ย้อนหลังไป 28 ปี เลือนๆราง ๆ จำได้ว่า
ไปดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วติดคณะวิทยาศาสตร์ มหา'ลัยเชียงใหม่
เป็นคณะที่เลือกไว้เป็นอันดับสาม ไม่ใช่อันดับหนึ่ง
แต่ปีนี้ไม่มั่นใจ อะไรก็เอาไว้ก่อน ถามตัวเองชอบไม๊ ก็ชอบวิชาชีวะน่ะนะ
ชอบส่องกล้องดูเซล
ชอบดูสูตรเคมี อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนมาดามแมรี่คูรี่ ชอบอ่านชีวประวัติของไอน์สไตน์
ชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ และอยากคิดอะไรได้แปลกๆ เหมือนนิวตัน
ก็รักวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินะ ชอบดูดอกไม้บานในหนังสารคดี
ชอบจ้องดูแสงระยิบระยับบนผิวน้ำยามต้องแสงอาทิตย์ได้นานๆ
เคยไปนั่งมองอะไรอย่างนี้อย่างเดียวได้ครึ่งค่อนวัน ชอบวาดรูปเหมือน
ชอบใช้ดินสอแรเงา.... แต่ก็ชอบเลขคณิตนะ ก็อยากคิดคำนวณเก่ง ๆ
แต่ก็ไม่เคยประทับใจอาจารย์สอนวิชานี้เลย
ฉันไม่เก่งการคิดคำนวณแต่ก็ไม่อยากคิดว่าตัวเองโง่
คิดว่าครูสอนไม่เก่งสบายใจมากกว่า ชอบเคมี-ชีวะเพราะ
อาจารย์สอนเก่งสอนสนุก ภาษาอังกฤษครูก็สอนเก่งก็เรียนสนุก
แต่คณิตศาสตร์-ฟิสิคส์ ฉันไม่เคยเจอครูสอนสนุกเลย
ครูสอนไม่สนุกฉันจึงคิดเลขไม่เก่ง
และทำให้สอบไม่ได้คณะที่ตั้งใจอันดับหนึ่ง
ปีนี้ได้แค่นี้ก็เอาดีโนะ เข้าไปรองเรียนมหา'ลัย
สักปี แล้วจะลองเอ็นฯ ใหม่!
ก็ไม่เคยได้เรียนพิเศษ
เรียนอยู่ครั้งเดียว วิชาเคมี
รู้สึกจะไม่ได้จ่ายค่าเรียนด้วย ชักดาบครูซะอย่างนั้นแหละ
ก็ไม่มีตังค์อ่ะ แอบตาม ๆ
เพื่อนเข้าไปนั่งเรียนไม่กี่ครั้งก็เลิก
ก่อนสอบเอ็นมีเวลาอีกหลายวัน น้อง ๆ
กลับบ้านไปหมดแล้วเหลือแต่ฉันอยู่ดูหนังสือสอบ
นั่งรถเมล์ไปสนามหลวง หาซื้อข้อสอบเก่า ๆ ย้อนหลัง 10 ปี
ก็ดูอยู่แค่นั้น แล้วก็ไปสอบ ปกติจะเดินจากบ้านครึ่ง
กม.มาขึ้นรถเมล์กับน้อง ๆ อีก 3 คน
ตอนสอบเอ็นได้นั่งแท็กซี่เป็นครั้งแรกเพราะโรงเรียนที่ไปสอบไม่เคยไปมาก่อน
ถ้าให้นั่งรถเมล์ไปก็คงต่อรถไม่ถูก...ก็รู้สึกกลัว ๆ
อยู่นะ
คือ ฉันเป็นเด็กบ้านนอกที่เข้ามาเรียน กทม.เป็นครั้งที่สองน่ะ
ครั้งแรกตอนอยู่ ป.2 มั๊ง โรงเรียนวัด ตรงแถว ๆ
สลัมราชวัตร ที่ว่าเป็นสลัมเพราะอยู่กันอย่างแออัด
จำได้ว่าต้องเดินหรือบางทีก็ชอบวิ่งไปตามทางเดินไม้แคบๆ
ที่ด้านล่างเป็นน้ำครำสีดำส่งกลิ่นเหม็น ๆ ไปนั่งดู ทีวี
ที่ร้านขายของชำ ร้านหนึ่งในจำนวนไม่กี่ร้านแถวนั้นที่มี
