดที่หนุนทักกี้ชิน]
สภาพที่จะ "ฟัง"
กันเช่นนั้นวันนี้จึงเหมือนว่าจะไม่มีแล้ว!
ด้วยถึงแม้ความวุ่นวายบานปลายของบ้านเมือง
จะยังไม่มีการ "หลั่งเลือด" อย่างในอดีต แต่ก็เดินหน้า
ก่อให้เกิดความอึมครึมผะอืดผะอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
...คืบคลานครอบคลุมไปทั่วสังคมของคนไทยทุกวงการทั้งในและนอกประเทศ
องค์พระประมุขของประเทศ
ก็ยังคงทรงทำหน้าที่ของการทรงเป็นองค์พระประมุข
ของประเทศของพระองค์
ให้พสกนิกรที่ยังคงมุ่งหวังพึ่งพิงพระบารมี-เหมือนอย่างเคย-ด้วยการทรงออกมา
ชี้ทางออกทางแก้ให้กับทางตันของปัญหาบ้านเมือง-เหมือนอย่างเคย-แต่ครั้งนี้ยังไม่สามารถจะ
"สยบ" เหตุการณ์บ้านเมืองให้สงบได้เหมือนอย่างเคย!
ทำไม?.......ก็น่าจะเป็นเพราะ ทักษิณ/ฝ่ายระบอบทักษิณ
ที่เป็นฝ่ายครอบครองอำนาจรัฐในช่วงนี้นั้น มีส่วนหนึ่งของ
กลุ่มอดีตนักศึกษาพลพรรคคอมฯ
/อดีตผู้นำนักศึกษาตัวกลั่นๆของสิบสี่ตุลาหกตุลาทั้งสิ้น
ผนวกเข้ามาด้วย.... ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น)
โดยธรรมชาติทางความคิดของผู้คนกลุ่มนี้ จะไม่หยุดเคลื่อนไหวในแนวเดิม....จนกว่าจะหมดหนทางจริงๆ
หรือจนกว่าจะไม่มีหนทาง-ช่องทาง ให้พลิกฟื้นสถานการณ์ได้จริงๆ
[ถ้าเรือยังไม่จมก็จะยังจ้วงไม้พายอยู่อย่างนั้นโดยไม่คำนึงว่าในเรือจะมีใครนั่งเอาเปรียบตัวเองและประชาชนอยู่???]
[เช่น
อยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์ก็อยู่จนพรรคคอมมิวนิสต์ปลุกไม่ขึ้นฟื้นไม่มี
มาอยู่กับทักกี้ชินก็ยืนหยัด..จนกว่าพรรคของทักกี้ชินจะถูกยุบถ้าไม่โดนยุบก็หมายถึงว่า
ก็เดินหน้ากันต่อ.....อย่างที่เห็น.....
นั่นหมายถึงว่า
ถ้าไม่ถูกยุบก็ฟื้นคืนแน่นอนอาจจะปรับเปลี่ยนจากประชานิยมเป็นรัฐสวัสดิการซึ่งก็น่าสนใจเพราะจะเป็นประโยชน์กะประชาชน
แต่จะทำได้รึ?
ที่จะสู้กับ "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ของ เจ้าของพรรคไหวรึ????
[ทำไมไม่ออกมาสร้างพรรคด้วยตัวของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดยืนหยัดอยู่ให้ผู้คนเขาก่นด่าอยู่ได้
ทั้งๆ
ที่ก็ไม่ใช่คนชั่วโดยสันดานกะเขาซักหน่อย......แค่ตกกะไดพลอยกระโจนไปกะโจรปล้นชาติแค่นั้นเอง!]
ที่ผ่านมาก็แค่เป็น
รัฐมนตรีน้ำยาบ้วนปากกะรัฐมนตรีไม้ประดับ....ถ้าไม่ถูกยุบและถูกเว้นวรรคพรรคของทักกี้ชินก็กลับมาแน่นอน
เฉพาะหน้านี้ถ้า คมช.
