1. ที่มา
นิเวศน์ประชาธรรม (นปธ.)
คือ การตกผลึกร่วมกันของภาคประชาชนในสังคมไทย
จากการปฏิบัติในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการสรุปบทเรียน
ของ ภาคประชาชน 3 กลุ่มหลัก อันได้แก่
๑.กลุ่มนิเวศ
ตั้งแต่กลุ่มรักท้องถิ่น, กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ,
จนถึงนิเวศการเมือง
๒.กลุ่มประชา
หรือ กลุ่มเพื่อประชาชน
หรือ กลุ่มที่มีจิตสำนึกรับใช้ประชาชนเดิม
๓.กลุ่มธรรม
เช่น แนวคิดของท่านพุทธทาส
นิเวศน์ประชาธรรม (นปธ.)
จึงไม่ใช่ความคิดของนักทฤษฎีคนใดคนหนึ่ง–กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง-สำนักคิดสำนักใดสำนักหนึ่ง
แต่เป็นการสังเคราะห์ "ชุดความคิด" ขึ้นมาจากประสบการณ์ร่วมในการเคลื่อนไหวจากรากฐานของสังคมไทย
เป็นข้อสรุปที่ “ขึ้นมาจากฐานล่าง” ไม่ใช่ “การชี้นำจากเบื้องบน”
ทั้งนี้ที่ผ่านมาแต่ละกลุ่มของทั้งสามกลุ่มดังกล่าว
ต่างก็มีแนวคิดของกลุ่มอื่นๆ แทรกอยู่แล้ว
เช่น กลุ่มนิเวศ ก็มีมิติของความเป็นธรรมทางสังคมและมิติของคุณธรรมจริยธรรม
แทรกอยู่ เพียงแต่มีจุดเน้นและรูปธรรมการเคลื่อนไหวต่างกันไป
จากองค์ประกอบของภาคประชาชนทั้งสามกลุ่มหลักดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่ามี
นักปฏิบัติของแนวนิเวศน์ประชาธรรม (นปธ.)
กระจายอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ
เพียงแต่ ยังไม่ได้มีการประสานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรมที่แน่นอน
คำนิยามอย่างสังเขป
นิเวศน์ประชาธรรม (นปธ.)
คือ
การไม่เบียดเบียนกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
และระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นชาวนเวศน์ฯ
จึงคัดค้านบริโภคนิยมสุดโต่ง แต่ "ดำเนินการ" ให้มีการจัดสรรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและเป็นธรรม
ชาวนเวศน์จึงจะต้องต่อสู้และสนับสนุน
การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม
อันเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
และดังนั้นจึงจะต้อง "ทำงานการเมือง"
ที่เรียกว่า "การเมืองสีเขียว(Green Politics)"
ในบริบทของสังคมไทย
ที่จะต้องบรรจุเอาเรื่องปัญหาความยากจนและปัญหาทางด้านคุณธรรมจริยธรรมเข้าไว้เป็นหัวใจสำคัญของการ
"ทำงานการเมือง"
ด้วยเพราะ
นิเวศน์ประชาธรรม (นปธ.)