ทีวี ให้ดู ซึ่งสมัยนั้นยังเป็น ขาว-ดำ
ครอบครัวพาฉันมาอยู่แถว ๆ สลัมตรงที่ติดกับบ้านของนายทหาร
ถ้าจำไม่ผิดเป็นบ้านของจอมพลอะไรไม่รู้ จำได้ว่ารั้วสูงมาก
เป็นรั้วสังกะสี เพราะอยู่ด้านหลัง มีรูโหว่เล็ก ๆ
เป็นบางแห่ง
มีคนจากห้องแถวตรงที่ฉันอยู่เข้าไปทำงานในบ้านนั้น
ผู้คนละแวกสลัมที่ฉันอยู่ส่วนมากเป็นทหารชั้นผู้น้อย
รวมทั้งพ่อฉันด้วย ระดับนายสิบ ส่วนพ่อฉัน จบ ป.4
เป็นพลขับ บ้านนี้ชอบมีงานเลี้ยงพวกฉันเด็กๆ
ละแวกนั้นชอบแอบมองรอดรูโหว่เข้าไปในบ้านนั้น
ก็ไม่ค่อยเห็นอะไรหรอกนะ เห็นแต่ว่า มีนกตัวใหญ่ ๆ
สีขาวสวยมากอยู่ในกรงหลายกรง...แต่ชอบบ้านหลังนี้ตรงเวลาน้ำประปาไม่ไหล
หรือไหลเอื่อยเหมือนหยด จะมีคนในบ้านนั้น
สอดสายยางที่น้ำไหลแรงมากออกมาให้พวกเราที่อยู่นอกรั้วบ้านใหญ่มหึมาหลังนั้นได้ใช้กัน...
มาเรียน กทม.อีกครั้ง ก็ครั้งนี้
ม.ศ.3(2515)-4(2516)-5(2517) แล้วก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย
จำได้ว่าเลือกอยู่ 2 มหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะใกล้บ้าน
เวลาดูหนังสือเตรียมเอ็นก็ยังเข้าไปนั่งอ่านหนังสือตามใต้ต้นไม้ในมหา'ลัยนี้
ก็ยังเคยเห็นนักศึกษาของมหา'ลัยนี้
เดินขบวนผ่านหน้าตลาดอมรพันธ์บ่อย ๆ
ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเท่าไรว่า นศ.พวกนี้เขาทำอะไรกัน
แต่จำได้ว่าตอนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็อ่านข่าวอยู่
ดูทีวี ดูหนังสือพิมพ์อยู่ ก็มีความรู้สึก บอกไม่ถูก
รู้สึกตื่น ๆ อาจกลัว อาจไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากมายนัก
แต่ก็พอเข้าใจได้เป็นเลา ๆ ว่า
พวกเขาต่อสู้กับเผด็จการทหาร
เพื่อการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย จริง ๆ
อะไรกันทำนองนี้
ฉันก็เห็นด้วยนะว่าที่เป็นอยู่น่าจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยจริง
ๆ อ่านข่าว ฟังข่าว เดี๋ยวก็ปฏิวัติ เดี๋ยวก็รัฐประหาร
ข่าวคณะทหารคณะหนึ่งยึดอำนาจจากคณะทหารอีกคณะหนึ่ง
หรือบางทียึดอำนาจจากคณะของตัวเองเองก็ยังมี
ฉันก็เรียนเรื่องระบอบประชาธิปไตยจากตำเรียนในโรงเรียนอยู่นะ
ก็ว่าไม่น่าจะเป็นแบบนี้
แต่ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยได้สนใจอะไรแบบนี้
ฉันสนใจแต่เรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนของฉันและรายการ
I.S.