/
รัฐบาลลูกสหายคำตันไม่ทันเกมไม่รู้ธรรมชาติของคนเดือนตุลาซีกนี้-ไม่รีบยุบและให้เว้นวรรคตัวกลั่นๆ
ตัวเอ้ๆ ของพรรคทักกี้ชิน ก็คงต้องเตรียมดู "คนพวกนี้"
พาประเทศชาติไปติดหล่มกับดักประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ...เหมือนที่พาประเทศมาสู่ภาวะอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ......ตอนนี้ก็เริ่มออกเดินสายกันแล้ว
พอดีประเทศนี้ไม่ต้องทำอะไรกันหรอกนิได้แต่ประท้วงกันไปประท้วงกันมาอยู่อย่างนี้???]
กลุ่มนี้เข้าไปผนวกกับทุนของทักกี้ชินที่เหมือนว่าจะมาตัวเปล่า....
แต่เปล่า! ....พวกเขาเข้าไปผนวกกับ
"นายทุนนายหน้าข้ามชาติ" อย่างทักฯ
พร้อมกับ....พกพาอาวุธทางความคิดและประสบการณ์ด้านการจัดตั้งพรรคแบบพรรคคอมมิวนิสต์
และความจัดเจนสั่งสมตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาจนกระทั่งไปเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผ่านงานการจัดตั้งและการเคลื่อนไหวมวลชนรากหญ้ามาอย่างเชี่ยวชาญ
ทั้งทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ......
กลุ่มนี้ได้เข้าไปสร้างพรรคไทยรักไทยให้ตระกูลชินฯ
ใช้เป็นสะพานก้าวเดินเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจดำเนินกระบวนการ
"ผลประโยชน์ทับซ้อน"
แปลงสมบัติและเขมือบสัมปทานในทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ต่างๆ
ของประเทศ
สร้างความร่ำรวยให้แก่ครอบครัวจนทะยานขึ้นไปเป็นเศรษฐีติดอันดับโลกได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
เพียง ๕-๖ ปี
จากการทำให้
พรรคไทยรักไทย ของระบอบทักษิณ มีความแปลกใหม่ติดตลาด "โดนใจ"
พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงชนชั้นสูงชนชั้นนำของประเทศทุกกลุ่มที่ต่างก็เทใจให้!
ตรงนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า
เครดิตของคนเดือนตุลา/กลุ่มอดีตนักศึกษาพลพรรคคอมฯ
ส่วนหนึ่ง ของ
ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อประชนชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่เข้าไปผนวกอยู่ในระบอบทักษิณ มีส่วนอยู่ไม่น้อยในการดึงดูดคนดีๆ
ของสังคมไทยให้เข้าไปหนุนเนื่องระบอบทักษิณ
โดยปราศจาก การพิจารณาตรวจสอบประวัติความเป็นมา
และการประเมินพฤติการณ์-พฤติกรรมของทักฯ....(ที่สำคัญก็เบื่อการบริหารจัดการประเทศของ
ท่านชวนเชื่องช้าเสียเต็มประดาแล้ว..อยากได้อะไรที่แตกต่างออกไป
เผื่อประเทศจะดีขึ้นบ้าง?)
......จึงพากันอกหักถ้วนหน้า....เมื่อธาตุแท้ของทักฯ
เผยตัวล่อนจ้อน......ด้วยพฤติกรรมขายหุ้นติดสัมปทานดาวเทียม
ที่มีความมั่นคงทางการทหารของประเทศพ่วงอยู่ด้วย
ให้แก่กองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์เป็นหมื่นๆ ล้าน
โดยมีการโอนหุ้นยอกย้อนกลับไปกลับมา
แบบปั่นราคาให้สูงขึ้นแล้วขายเหมาเข่งไปเป็นหมื่นๆ ล้าน
แบบที่ทั้งขึ้นทั้งล่องด้วยช่องโหว่ช่องว่างของข้อกฎหมายและกฎระเบียบที่ออกกันเองให้ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท
...........แล้วก็เพิ่งมาประมวลตัวตนของทักฯ ได้ว่า
ทักฯไม่เคยผ่านกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
หรือการต่อสู้ทางการเมือง ในอันที่จะหล่อหลอมให้มี
"จิตสำนึก" ที่จะรักชาติ รักประชาชน รักประชาธิปไตย
แต่อย่างใด ....[ที่ทักฯ
พล่ามๆ
เรื่องนี้โดยเฉพาะเรื่องรากหญ้าได้เป็นคุ้งเป็นแคว...นั้นอาจเป็นไปได้ว่าฝ่ายซ้ายข้างกายบอกบท...?.]