เป็น "ชุดความคิดทางการเมือง"
ที่เกิดจากการสังเคราะห์บทเรียน-ความเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนไทยในอดีต
บนหลักความเชื่อของชาวนิเวศฯ
ที่ว่า ปัญหาทั้งในระดับบุคคล สังคม และระบบนิเวศ
เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
โดยทั้งหมดมีสาเหตุสำคัญมาจากทัศนะต่อโลกและชีวิตที่ผิดพลาด
อันนำไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบทุนนิยม-บริโภคนิยม
ชาวนิเวศประชาธรรม
จึงมีความเชื่อมั่น ว่า การสร้างสรรค์สังคมใหม่
จะต้องอยู่ภายใต้ "หลัก 3
ประการ"
ที่สังเคราะห์เป็นคำขวัญให้เข้าใจและจำง่ายๆ ว่า
"ศาสนธรรม- รัฐสวัสดิการ-และระบบนิเวศ"
ที่ มุ่งดำเนินการเปลี่ยนแปลงผ่าน
"ขบวนการประชาชนระดับท้องถิ่น" คู่ขนานไปกับ
"การจัดตั้งพรรคการเมือง
เพื่อจัดทำและผลักดันนโยบายในระดับชาติและระดับนานาชาติ"
2. ปัญหา–สาเหตุ
ชาวนิเวศฯ
พิจารณาปัญหาและสาเหตุที่นำสังคมไทยมาสู่ภาวะวิกฤติใน ๒ ระดับ
คือ ระดับปรากฎการณ์ และ ระดับโครงสร้าง
ระดับปรากฏการณ์
ชาวนิเวศน์ฯ มองเห็น ว่า สาเหตุสำคัญ
คือ "การเบียดเบียน" ที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน
อันเป็นปัญหาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และ "การเบียดเบียน"
ที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ
อันเป็นปัญหาระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
"การเบียดเบียน" ที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน
อันเป็นปัญหาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน
ก่อให้เกิดปัญหาด้านความไม่เป็นธรรมทางสังคม
และปัญหาด้านการเมืองสกปรก ที่มี "ระบอบอุปถัมภ์"
เป็นปัญหาสำคัญของประชาธิปไตย
ต้องแก้ปัญหานี้จึงจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ส่วน
"การเบียดเบียน" ที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ
อันเป็นปัญหาระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้น
ก่อให้เกิดปัญหาด้านระบบนิเวศน์
ลึกลงไปจากระดับปรากฏการณ์ที่มองเห็น คือ ระดับโครงสร้าง
โดยที่ โครงสร้างระดับดับล่าง มี อุตสาหกรรมนิยม–บริโภคนิยม
เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดผล คือ
ปัญหาการล่มสลายของระบบนิเวศในรูปแบบต่างๆ
ชาวนิเวศฯ
จึงมีเข็มมุ่งที่จะคัดค้านและหยุดบริโภคนิยม
อุตสาหกรรมนิยมที่เป็นความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร้ขอบเขต อันเป็น
การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
เพื่อหยุดยั้งและหรือระงับผลที่เกิดหรืออันอาจจะเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้านระบบนิเวศน์อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ทั้งนี้ เนื่องเพราะ "โครงสร้างการผลิต"
แบบ "ทุนนิยม-อุตสาหกรรมนิยม-บริโภคนิยม"
จะกระตุ้นและเร่งเร้า "การบริโภค"
ผ่าน "ระบบโฆษณา"
ย้อนกลับไปปลูกฝังกระบวนทัศน์ที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังนั้น ระบบทุนนิยม จึงไม่มีทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชนส่วนใหญ่ได้
ส่วน ระบบสังคมนิยมรวมศูนย์ที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมนิยมบริโภคนิยม
ในที่สุดแล้วก็นำไปสู่ปัญหาไม่ต่างจากทุนนิยม
นั่นเอง
ส่วนที่
โครงสร้างระดับบน อันเป็น เรื่องของ ปรัชญาและแนวคิด
เรื่องของ กระบวนทัศน์ หรือ เรื่องของ รูปการจิตสำนึก
นั้น ปรัชญาและแนวคิด กระบวนทัศน์ หรือ รูปการจิตสำนึก
ของ ระบบทุนนิยม-อุตสาหกรรมนิยม-บริโภคนิยม
อยู่ในฐานะครอบงำ ที่นำไปสู่ปัญหารูปธรรมที่มองเห็นในระดับปรากฏการณ์ของโครงสร้างระดับล่างดังกล่าวข้างต้น
โดยที่การตามแก้ปัญหาที่ระดับปรากฏการณ์เพียงอย่างเดียว
ไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จยั่งยืน
เพราะโครงสร้างที่ผิดพลาดทั้ง 2 ระดับ จะผลิตปัญหาใหม่ๆ
ออกมาอย่างต่อเนื่อง
การแก้ปัญหาที่ระดับโครงสร้างจึงเป็นภารกิจสำคัญของชาวนิเวศฯ
แต่
"หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหา" ที่ทำให้ชาวนิเวศฯ
แตกต่างไปจากนักอนุรักษ์ทั่วไป อยู่ตรงที่
ชาวนิเวศฯเล็งเห็นว่า
การเมืองมีความสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างเป็นด้านหลัก
จึงเป็น
"ความต้องการจำเป็น(Needs)"
อย่างเป็นภาวะวิสัย ที่เรียกร้องและเร่งเร้าอัตตวิสัยของชาวนิเวศฯ
ให้จะต้องเร่ง "ทำงานการเมือง" ที่เรียกว่า
"การเมืองสีเขียว(Green Politics)"
ในบริบทของสังคมไทยให้เกิดขึ้น (ให้จงได้???)