SONGS HIT กับว่า
แม่จะส่งเงินมาให้เมื่อไร
เดือนนี้ฉันกับน้องจะต้องช่วยกันหิ้ว ทีวี ขาวดำ ขนาด 14
นิ้ว
ที่มีอยู่เครื่องเดียวในบ้านขึ้นรถเมล์ไปเข้าโรงรับจำนำที่อยู่ใกล้
ๆ โรงเรียนอีกหรือเปล่า?
แต่ก็จากที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง
ก็เห็นภาพคนเดินขบวน ภาพฝูงชนล้อมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
เจอรูป ใคร ที่เขาเรียกกันว่า "ไอ้ก้านยาว"
กำลังยืนจังก้าถือไม้ยาว ๆ อยู่ตรงกลางภาพ
มีตำรวจทหารถือปืนอยู่อีกฟาก
พวกประชาชนนักศึกษาที่เดินขบวนมือเปล่าอยู่อีกฟาก มีความรู้สึกประทับใจว่า
คนนี้กล้าที่จะสู้กับทหารตำรวจที่ถือปืนด้วยไม้ยาว ๆ
เท่านั้น! เป็นฉัน
ฉันคงวิ่งหนีน่ะ ไปเจอ "ไอ้ก้านยาว" อีกที
เจอตัวจริงเลยงานนี้ งานเกษตรแฟร์
ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรงซุ้มของคณะวนศาสตร์
ได้เจอตัวจริง ฉันรู้สึกตื่นๆ และรู้สึกฉันกับเพื่อนๆ
จากโรงเรียนที่ไปด้วยกัน 3-4 คน
(จำไม่ได้แล้วว่าใครบ้าง) พากันขอลายเซ็น(ถึงวันนี้ฉันจำเพื่อนที่โรงเรียนสุดท้ายก่อนเข้ามหา'ลัย
ได้ 2 คน เท่านั้น! ม.ศ. 3 หนึ่งคน
ม.ศ.4-5 อีกหนึ่งคน) ฉันเข้าไปขอลายเซ็น
ก็แลพี่เค้า...ใจดีนะ ก็ยิ้มให้ ก็เซ็นชื่อให้
รู้สึกจะเซ็นชื่อและวาดรูปลงในที่คั่นหนังสือไม้หรืออะไรให้นี่แหละ
และก็ยังพาเดินเที่ยวงานใกล้ซุ้มภาควิชาต่าง
ๆของคณะของพี่เค้าด้วย และคุยเรื่องคณะวนศาสตร์ให้ฟัง
จนฉันมีความคิดแว๊บหนึ่งว่าอยากจะเข้าเรียนคณะนี้
ยังจำได้ติดหูว่าพี่เค้า ชื่อ ประพัท แซ่ฉั่ว

นั่น ....... เป็น "ไอ้ก้านยาว" ในราวปี
พ.ศ. 2517-2518 ที่ฉันเคยได้เห็น
ได้สัมผัสอยู่ครั้งหนึ่ง....และชื่นชมในวีรกรรม!
มา พ.ศ.นี้ 2546 "ไอ้ก้านยาว"
กลายเป็นรัฐมนตรี รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปบ้าง
นามสกุลก็เปลี่ยนไปด้วย
ฉันในฐานะชาวประชาสามัญชนคนตัวเล็ก ๆ ก็รอ ๆ ดู
อยู่ เผื่อว่า ฯพณฯ
พี่ท่านจะมีวีรกรรมอะไรคล้าย ๆ กันกับสมัยนั้น
ให้ชื่นชมกันอีกน่ะนะ!