ตรงข้ามทักฯ ใช้ชีวิตเกือบทั้งหมด
มากับการทำธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลาน
ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องมีการแข่งขันก็มักจะไปไม่ค่อยรอด.....เจ๊งเช็คเด้ง
....มาร่ำรวยตอนทำธุรกิจ
ค้าค่าเงินบาทแบบมีเงื่อนงำ จากนั้นก็เล่นกับสัมปทานผูกขาด
....และเฟื่องฟูสุดขีดเมื่อเป็นหัวหน้าพรรคฯหัวหน้ารัฐบาลเข้ายึดกุมอำนาจการบริหารประเทศ
และเล่นกลกับงบประมาณแผ่นดินและทรัพย์สิทธิประโยชน์ต่างๆ
ของประเทศ ด้วยพฤติการณ์ที่เรียกขานกันว่า
"ผลประโยชน์ทับซ้อน" ............ที่พฤติกรรมทั้งสิ้นสะท้อนการคิดเรื่องผลประโยชน์ของทักฯ
ว่า
ไม่มีฐานคิดอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเฉกเช่น
"ผู้นำประเทศ" ที่ "ดี" จะพึงคิด.......อ่านต่อได้
"ที่นี่"
ด้วยว่าในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยฯ
นั้น
เมื่อภาคพลเมืองไม่พอใจรัฐบาลผู้ปกครอง-ผู้บริหารจัดการประเทศ...พวกเขา-ประชาชน/พลเมืองที่ปราศจากอาวุธ....ทำได้เพียงการชุมนุมประท้วงอย่างสันติแล้วแสดงเจตจำนง
ซึ่ง
วิธีการชุมนุมประท้วงกดดันให้ผู้นำหรือคนในกลไกรัฐลาออกเช่นนี้
จะใช้ได้กับ คน ที่มี "หิริโอตตัปปะ"
เท่านั้น
แต่โชคร้ายของประเทศไทยและพลเมืองไทยที่ ...อะไร ที่เรียกว่า
หิริโอตตัปปะ นั้น
นักการเมืองไทยส่วนข้างมากไม่เคยมีหรือไม่ค่อยจะมี......การรวมตัวชุมนุมประท้วงเพื่อกดดันให้ทักฯ
ลาออก บนความคาดหวังว่าทักฯ
จะมีสำนึกที่คำนึงถึงประโยชน์สุขของบ้านเมืองและความสามัคคีของคนในชาติ.......แล้ว
"เสียสละ" ลาออกไป......สู้คดีบรรดา(ที่จะต้อง)มี(อย่างแน่นอน!).....จึงไม่เป็นผล!
นอกจากไม่เสียสละลาออกแล้ว ยังตอบโต้ด้วยยุทธการมวลชนชนมวลชนทุกรูปแบบ......แบบตาต่อตาฟันต่อฟันพร้อมๆ
กับการดันทุรังจะแปลงกิจการสาธารณูปโภคไปเป็นทรัพย์สินเอกชน
....
โดยที่เอกชนในกรณียุคทักษิโณมิกส์นี้
ก็คือ ทักฯและกลุ่มชนชั้นนำที่หนุนทักฯ
ซึ่งได้ส่งลูกหลานหรือหัวหน้าครอบครัวหรือคนในครอบครัว
เข้าไปเป็นรัฐมนตรี/เป็นที่ปรึกษาผ่าน ระบบบัญชี ส.ส.
ปาตี้ลิสต์
ซึ่งในที่สุดก็เป็นเจ้าของสมบัติสาธารณะของประเทศที่แปลงไปในรูปของการถือหุ้นทั้งผ่านและไม่ผ่าน
"ตลาดหลักทรัพย์"/"ตลาดหุ้น"....[ระบบ
ส.ส. จากบัญชีปาตี้ลิสต์จึงเป็นช่องทางให้ทุนธุรกิจการเมืองเข้ายึดกุมกลไกอำนาจและดำเนินกระบวนการ
"ผลประโยชน์ทับซ้อน" ได้อย่างง่ายดาย]
ซึ่งด้วย "ฝีมือ" ของซีกซ้ายข้างกายทักฯ
ยุทธการมวลชนจัดให้ได้ทันทีทุกรูปแบบ
....มีฐานอยู่แล้วโดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ!...ไม่ยาก
ยุทธศาสตร์ที่พรรคคอมฯ
เคยใช้ก็ขนมารับใช้นายทุนนายหน้ากันเต็มรูปเพิ่มพิกัด
......."ชนบทล้อมเมืองโลกล้อมประเทศ"....ฯลฯ
.........ที่ผนวกของนายทุนนายหน้าเข้ามา ก็คือ
......การขายชาติ! [ผ่าน...ตลาดหุ้น..การเก็งกำไรค่าเงินบาท-ตลาดเงิน....การขาย/แจกสัมปทาน(กินค่าคอมฯ)
ฯลฯ]....ตรงนี้ที่ต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทยหรือ
พคท. คือ พคท.ไม่ขายชาติ!