3. อุดมคติ
หลักการ
คือ นิเวศ-ประชา-ธรรม
คำว่า "นิเวศ"
ให้ความคิดรวบยอด ว่า
มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์จึงควรเคารพธรรมชาติ
ชาวนิเวศฯ จึงเคารพธรรมชาติ และชาวนิเวศฯ
จึงจะสร้างและสนับสนุนให้มีการสร้างสังคมที่ทุกระบบที่มีต้องอยู่ภายใต้ความสมดุลของระบบนิเวศน์
คำว่า "ประชา"
ให้ความคิดรวบยอด อยู่ ๒ นัยยะ นัยยะ หนึ่ง คือ
มนุษย์ทุกคนมี "สถานะ" เป็นประชาชนโดยเท่าเทียมกัน ในการเข้าถึง
ทรัพยากรหรือโภคทรัพย์ใดๆ ของสังคมตาม "ความต้องการจำเป็น(needs)
ขั้นพื้นฐาน" ที่ยังให้คง "ศักดิ์ศรี" แห่ง "ความเป็นมนุษย์"
ในฐานะปัจเจกชนที่เป็นสมาชิกหนึ่งของสังคม และอีกนัยยะหนึ่ง คือ
การทำเพื่อ "ผลประโยชน์ของประชาชนโดยมวลรวม" ชาวนิเวศฯ
จึงเลือกการดำเนินวิถีชีวิตที่มี "ผลประโยชน์ของประชาชนโดยมวลรวม"
เป็น "รูปการจิตสำนึกพื้นฐาน"
คำว่า
"ธรรม" ให้ความคิดรวบยอด ถึงด้านที่ดีงามของมนุษย์ นั่นคือ
"คุณธรรมจริยธรรม" ซึ่งเป็นอะไรที่เป็น "นามธรรม"
และเป็น "สากล"
ที่มนุษย์สร้างขึ้นสำหรับตีกรอบพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกัน
เพื่อจัดให้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นไปอย่างมี
"รูปการจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่เจริญงอกงาม"
ที่แตกต่างจากสัตว์ในสายพันธุ์อื่นในโลกธรรมชาติ เช่น
ความรับผิดชอบ ความรัก ความยุติธรรม ความเสียสละ ความเมตตา ความดี
ความปารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความละอายต่อการกระทำชั่ว ฯลฯ
ด้วยเพราะ "คุณธรรมจริยธรรม" เป็นกรอบพฤติกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น
เป็นแนวทางให้มนุษย์มีพฤติกรรม
ที่จะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันในด้านที่ดีงาม
ที่ไม่ทำร้ายไม่ทำลายล้าง แต่สร้างสรรค์และเจริญงอกงาม [หากจะทำลายก็ทำลายเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า]
ชาวนิเวศฯ จึงถือเอา "คุณธรรมจริยธรรม"
เป็นวิถีในการดำเนินชีวิต ทั้งในชีวิตที่เป็นปัจเจกชนที่เป็นเรื่อง
"ส่วนบุคคล" และในชีวิตทางสังคมที่เป็นเรื่อง "ส่วนรวม"
เรื่องของชุมชน เรื่องของประเทศชาติ เรื่องของโลก
และเรื่องที่เป็นปัญหาสาธารณะ ชาวนิเวศฯ
จึงถือเป็นสิทธิและหน้าที่
และหรือพันธะกิจชีวิตที่จะสนับสนุนและสร้างเสริมรวมทั้งพัฒนายกระดับเรื่อง
"คุณธรรมและจริยธรรม" ของสังคม
และในทางตรงข้ามหากเกิดความเสื่อมทรามหรือมีแนวโน้มให้เห็นว่าจะมีความเสื่อมทางสังคมในด้านคุณธรรมจริยธรรม
ชาวนิเวศฯ
ถือเป็นสิทธิหน้าที่และพันธะกิจเช่นกันที่จะต้องเข้าร่วมด้วยช่วยแก้ไขในทุกบริบท
นอกจากนี้
กล่าวสำหรับสังคมไทยยุคปัจจุบันท่ามกลางกระแสโลก ที่ปัญหา
"ทุนนิยม-อุตสาหกรรมนิยม-บริโภคนิยม" ได้ ทำลายล้างโลกธรรมชาติ
ก่อให้เกิดการเสียสมดุลของธรรมชาติและสภาพแวดล้อมหรือก็คือ
