Share

Me-myselfตุลา.2519-แด่ความทรงจำของตัวฉันเอง 

Tomorrow's Me is to make Thailand-The land of smile!......smile for autistic.....and to be autistic land

ก่อเกิดโรงเรียนเศรษฐกิจการเมืองการปกครองภาคพลเมืองไทยในชุมชน

ปีงบประมาณ  ๒๕๕๔

ชื่อโครงการ             โครงการจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจการเมืองการปกครองไทยภาคพลเมืองในชุมชน

หน่วยงานที่รับผิดชอบ (ยังไม่รุเหมือนกัน)      

๑.      ความเป็นมา-หลักการ-เหตุผล

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติเป็นต้นมา ระบอบการเมืองการปกครองของไทยอยู่ในอิทธิพลของ ๒ กระแสโลก อันเป็นแนวคิด-ลัทธิระบอบการเมืองการปกครองที่มีผลต่อสภาพการเมืองการปกครองไทยในปัจจุบัน คือ กระแสประชาธิปไตยตะวันตกที่มีอเมริกาเป็นผู้นำและมีรัฐบาลไทยจากพรรคการเมือง-นักการเมือง-ชนชั้นนำของโครงสร้างส่วนบนเป็นตัวเล่น และกระแสประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ตะวันออกที่มีจีนเป็นผู้นำและมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.)เป็นตัวเล่น โดยองค์ประกอบจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มแรกมีสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและปัญญาชนไทยจากสามัญชนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ต่อมาจึงขยายสมาชิกไปสู่ชนชั้นล่างอย่างกรรมกร-ชาวนา และชนชั้นกลาง-ปัญญาชนนายทุนน้อย-นายทุนชาติอย่างขนานใหญ่หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ และ ๖ ตุลา ๑๙ ตัวแทนระบอบการปกครองทั้งสองกระแสนี้ ต่างมีอำนาจรัฐและเขตปกครองที่แน่นอนของตนเอง

ลัทธิประชาธิปไตยตะวันตก เริ่มแรกได้อำนาจรัฐมาด้วยการรัฐประหารของทหาร-ตำรวจสลับกับการมีเลือกตั้งเป็นครั้งคราว ส่วนลัทธิประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ตะวันออกได้อำนาจรัฐชายขอบตามเขตป่าเขา ตามยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมืองที่ลอกเลียนมาจากลัทธิเหมา ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยการจัดตั้งกองกำลังอาวุธ ที่เรียกว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.) ประกาศสงครามประชาชน-สงครามจรยุทธกับรัฐบาลไทย แล้วสถาปนาเขตปกครองของตนเอง ที่เรียกว่า เขตฐานที่มั่นอำนาจรัฐแดง หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ได้ขยายพื้นที่ทำงานลงมาถึงพื้นราบบางส่วนแต่หลายเขตงานใหม่ยังไม่สามารถตั้งเป็นเขตอำนาจรัฐที่เปิดเผยของตนเองได้ ทางรัฐบาลไทยได้ตอบโต้สงครามประชาชน-สงครามจรยุทธชายขอบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พ.ค.ท.)ด้วย พระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งสองฝ่ายก็ได้รบพุ่งกันสูญเสียทรัพยากรและโภคทรัพย์ของสังคมไทยโดยรวมไปมหาศาลอย่างไม่อาจประเมินได้

หลังสงครามเย็น เมื่อกลุ่มโซเวียตสลายและจีนสิ้นสุดยุคเหมาอย่างสมบูรณ์แล้วเปิดประเทศ พร้อมๆ ไปกับที่ประเทศเพื่อนบ้านในคาบสมุทรอินโดจีนของไทย อันได้แก่ลาว-เขมร-เวียดนาม ก็ได้ถึงกาลสิ้นสุดและยุติลงซึ่งสงครามภายในประเทศจากอิทธิพลของ ๒ กระแสโลกดังกล่าวเช่นเดียวกันกับไทยแต่รุนแรงกว่า รัฐบาลไทยก็ขานรับการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็นและภาวะสันติภาพภายในประเทศเพื่อนบ้านด้วยนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ ยังผลให้สงครามทางกายภาพด้วยกองกำลังอาวุธภายในประเทศระหว่างรัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน

โดยพลพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้กลายเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยที่เป็นรากหญ้าระดับร่างหรือที่เรียกว่าสหายกรรมกรชาวนาและพี่น้องชนชาติส่วนน้อย ก็ใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่ตามพื้นที่ชนบทชายขอบดังเดิม ส่วนที่เป็นสหายชนชั้นปัญญาชนแนวร่วมนายทุนน้อยนายทุนชาติ ก็กลับเข้ามาใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่ตามพื้นที่ในเขตตัวเมืองทั้งในระดับอำเภอและระดับจังหวัดทั่วประเทศทุกภาค รวมทั้งกรุงเทพมหานครฯ ส่วนนี้ได้กระจายไปเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ-อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักหนังสือพิมพ์-นักการสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ คนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน นักเลือกตั้ง และนักการเมืองตามพรรคการเมืองต่างๆ

ส่วนที่สำคัญคือ ส่วนที่เป็นนักการเมืองและนักวิชาการจำนวนน้อยจำนวนหนึ่งได้นำแนวคิด-ลัทธิประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ตะวันออก เข้าไปหลอมรวมกับแนวคิด-ลัทธิประชาธิปไตยตะวันตก จัดตั้งกันขึ้นเป็นองค์กรและพรรคการเมืองที่มีกลุ่มทุนโทรคมนาคมและพันธมิตรเป็นเจ้าของพรรคโดยตรง โดยการตัดทอนเอาแต่ละแนวคิด-ลัทธิมาเป็นบางส่วน แล้วเอามาผลิตเป็นชุดความคิด เป็นชุดๆ กระจายลงสู่รากหญ้าและคนรุ่นใหม่ตามสถานศึกษาต่างๆ โดยมีแกนความคิดอยู่ที่การได้มาซึ่งอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้นำพรรคแบบเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน(เหมา)หรือเกาหลีเหนือ (ตระกูลอิล) ในสองช่องทาง คือ หนึ่ง การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นส่วนที่ตัดตอนมาจากแนวคิด-ลัทธิประชาธิปไตยตะวันตก หากช่องทางนี้ไม่สำเร็จ ก็จะเข้าสู่อำนาจรัฐช่องทางที่สอง คือ การก่อสงคราม ทั้ง สงครามกลางเมือง สงครามจรยุทธเขตเมือง ซึ่งช่องทางหลังนี้เป็นส่วนที่ตัดตอนมาจากแนวคิด-ลัทธิประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ตะวันออก อันแล้วแต่จะเรียก หรืออาจเพื้ยนเป็นไปได้ถึง การลุกฮือขึ้นสู้ในเมืองแบบบอลเชวิคของรัสเซียในอดีต ดังความพยายามที่เกิดขึ้นแล้วในกรณีเมษาเดือด ๒๕๕๒ และเมษาเลือด ๒๕๕๓

สิ่งที่ใช้เป็นแกนกลางความคิดในการปลุกผู้คนในชาติเดียวกันให้ลุกขึ้นมาฆ่าฟันและห่ำหั่นกันได้ หนึ่งคือ  การยึดเอาวิธีการเสียงข้างมาก เป็นคำตอบสุดท้าย    ทุกสิ่งทุกอย่างต้องตัดสินที่การเลือกตั้ง ถ้านักการเมืองผู้ใด พรรคการเมืองพรรคใดถูกศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญชี้มูลว่าคอรัปชั่น หรือโกงเลือกตั้ง ก็ให้ยุบสภาแล้วคืนอำนาจให้ประชาชน ถ้านักการเมืองผู้นั้นหรือพรรคการเมืองพรรคนั้น (ไม่ว่าจะในชื่อฉายาว่าอะไร) ยังคงได้รับการเลือกตั้งมาได้อีก ก็ให้ถือว่า ชอบธรรม (?) ซึ่งเช่นนี้เป็นส่วนที่ตัดตอนมาจากแนวคิด-ลัทธิประชาธิปไตยตะวันตก และอีกหนึ่ง สิ่งที่ใช้เป็นแกนกลางในการปลุกผู้คนในชาติเดียวกันให้ลุกขึ้นมาฆ่าฟันและห่ำหั่นกันได้ คือ ทฤษฎีชนชั้น และที่เป็นจำเลยตลอดกาลคือ ชนชั้นศักดินา กลุ่มชนชั้นซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นมรดกตกทอด โดยไม่รวมเจ้าของที่ดินใหม่ที่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินมาด้วยการใช้เงินทุนกว้านซื้อที่ดินมาจากชาวไร่ชาวนาและเกษตรกรรากหญ้า อย่างนักการเมืองจากกลุ่มทุนโทรคมนาคม กลุ่มทุนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ กลุ่มทุนธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