ไม่ฉกประโยชน์ประชาชน
.....แล้วการเมืองของประเทศก็เดินเข้าสู่วังวน
วัตจักรของ...วงจรอุบาททางการเมืองของไทย
ที่หมุนกลับไปเหมือนอย่างในอดีต .......เมื่อมีแนวโน้มว่าม๊อบมวลชน....จะปะทะกันเลือดนองท้องช้าง...ก็เกิดเงื่อนไขให้ทหารรัฐประหารยึดอำนาจ
เกิดเงื่อนไขให้วงจรอุบาททำงานของมันได้อีกครั้ง....
และก็เหมือนอย่างที่มันเคยเป็น......ทหารก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย-ยุคนี้ก็ฝ่ายทักฯและฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายทักฯ
...ขึ้นอยู่กับว่า
....
ใครจะช่วงชิงทำได้ก่อน???
ผลก็ออกมา ว่า
ฝ่ายที่ไม่ใช่ฝ่ายทักฯ [แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายที่ต่อต้านทักฯ
มาแต่ต้น....ฝ่ายประชาชนภาคพลเมืองที่เรียกตัวเองว่า
ฝ่ายพันธมิตรประชาชนฯ-ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น]
ช่วงชิงทำได้ก่อนแบบเส้นยาแดงผ่าแปด โดยมี นายทหาร
ที่เรียกขานกันในโลกอินเนทว่า "สนธิบัง"
......เพราะเป็น อิสลามิกชน เป็นผู้นำ
ทำให้ประเทศนี้ยังสามารถรักษากิจการสาธารณูปโภคที่สำคัญ คือ
ไฟฟ้า ไว้ได้ และ
ยุติไว้ชั่วคราวได้ซึ่งสภาพการณ์อุจาดโลกทัศน์
ที่บรรดาผู้นำประเทศตั้งแต่ตัว "หัวโจก" (หัวหน้ารัฐบาล)และ
รมต./รมช. ทางเศรษฐกิจไปจนถึงข้าราชประจำชั้นสูงที่
เอาผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ
[โดยเฉพาะผลประโยชน์ของกสิกร-ชาวนาชาวไร่ชาวสวน-อาชีพพื้นฐานดั้งเดิมของประเทศ]
ไปใส่พานประเคนให้ "ต่างชาติ" ทั่วโลก และ ที่สำคัญ คือ
ประเทศชาติ รอดจากสภาพการเป็น "รัฐตำรวจ" อย่างหวุดหวิด
จึงนับว่าเป็นโชคดีของประเทศนี้ในเบื้องต้น
....ในเบื้องต้นเท่านั้น!
เบื้องกลางเบื้องปลายยังต้องช่วยกันตามดู.....อย่างใกล้ชิด!
เพราะ.....ดอกผลของการปฏิรูปการเมืองรอบที่
๑ ที่ได้ผลผลิตออกมาเป็น....รัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2540 นั้น
นายทุนนายหน้า(ที่มีทักกี้ชินเป็นหัวโจก)และทุนข้ามชาติ
กวาดเอาไป แล้ว
เห็นๆ แสนกว่าล้านพร้อมๆ กับ ป.ต.ท./หน่วยพลังงานของประเทศ........