ระบบนิเวศน์ นั่นเอง
และส่งผลกระทบกลับมาที่มนุษย์ทุกคนในทุกสังคมทุกประเทศในโลก
"คุณธรรมจริยธรรม"
จึงขยายกรอบไปครอบคลุมพฤติกรรมที่มนุษย์กระทำต่อโลกธรรมชาติด้วย
ในเรื่องนี้ ชาวนิเวศฯ พิจารณาว่า จะต้องมีการยุติและหยุดยั้ง
"ทุนนิยม-อุตสาหกรรมนิยม-บริโภคนิยม" และแทนที่ด้วย
"คุณธรรม-จริยธรรม-รัฐสวัสดิการ-สมดุลระบบนิเวศน์"
หรือกล่าวโดยสรุป ก็คือ "นิเวศประชาธรรม"
เมื่อถอดความคิดรวบยอดออกมาเป็นรูปธรรมเพื่อลงภาคปฏิบัติ
ให้เป็นพฤติกรรม ที่มนุษย์พึงจะ กระทำได้ ปฏิบัติได้ เป็น
"คุณธรรมจริยธรรม-รัฐสวัสดิการ-สมดุลระบบนิเวศน์" นั่นเอง
ดังนั้น
"คุณธรรมจริยธรรม-รัฐสวัสดิการ-สมดุลระบบนิเวศน์" ก็คือ
คำขวัญที่รวบยอดเป็น "ชุดความคิด" [ชุดความคิดใหม่??]
ของ "ปรัชญา-อุดมการณ์-แนวนโยบาย-ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี-โครงการ"
ที่ชาวนิเวศฯ จะใช้ในการ "ขับเคลื่อน"
องคาพยพของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน
นโยบาย
เป้าหมายของนโยบาย
"คุณภาพชีวิต"
ที่ "พอเพียงและสมดุล"
ในสองด้าน คือ ด้านชีวิตทางกายภาพ และ
ด้านชีวิตจิตใจ
โดยทางด้านชีวิตกายภาพซึ่งเป็นชีวิตใน "โลกธรรมชาติ"
นั้น ชีวิตมนุษย์ขีวิตหนึ่งๆ ควรจะ "ต้อง" มี "ปัจจัย ๖"
[น้ำ อาหาร อากาศ เครื่องนุ่งหุ่ม
ยารักษาโรค และเทคโนโลยี่]
อย่างเพียงพอ
ส่วนทางด้านชีวิตจิตใจซึ่งเป็นชีวิตใน
"โลกมนุษย์/สังคมมนุษย์" ชีวิตมนุษย์ชีวิตหนึ่งๆ
ชีวิตมนุษย์ชีวิตหนึ่งๆ ควรจะ "ต้อง" มี "กระบวนการทางสังคม"
ให้เข้าถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ ที่ "โลกธรรมชาติ"
และ "โลกมนุษย์/สังคมมนุษย์" นั้น คือ "หนึ่งเดียวกัน"
ที่จะต้องดำรงอยู่อย่างสมดุล
หลักการทั่วไป
ในการจัดทำนโยบายควรคำนึงถึง
ความเชื่อมโยง จากระดับปรัชญาจนถึงระดับโครงการ
ซึ่งต้องมีความสอดคล้องประสานสัมพันธุ์หนุนเนื่องกัน
โดยปรัชญากำหนดอุดมการณ์ อุดมการณ์กำหนดนโยบาย
นโยบายกำหนดโครงการ
“ปรัชญา --> อุดมการณ์ --> นโยบาย --> โครงการ”
ทั้งนี้ "โครงการ" จะเป็น ภาระงานซึ่งเป็นขั้นปฏิบัติการ
ขั้นใช้ "กลไก" เพื่อดำเนินการในเรื่องของ
กระบวนการบริหารจัดการ
ในเรื่อง บุคลากร งบประมาณ ฯลฯ
ที่ชาวนิเวศฯ จะต้องนำ
"กระบวนทัศน์นิเวศนิยม"
ลงให้ถึงระดับโครงการ เพื่อ
"การปฏิรูปสังคมไปในทิศทางใหม่"
อย่างรอบด้านทุกด้าน ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ
สังคมการศึกษา หรือพูดได้ในอีกนัยยะหนึ่ง ก็คือ ชาวนิเวศฯ
จะสร้างและผลักดันนโยบายทุกด้านอย่างเป็นเอกภาพ
ด้วยการยึดโยงนโยบายด้านต่างๆ นั้น
ด้วยปรัชญาและอุดมการณ์นิเวศฯ นั่นเอง
นโยบายเฉพาะด้าน....[ด้านต่างๆ]
ด้านการเมือง-การปกครอง-การบริหารกิจการอันเป็นสาธารณะ-การบริหารระบบข้าราชการ-ปัญหาการคอรัปชั่นและกระบวนการยุติธรรม
ต่อการเมือง