อีกมหา'ลัย
ที่เลือกก็คือ มหา'ลัยเชียงใหม่
เลือกเพราะว่าเป็นมหา'ลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย
อยากไปเห็น..จำได้ว่า ขึ้นรถไฟไปคนเดียว
กับพวกนักศึกษาใหม่ด้วยกัน
มีรุ่นพี่นักศึกษามาคอยอำนวยความสะดวกให้ด้วย
มีนักศึกษาใหม่เต็มตู้รถไฟหลายๆ ตู้ ร้องรำ
ทำเพลงกันเป็นที่ครึกครื้นไปตลอดทั้งขบวน
.....จำไม่ค่อยได้ว่าบรรยากาศโดยรายละเอียดเป็นอย่างไร
จำได้แต่ว่า แม่มาส่ง พร้อมกับให้เงินติดตัวมา น่าจะราว ๆ
3,000 บาท เพราะแม่บอกมีอยู่แค่นี้ หมดบ้านแล้ว เก็บให้ดี
ฉันจึงเอาผูกหนังสติ๊กขมวดแน่นไว้ที่ชายเสื้อ
ใส่กระเป๋ากางเกง กลัวหาย กลัวถูกล้วงกระเป๋า
แล้วก็ก้าวขึ้นรถไฟมาอย่างตื่น ๆ กลัว ๆ ปน ๆ กับ
ความรู้สึกดีใจ ตื่นเต้น ไม่รู้ว่าว่า
จะไปเจออะไรบ้าง....ที่ปลายทางข้างหน้า
จำได้ว่ารถไฟแล่นแบบ ..ถึงก็ช่าง
ไม่ถึงก็ช่าง..ไปข้างหน้า แต่ความคิดของฉันนึกย้อนถอยเรื่อย
ๆ..ไปข้างหลัง.. เรียนโรงเรียนวัดมา 3 โรงเรียน
แล้วก็โรงเรียนราษฎร์ 3 โรงเรียน แล้วก็โรงเรียนรัฐบาลโรงเรียนนึง
ฉันอยู่ตามสถานศึกษาเหล่านี้ไม่เกินปีสองปีก็มีเหตุให้ย้ายเรื่อย
ๆ ....

ตอนฉันไปโรงเรียนครั้งแรก
จำได้ว่านั่งเรือแจวไป
โรงเรียนที่สองฉันเดินไปแบบมีรองเท้านักเรียนสีดำมีถุงเท้าสีขาว
โรงเรียนที่สามฉันไปโดยการเดิน แต่รองเท้าแตะ
บางทีก็เดินเท้าเปล่าเลาะไปตามคันนา
ต่อมาฉันก็รู้จักการไปโรงเรียนโดยรถสองแถวไม่ก็รถเมล์
นี่,ฉันกำลังจะเปลี่ยนที่เรียนอีกแล้ว
และก็ไปไกลเลย...โดยรถไฟ เสียงรถไฟยังดังอยู่ในมโนนึกของฉัน
เป็นครั้งแรกที่นั่งรถไฟนานและไกลอย่างนี้
จำได้ว่านั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ เห็นฟ้าข้างนอกมัว ๆ
แล้วข้างทางก็กลายเป็นเงาตะคุ่ม ๆ วูบ ๆ ผ่าน วูบๆ ผ่าน
แหงนหน้าดูฟ้าก็ยังเห็นดาวระยิบระยับอยู่ไกลโพ้น
รู้สึกเที่ยวนี้ฉันจะได้ไปไกลจริง ๆ ...ไปตามลำพัง ไปไกลจากแม่
จากบ้าน..อีกแล้วหรือ? แต่ที่ไหน คือ "บ้าน" ของฉันกันล่ะ?...