แต่ที่น่าอนาถใจ
ก็คือ......การพยายามใช้การสื่อสารมวลชน-ธุรกิจโทรคมนาคมที่มีเครือข่ายครอบคลุมโลกทั้งใบ......"สร้างภาพ"
ให้ "นายทุนนายหน้า" ของ
นายทุนข้ามชาติเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย และ
บิดเบี้ยวความเป็นจริงของ การรับใช้
"ผลประโยชน์ของนายทุนนายหน้า" ของ
กลุ่มผู้คนเดือนตุลาซีกองครักษ์พิทักษ์ทักฯ และ
ลูกหาบทั้งหลายแหล่ที่กิน "เงินเดือน" /
"เงินค่าหาเสียง"
จากครอบครัวเครือญาติทักกี้ชิน นายทุนนายหน้าเจ้าของพรรคฯ
ตัวจริงเสียงจริง ว่า....เป็นผู้พิทักษ์กติกาประชาธิปไตย
ไป "น้ำขุ่นๆ"
ได้อย่างไม่น่าเชื่อ.....[วีรบุรุษและผู้พิทักษ์กติกาประชาธิปไตยจากประชานิยมที่ไม่ยั่งยืน
จากการซื้อเสียงขายเสียงกินสินบาดคาดสินบน
เซ็งลี้ซื้อขายทั้งนักการเมืองเป็นตัวๆ
และซื้อทั้งพรรคการเมืองยกพรรคให้พรรคตนเองที่ใหญ่อยู่แล้ว
ให้ใหญ่ยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลโดยรัฐสภาดำเนินไปได้.....ฯลฯ
นี่นะ??]
.....แทบจะเรียกได้ว่า
ผู้คนเดือนตุลากลุ่มนี้กลุ่มซีกข้างกายทักฯ
ได้ สวมจิตใจที่เคยรับใช้และจิตใจของการเป็น "ลูกที่ดี"
ของ
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างไร
ก็เอาจิตใจเช่นนั้นไปใช้กับพรรคของ "นายทุนนายหน้า" ด้วย!.....และ....
จึงเป็นมุ้งสุดท้ายที่เหลืออยู่อย่างยืนหยัด
ในแง่นี้จึงจะเห็นได้ว่า
ไม่เพียงแต่ดอกผลของการปฏิรูปการเมืองรอบแรกเท่านั้น
ที่นายทุนนายหน้ากวาดเก็บเอาไปจนเกลี้ยง
.....แต่ดอกผลของการต่อสู้ของกระบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ
พ.ค.ท.
ที่ต่อเนื่องมากว่าหรือเกือบครึ่งศตวรรษ(ที่พอจะมีเหลืออยู่บ้าง.....)
ก็ถูกนายทุนนายหน้าทักกี้ชินกวาดเอาไปรับใช้ผลประโยชน์ของตนเสียอีกด้วย!
.......เว้นเสียแต่ว่า.....??????? [ละไว้..ในฐานที่ยังไม่ค่อยเข้าใจอ่ะ-ฮา]...
สภาพความเป็นจริงเฉพาะหน้าของขบวนการ...การเมืองภาคพลเมือง....[ที่ยัง
ไม่เคยได้มี
พรรคการเมืองที่มีศักยภาพในการทำงานการเมืองที่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ
เข้าไปทำงานในระบบรัฐสภาได้อย่างเป็นฝ่ายกระทำ]
จะทำอะไรกับ....ปัญหาที่เผชิญอยู่ตรงหน้า.....ในสภาพที่...โลกทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ดิจิตอล
ที่มีอเมริกันอันตรายเจ้าเก่าเป็นกระแสหลักครอบงำโลกทั้งใบ
....โดยมีโลกอิสลามเป็นกระแสรอง(แต่เป็นกระแสรองที่เป็นกระแสหลักของกระแสรองด้วยกัน:กระแสนิเวศนิยม
กระแสรัฐสวัสดิการ กระแสสังคมนิยมใหม่(แถบละติน)...ฯลฯ)
ซึ่งหาญกล้าขึ้นมาต่อกร
(แม้จะด้วยความป่าเถื่อนที่มุ่งเอาพลเรือนฝ่ายตรงข้ามเป็นเป้า)
ส่วนกระแสคอมมิวนิสต์-สังคมนิยมถูกทลายไปแล้วทั้งแนว....
ตอนนี้ประเทศของเราเหมือนถูก
กระแสรอง(แต่เป็นกระแสหลักของกระแสรองด้วยกัน)/กระแสอิสลาม
รุกคืบรุกฆาตที่ด้ามขวานสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วน
กระแสหลัก/กระแสทุนนิยม(สามานย์)โลกาภิวัฒน์
ก็กำลังล้วงกินตับไตไส้พุงจาก กทม.
ศูนย์กลางอำนาจใจกลางของประเทศ....