จากปัญหาขั้นวิกฤติของสภาวะการเมืองของสังคมไทยปัจจุบัน
ชาวนิเวศฯ พิจารณา ว่า มี "ความต้องการจำเป็น(NEEDS)"
ทาง "ภาวะวิสัย" ที่เรียกร้องและกระตุ้นเร่งเร้าให้
"การเมืองภาคพลเมือง" ต้องยกระดับ "อัตตะวิสัย" ใน
"การทำงานการเมือง" จาก
การเป็นกลุ่มหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่กระจัดกระจายไร้ทิศทาง ที่
มีพลังต่อรอง ซึ่ง มีผลต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
ของ "รัฐ-สังคม" (โดยเฉพาะโครงสร้างส่วนบน) ให้เอื้อต่อ
"ผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม"
ทั้งนี้โดยการสร้างและเสริม
"กลไก" ที่เป็น "นวัตกรรมทางการเมือง"
เพื่อการขับเคลื่อน
การปฎิรูปทุกภาคส่วนที่เป็นองคาพยพของสังคมการเมืองไทยไปสู่ทิศทางใหม่
เช่น พรรคการเมืองจากการเมืองภาคพลเมือง[กลไกนี้ต้องสร้าง]
นักการเมืองวิชาชีพ[ที่มีสภาวิชีพที่คอยควบคุมมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมเฉพาะวิชาชีพกำกับ-กลไกนี้ก็ต้องสร้าง]
สภาพัฒนาการเมือง[กลไกนี้ต้องเข้าไปเสริม]
กองทุนพัฒนาการเมือง[กลไกนี้ก็ต้องเข้าไปเสริม]
เป็นต้น
เพื่อ
"การทำงานการเมือง" ที่เน้น
"ประชาธิปไตยทางตรง"
ที่ "สมาชิก"
หรือ "ภาคประชาชน-ภาคประชาสังคม"
จะ "ควบคุมผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ
ได้โดยตรง" ตั้งแต่ภายใน
"องค์กรการเมืองขั้นพื้นฐานระดับหมู่บ้าน"
ไปจนถึง
"องค์กรการเมืองระดับชาติ"
ต่อการปกครอง
มุ่งกระจายอำนาจการเมืองออกไปสู่ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน ควรศึกษา
"แนวทางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
" (?) ที่เน้นความสำคัญ
ของ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ในการนี้
ต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนภาคประชาสังคม จะต้องออกกฎหมายว่าด้วยการเป็น "ตัวแทน" ของพลเมืองที่เอื้อให้
"การเป็นตัวแทน" ไม่ต้อง "ใช้"
เงินหรือทุนทรัพย์เป็นปัจจัยในการสมัครรับเลือกตั้ง
ในทุกระดับของการปกครองที่ต้องมีการเลือกตั้ง คือ
ตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงระดับท้องถิ่น เช่น
หากคนพิการคนด้อยโอกาสจะตั้งพรรคการเมือง "รัฐ"
ต้องออกค่าใช้จ่ายและยกเว้นค่าทำเนียมต่างๆใดๆทั้งหมด
หรือยกเลิกการกำหนดสัดส่วนในส่วนของ สส. ปาตี้ริสต์ ฯลฯ
ทั้งนี้เพื่อให้ตาสีตาสาคนยากจนและคนดีๆ ที่ไม่เป็น "นายทุน"
มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของชนชั้นและชั้นชนและกลุ่มของตนในสภาฯ
อย่างแท้จริง
ในส่วนของการบริหารระบบข้าราชการหรือการปกครองข้าราชการพลเรือนรวมทั้งลูกจ้างและพนักงานของรัฐ
และโดยเฉพาะข้าราชการทหาร
ต่อการบริหารกิจการอันเป็นสาธารณะ
ส่งเสริมสนับสนุนและดำเนินการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในระดับ
"ตัดสินใจ"