นึกถึงที่โน่นที่นี่ที่ฉันเคยระเห็จระหนไปอาศัย
ไปซุกหัวนอนอยู่ ใช้คำว่าซุกหัวนอนได้เลย จำได้ว่ามุ้งเดียว
สมัยก่อน นอนมุ้งผ้า ยังไม่รู้จักมุ้งลวด พวกฉันเด็กๆ
ลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กๆ ตัวน้อย ๆ นอนกัน 7-8 คน กับยาย
นึกถึงผู้คนทั้งญาติโกโหติกา ตามบ้านนอก นึกถึงเรือยนต์
เรือประทุน เรือสำปั้น เรือบด....คลองบางกอกน้อย
ต้นก้ามปูริมแม่น้ำท่าจีน...ต้นฝรั่ง ต้นมะม่วง ต้นกระท้อน
ต้นละมุด...ในสวน ท้องนา ท้องทุ่ง บึงสายบัว หอยโข่ง หอยขม
การยกยอ การช้อนกุ้งด้วยสวิง และฝูงเป็ด
ฉันเคยอยู่แต่ภาคกลาง-ภาคอีสานนิ ที่จะไปนี่ ภาคเหนือ
จะมีอะไรบ้างหนอ...จะเจอผู้คนแบบไหน อาหารการกินเป็นอย่างไร
คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย..
ผล็อยหลับไปเมื่อไรไม่รู้...มารู้สึกตัวอีกทีก็ใกล้สว่าง
ล้างหน้าล้างตา เช็ดหน้าเช็ดตา
แล้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินไปตาม "เสียง" โทรโข่งแนะนำ
เสียงตะโกนโหวกเหวก จ๊อกแจ็กจอแจ
ฉันขยับตัวเคลื่อนที่ไหลเลื่อน ไปตาม "เสียง"
แนะนำจากหลายทิศหลายทาง...จนเข้าเขตรั้วมหาวิทยาลัย !
มหา'ลัยเชียงใหม่!
เป็นมหา'ลัย ที่สวยจริง ๆ
ทั้งอาณาบริเวณ ฉันตื่นตาตื่นใจไปกับวิวทิวทัศน์ ของภูเขา
และยอดดอยไกล ๆ ที่ฉันเห็น ฉันชอบบรรยากาศของมหา'ลัยนี้
จริง ๆ ไม่ใช่คณะอันดับหนึ่งที่ฉันได้
แต่ก็เป็นมหา'ลัยอันดับหนึ่งที่ฉันเลือก
.

มนต์เมืองเหนือ
|

คำร้อง-ทำนอง
ไพบูลย์ บุตรขัน
ขับร้อง ทูล ทองใจ
ป่าเหนือเมื่อหน้าดอกไม้บาน
ลมฝนบนฟ้าผ่าน ฟ้ามองดังม่านน้ำตา
น้ำฝนหล่นจากฟากฟ้า
ขังแก่งเหมือนแอ่งน้ำตาไหลตกจากผาแว่วดัง
ป่าเหนือเมื่อได้ไปพบมา
เมืองเหนือเมื่อน้ำป่า เลาะธารซ่านซ่าเคล้าดัง
น้ำไหลไปหลากมากทั้ง
หมุนวนสายชลเหมือนดังไหลหลั่งเป็นวังน้ำวน
ริมฝั่งวังน้ำค่ำลงคงมีแสงจันทร์
คืนหนึ่งคืนนั้นพบกันน้องเอยสองคน
เมืองเหนืออนงค์นั้นคงมีมนต์
เป่าหัวใจเสียจนก่นให้ใฝ่ฝัน
แอ่วสาวเจ้าวอนอ้อนน้ำคำ
จนสูรย์ลอยคล้อยต่ำสายัณห์เย็นย่ำทุกวัน
แล้วไฉนจะให้ลืมนั้น
แม้นใครได้ไปเที่ยวพลันหลงมั่นในเมืองเหนือเอย

เพลง ม.ช. คลิก
"ที่นี่"
/
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
[ขอขอบคุณฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และศูนย์ประสานงานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่(
CMU
)
ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่าย]
 |