ผ่านช่องทาง ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดหุ้น และ การค้าเสรี
ฯลฯ.....ด้วยการทำประชาชนภาคพลเมืองอันเป็นส่วนฐานของโครงสร้างรัฐ-สังคมไทย
ให้อ่อนแอเสื่อมทรามด้วยวัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบมักง่ายแดกด่วนโลกาภิวัฒน์
และด้วยการล้างสมองชนชั้นปกครองและชั้นชนปัญญาชน
อันเป็น โครงสร้างส่วนบน/เป็นส่วนสมอง(??) ของ
รัฐ-สังคมให้เป็น
ทาสทางความคิดและติดกับดักทางความคิดทฤษฎี
ด้วยทฤษฎีประชาธิปไตยตะวันตกทั้งดุ้น และทฤษฎีโลกาภิวัฒน์
ว่า....เป็นกระแสก้าวหน้า(??)ที่มิอาจต้านทาน...[มีแต่ต้องยอมตัวศิโรราบลงเป็นทาสแล้วเอาทรัพย์สมบัติประเทศประเคนขายราคาถูกๆ
ให้มันไปตามช่องทางต่างๆ ดังกล่าว.....ฯลฯ]
????
ด้วยเพราะ....ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของ
รัฐ-สังคม (เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการผลิต) ได้(บ้าง)
(ก็มีแต่) ต้องยึดกุมอำนาจรัฐได้
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องพอมี "อิทธิพล" ที่จะกระทำต่อ
"อำนาจรัฐ" ได้บ้าง...!?!
จึงจะสามารถทำกิจกรรมหรือดำเนินภารกิจที่ส่งผลกระทำต่อโครงสร้างให้เอื้อประโยชน์กับภาคพลเมืองได้บ้างไม่มากก็น้อย
.......ซึ่ง
ช่องทางที่การปกครองระบอบนี้เปิดไว้...ก็คือ.....มีแต่จะต้องจัดตั้งกันขึ้นเป็นพรรคการเมือง.....?????
[ไม่เช่นนั้นก็ทำได้แต่กิจกรรมการเมืองข้างถนน...ซึ่งก็ทำได้แต่การร้องแรกแหกกระเชอให้ตะกวดการเมืองบรรดามีทั้งหลายทำโน่นทำนี่ให้....ซึ่งน้อยมากที่จะทำให้/จะสู้เข้าไปทำเองได้ไง?]
ในสภาพการณ์อย่างนี้หากผู้คนใน การเมืองภาคพลเมือง ยังไม่
"ถอดใจ" ปล่อยบ้านทิ้งเมืองให้
พวกตะกวดการเมืองยำประเทศกันเละตุ้มเป๊ะ
ก็ต้องมานั่งพิจารณากันว่า รัฐ-สังคมไทย มีต้นทุนอะไรเหลือให้.....การเมืองภาคพลเมือง....บ้าง???
ที่จะพอให้หยิบเอาเป็น "เครื่องมือ"/ช่องทาง
ในการสานร้อยกันเป็นพรรคการเมืองได้โดยไม่ "ตีกันเอง"
และโดยไม่ถูกพรรคการเมืองกะเลวกะลาดบรรดามีอยู่เตะตัดขาตัดแขนกระทั่งตัดหัว....ให้เป็นเป็ดง่อยหรือให้เดี้ยงไปเสียก่อน
.....
ประมวลตรงนี้ได้จึงจะมองเห็นแนวทางการสานสร้างพรรคการเมืองภาคพลเมืองที่เป็นรูปธรรม
......ว่าพอจะมีแนวทางที่จะให้สามารถฝ่าด่าน
"ประชาธิปไตยแดกด่วนกินได้รวยเร็วรวยสามานย์" ที่
นายทุนนายหน้าทักกี้ชินหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์เอาไว้ทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ...หรือไม่......????
[ขอยกยอดไปอภิปราย
(คนเดียว-ผู้เขียน-แอดมิน/บก.2519me)
ที่...(คลิก)...แนวคิดในการสานสร้างสานร้อยขบวนการประชาชนภาคพลเมือง
""""""""""""".....ปัจฉิมบทประวัติศาสตร์ชาติไทยหลังยุทธการเมือง
"ทักษิณออกไป" ปิดฉากการเมืองยุคทักษิโณมิกส์ ??? ]