โดยมุ่งให้ประชาชนโดยมวลรวมได้รับผลประโยชน์จากการบริหารกิจการอันเป็นสาธารณะ
โดยตรง เช่น การทำให้ รัฐสวัสดิการ
ด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษาเป็นจริง อย่างมีประสิทธิภาพ
และอย่างได้ประสิทธิผล
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชนอย่างแท้จริงโดยไม่เอาเข้าตลาดหุ้น
และกำหนดให้มีตัวแทนผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นกรรมการบอร์ดของทุกรัฐวิสาหกิจและบริษัทมหาชนที่แปรรูปไปจากรัฐวิสาหกิจ(สำหรับบางกิจการสาธารณะที่อาจจะให้แปรได้
ซึ่งไม่ใช่กิจการที่เป็นเส้นเลือดแดงเส้นเลือดดำหลักของประเทศ
แต่ต้องชัดเจนในเรื่องทรัพย์สินสมบัติในส่วนที่เป็นสมบัติของแผ่นดิน)
ตลอดจนกำหนดให้ ประชาชนปัจเจกชนผู้บริโภคเป็นผู้ถือ
"พันธบัตรลงทุน" (ไม่ใช่หุ้น)
ในกิจการสาธารณะตามสัดส่วนการบริโภคและมีเงินปันผลกลับมายังผู้บริโภค
ซึ่งมาจากกำไรที่ต้องแบ่งเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือพันธบัตรลงทุน
( เช่น ตามขนาดของหม้อไฟหม้อมิเตอร์ที่ใช้ไฟใช้น้ำ ฯลฯ)
และกำหนดให้ร้อยละสี่สิบของผลกำไรส่งเข้า "กองทุนรัฐสวัสดิการ"
รวมทั้ง การกำหนดเพดานผลตอบแทนพนักงานเจ้าหน้าที่กรรมการผู้บริหาร
[เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตลอดจนกรรมการผู้บริหารของกิจการสาธารณะ
ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนโดยรวม
ดังที่เป็นอยู่ในองค์การรัฐวิสาหกิจปัจจุบัน
โดยเฉพาะองค์การการไฟฟ้า และ แบ็งค์ชาติ ฯลฯ]
การกำหนดให้กรรมการกองสลากต้องมีตัวแทนจากองค์กรคนพิการ
คนด้อยโอกาส เด็ก สตรีและคนชรา
เข้าร่วมเป็นกรรมการในสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นต้น
ทั้งนี้ชาวนิเวศฯ ตระหนักเป็นอย่างดีว่า กิจการสาธารณะต่างๆ
เช่น รัฐวิสาหกิจต่างๆ มหาวิทยาลัยและหรือสถานศึกษาของรัฐบาล
โรงพยาบาล กิจการรถไฟ กิจการโทรคมนาคม กองสลาก
องค์การเภสัชกรรม ฯลฯ ล้วนก่อเกิดโภคทรัพย์พอกพูนมหาศาล
และเมื่อรวมเข้ากับการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในรูปของ
"สัมประทาน" ต่างๆ
หากมีการจัดระบบให้ประชาชนโดยมวลรวมได้ประโยชน์สูงสุด
ดังตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น
รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดเก็บภาษีให้เป็นแบบอัตราก้าวหน้าที่มุ่งเน้นการคิดอัตราภาษีตามสัดส่วนโภคทรัพย์
ที่ถือครองเป็นกรรมสิทธิ์และ "ผลกำไร" ที่เกณฑ์ได้
โดยมุ่งเน้นที่ชนชั้นนายทุนใหญ่ นายทุนนายหน้า และทุนข้ามชาติ
[โดยต้องมีการแสกนเส้นทางเข้าออกของการลงทุนต่างๆ
อย่างละเอียด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการค้าหุ้นและการค้าค่าเงินในตลาดหลักทรัพย์
หรือแม้แต่การทำธุรกรรมของห้างสรรพสินค้าข้ามชาติ
ก็จะต้องมีการพิจารณากฎเกณฑ์การแบ่งปันผลกำไรที่ทุนข้ามชาติเหล่านี้เข้ามาทำกำไรไปจากประเทศไทย