โดยในช่วงประมาณ ๑๐-๑๕ ปีย้อนหลังไปนี้ ชุดความคิดที่มาจากการตัดทอนเอามาแต่เพียงบางส่วนดังกล่าว ได้นำประเทศของเราเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติอย่างรอบด้าน อันเป็นบทพิสูจน์ว่า ทั้งสองกระแสลัทธิดังกล่าวนี้ เมื่อลงสู่ภาคปฏิบัติในสังคมไทย ก็คือ เป็นการนำเข้าซึ่งลัทธิการเมืองการปกครองที่ไม่ผ่านการสังเคราะห์แล้วบูรณาการให้เข้ากับรากเหง้าและจุดดีเด่นดั้งเดิมของสังคมไทย เพราะล้วนเป็นแนวความคิด-ลัทธิที่นำพาประเทศไทยไปสู่วิกฤติและหายนะ เพราะเบื้องหลังชุดความคิดที่ตัดทอนเอามานี้ได้ทำให้พลเมืองที่ลงคะแสนเสียงเลือกตั้งได้กลายเป็นฐานคะแนนให้กลุ่มทุนเจ้าของพรรคการเมือง

 

      

๒.  วัตถุประสงค์

.  

๒.๒ 

๒.๓ 

๓.  กลุ่มเป้าหมาย         

๓.๑  ผู้นำ-ผู้ปฏิบัติงานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

๓.๒  ผู้นำองค์กรภาคพลเมืองกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ

๓.๓  ผู้นำองค์กรเยาวชนตามสถานศึกษาต่างๆ

๔.  วิธีการดำเนินการ

๔.๑    เสนอโครงการเพื่อพิจารณาอนุมัติ

.   จัดทำแผนในการดำเนินงานตามโครงการ

๔.๓   ดำเนินการตามแผน

๔.๔   สรุปและรายงานผลการดำเนินงาน

๕.  ระยะเวลาในการดำเนินงาน

            ตุลาคม ๒๕๕๓-มีนาคม ๒๕๕๔ [ระยะเวลา ๖ เดือน]

๖.  สถานที่ในการดำเนินงาน

                       

๗.  งบประมาณ

๗.๑   จากเงินนอกงบประมาณประจำปี  ๒๕๕๔   หรืองบกลางของรัฐบาล    

๗.๒  รายละเอียดค่าใช้จ่าย  (โดยขอถัวจ่ายทุกรายการ)                                                     

..๑ ค่าตอบแทนบุคลากรสำหรับดำเนินงานโครงการจำนวน (?) คน

..๒ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาหลักสูตร-รวมเป็นเงิน 90, 000 บาท/ปี

..๓ ค่า

๗.๒.๔  ค่าครุภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์         

๗.๒.๕  ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาโครงการ

 

๘.  ดัชนีชี้วัด

๘.๑  ด้านปริมาณ

๘.๑.๑ 

๘.๑.๒ 

๘.๑.๓ 

๘.๒  ด้านคุณภาพ

๙.ผลที่คาดว่าจะได้รับ                  

.  

๙.๒

๙.๓  


Me's main menu / What's new

ไทยรวมกำลัง