พร้อมๆ ไปกับการเคลื่อนไหวในทางสากลเรียกร้องประชาสังคมโลก
ให้ทุนข้ามชาติเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ต่อประชาชน
และต่อสภาพแวดล้อมของประเทศที่ทุนเหล่านี้เข้าไปทำกำไร
ซึ่งนอกจากการเก็บภาษีตามปกติแล้วอาจจะต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมการสิ้นเปลืองทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่างๆ
และการสิ้นเปลืองพลังงาน และ
"ค่าธรรมเนียมประกันการว่างงานและหรือการถูกทำลายอาชีพ"
จากการเข้าไปทำกำไรของทุนข้ามชาติและทุนต่างๆ
ที่เป็นพันธมิตรกับทุนข้ามชาติ ฯลฯ เพื่อเก็บเงินเข้า
"กองทุนสนับสนุนรัฐสวัสดิการ" ฯลฯ
(ซึ่งเหล่านี้ต้องมีการคิดต่อออกมาให้เป็นกฎระเบียบวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม)]
ฯลฯ
เช่นนี้
ก็จะมีทรัพยากรและงบประมาณเพียงพอแก่การจัดทำรัฐสวัสดิการให้กับประชาชนของประเทศนี้
ให้ได้มี คุณภาพชีวิต ที่ดีตาม มาตรฐานสากล
เฉกเช่นนานาอารยะประเทศ
ดังนั้น
คู่ขนานกับการจัดระบบให้เศรษฐกิจชุมชนระดับรากหญ้าซึ่งเป็นโครงสร้างระดับล่างเข้มแข็ง
แล้ว ชาวนิเวศฯ
จึงมุ่งเน้นที่จะเข้าไปจัดการกับโครงสร้างส่วนบนเกี่ยวกับการบริหารจัดการกิจการอันเป็นสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติอีกด้วย
[ตรงนี้ต้องมีการนิยามศัพท์......กิจการอันเป็นสาธารณะ......]
ต่อปัญหาคอรัปชั่น
ด้วยตระหนักดีว่า
การคอรัปชั่นได้กลายเป็นวิถีชีวิตของประชาชนส่วนข้างมาก
นับแต่ระดับต่ำสุดรากหญ้าระดับชาวบ้านธรรมดา
และผู้นำชุมชนขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดระดับผู้นำประเทศ
และจึงเป็น "ปัจจัยหลัก"
ที่ยังให้ประเทศชาติเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
การเมืองการปกครอง และภาวะตกต่ำ ทางด้านคุณธรรมจริยธรรม
จนเข้าขั้นวิกฤติ
เป็นความแตกแยกทางสังคมอย่างถึงราก
อันเป็นความสุกงอมทางภาวะวิสัย ให้สังคมประเทศไทย
หากจะก้าวให้พ้นซึ่งวงจรอุบาททางการเมืองการปกครองและไม่ถลำลึกลงไปใน
"สงครามกลางเมือง" ดังที่หลายประเทศ ที่ (น่าจะ)
"อัตคัดสติและปัญญาทางสังคม" ในการจะ "เปลี่ยนผ่านอย่างสันติ"
ให้จะต้องเร่งสร้าง "กลไก" ที่เป็น
"นวัตกรรมทางการเมืองการปกตรองและการบริหารจัดการประเทศและกิจการอันเป็นสาธารณะ"
เนื่องเพราะกลไกที่ยึดกุมโครงสร้างส่วนบนของการบริหารจัดการประเทศ
บรรดาที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน (2551)
ไม่สามารถจะ "สร้างธรรมาภิบาล(ขึ้นได้ใน)ทุกระดับ"
ไม่สามารถจะ "สร้างเสริมบทบาทของสื่อสาธารณะ" และ
ไม่สามารถจะอำนวยการหรือเอื้อให้เกิดขึ้นได้ซึ่ง
"สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร" ของ "พลเมือง"
ดังที่เรียกร้องต้องการได้ จึงมิพักจะพูดถึง
"การดำเนินการกับพรรคการเมืองที่โกงกินอย่างเด็ดขาด" เช่น
การยุบพรรค ฯลฯ รวมทั้ง
"การสร้างวิถีชีวิต(ใหม่)ที่ปลอดการคอรัปชั่นของประชาชนส่วนข้างมาก"
นับแต่ระดับต่ำสุดรากหญ้าระดับชาวบ้านธรรมดา
และผู้นำชุมชนขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดระดับผู้นำประเทศ
"กลไก" ที่เป็น
"นวัตกรรมทางการเมืองการปกตรองและการบริหารจัดการประเทศและกิจการอันเป็นสาธารณะ"
ที่ว่านี้ คือ พรรคการเมืองจากภาคพลเมือง ซึ่ง
สามารถทำงานในรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลได้ด้วย
โดยไม่ตัดขาดกับงานการเมืองภาคพลเมือง นอกรัฐสภานอกทำเนียบรัฐบาล
หมายถึงเชื่อมต่อกันได้
และสำรวจตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ โดยเป็นการบูรณาการ
การทำงานพรรคการเมืองโดยการจัดตั้ง
"กลุ่มให้การศึกษาทางการเมือง เศรษฐกิจ"
ของ พคท. ในอดีต
เข้ากับการทำงานในรัฐสภาของพรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปัจจุบัน
คู่ขนานไปกับองค์กรภาคประชาชนทั้งนอกและในพรรคที่ต้องตามไล่ล่านักการเมือง
ข้าราชการ ฯลฯ ที่โกงกินคอรัปปชั่นมาขึ้นศาล
เพื่อรับโทษตามกฎหมาย [อย่างที่องค์กรของคุณวีระ
สมความคิด และองค์กรผู้บริโภคที่มีคุณรสนา ทำ]
"กลุ่มให้การศึกษาทางการเมือง เศรษฐกิจ"
ที่บูรณาการเอามาจากรูปแบบการทำงานการเมืองของ พคท. นั้น จะทำ
"งานความคิดการเมือง"
ที่ปลูกฝัง
"ความคิด/จิตสำนึก-รับใช้ประชาชน/จิตสำนึกการเสียสละ" เป็น
"ความสุขทางใจเหนือความสุขทางวัตถุ"
โดยการจัดตั้ง
"กลุ่มศึกษา" แบบที่ พคท. จะทำ
ให้ได้บุคลากรของพรรคที่ทั้งมีจิตใจรับใช้ประชาชนแบบสมาชิกและมวลชนระดับแกน
ของ พคท. ในอดีต เป็นบุคลากรของพรรคที่จะเป็น
"ผู้ประกอบวิชาชีพนักการเมือง"/"นักการเมืองวิชาชีพ" ซึ่ง
ยังชีพ" ด้วยการทำ "งานความคิดการเมือง"
ส่วนการทำงานการเมืองในระบบรัฐสภาหรือในทำเนียบรัฐบาล
ที่บูรณาการมาจาก
พรรคการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปัจจุบัน
นั้น มีที่ต้องทำให้เข้มข้น คือ การร่างกฎหมาย
การแก้ไขกฎหมาย และการยกเลิกกฎหมาย
และการรณรงค์เพื่อการเหล่านี้
โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนและการบริหารกิจการอันเป็นสาธารณะ
ที่จะเจำกัด ขจัด ลดทอน การคอรัปชั่นทั้งในเชิงนโยบาย
ในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อน
และคอรัปชั่นจากช่องโหว่ของกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้ง
กฎหมายที่จะทำให้การเมืองภาคพลเมืองใช้ประชาธิปไตยทางตรงได้มากขึ้น
เช่น การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่จะเอื้อให้
การเป็นพรรคการเมือง และเป็นตัวแทนเพื่อเข้าสภาทุกระดับ
ทั้งสภาท้องถิ่นและสภาผู้แทนระดับชาติ
ไม่ต้องใช้เงิน/ถ้าใช้ก็เป็นเงินงบประมาณในปริมาณที่เท่ากัน(ห้ามใช้เกินที่กำหนด)
เพื่อให้คนจนๆ ระดับรากหญ้าเป็น สส. สว. สจ. ฯลฯ ได้
อันจะเปŭ