หรือก็จากการถามไปถามมากับใคร
คนในแวดวงที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง
ที่แวะเวียนมาหาใครๆ ที่บ้าน จนประมวลออกมา
เป็นอะไรได้สักตระกร้าหนึ่ง/เป็นตระกร้าที่ว่าด้วยทฤษฎีชี้นำการปฏิบัติ
ซึ่งมีเรื่องหลักๆ ดังต่อไปนี้
๑/
วัตถุนิยมวิภาษวิธี
เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง
ซึ่ง มีกฎอยู่ 4 ข้อ แบบว่าท่องได้เลย 1)
สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน
ส่งผลกระเทือนซึ่งกันและกัน 2)
สรรพสิ่งล้วนมีทั้งลักษณะทั่วไป
และลักษณะเฉพาะ
ทั้งเหมือนและแตกต่าง 3)
สรรพสิ่งล้วนมีสองด้าน ที่ตรงข้ามกัน ขัดแย้ง
เป็นปฏิปักษ์และ ต่อสู้กัน 4)
สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง
สะสมจากปริมาณไปสู่คุณภาพ........และ
สองด้านที่ต่อสู้กันเอง
จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
ไปสู่คุณภาพใหม่อีกคุณภาพหนึ่ง
๒/ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์
เพื่อให้เข้าใจการคลี่คลายขยายตัวและวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์
เป็นเนื้อหาประวัติศาสตร์แนวใหม่ที่อธิบายด้วยความสัมพันธ์ของความหมายของคำแปลกๆ
หลักๆ อยู่ 4-5 คำ ได้แก่คำว่า ปัจจัยการผลิต
พลังการผลิต
ความสัมพันธ์ทางการผลิต แรงงาน มูลค่าส่วนเกิน
กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
หัวข้อนี้ทำให้เข้าใจว่า
สังคมมนุษย์เริ่มแรกเป็นสังคมทีแม่เป็นใหญ่-ลูกจะรู้ว่าแม่เป็นใครแต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใครแม่จึงมีอำนาจมากกว่า
ปัจจัยการผลิตเป็นเพียงเครื่องมือง่ายๆ
ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน....เมื่อมีการพัฒนาปัจจัย-เครื่องมือในการผลิตมีพลังการผลิตเพิ่มขึ้นมีผลผลิตส่วนเกิน
เข้าสู่ยุคเกษตรกรรมและเข้าสู่ยุคพ่อ/ผู้ชาย
เป็นใหญ่ก็เริ่มการกดขี่ทางเพศ
แล้วก็ขยายตัวไปเป็นการดขี่ทางชนชั้น เข้าสู่
ยุคสังคมชนเผ่า ยุคสังคมศักดินา แล้วก็
ยุคสังคมทุนนิยม แล้วก็
สังคมทุนนิยมจักรพรรดินิยมทุนนิยมข้ามชาติ-ทุนนิยมบริวาร
สังคมสุดท้ายคือ สังคมคอมมิวนิสต์
โดย....การเปลี่ยนจากประวัติศาสตร์ยุคสังคมหนึ่งไปสู๋ประวัติศาสตร์อีกยุคสังคมหนึ่ง
มีความขัดแย้งระหว่าง "พลังการผลิต" กับ
"ความสัมพันธ์ทางการผลิต"
เป็นตัวขับเคลื่อน.....ฯลฯ
๓/
โครงสร้างลักษณะความสัมพันธ์ทางชนชั้นของสังคมไทย
เพื่อให้เข้าใจลักษณะของสังคมไทย....ตอนนั้นก็มีการวิเคราะห์กันว่า
สังคมไทยเป็นสังคม "กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา"
.....นายทุนขุนศึก(ทหาร) เป็นใหญ่เป็น
เผด็จการฟาสซิสต์ ที่อิทธิพลศักดินายังแน่นหนา
๔/ จักรพรรดินิยมอเมริกา
เพื่อให้เข้าใจปัจจัยภายนอกที่กระทำต่อสังคมไทยและรู้ว่าใครคือ
ภัย/"ศัตรู" ที่แท้จริง
๕/เกี่ยวกับปรัชญา
ที่ว่าแบ่งออกเป็น ๒ ค่าย
ค่ายวัตถุนิยมกับค่ายจิตนิยม
แต่ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจว่าวัตถุนิยมคือนิยมวัตถุ
หรือจิตนิยม คือ นิยมจิต-ศีลธรรม
ซึ่งคำสองคำนี้จะมากับคำอีกสองคำว่า อัตตวิสัย
และ ภาวะวิสัย ซึ่งฉันเข้าใจง่ายๆ ว่า
วัตถุนิยม คือการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
จิตนิยมคือการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์
คิดแบบไม่มีพื้นฐานความเป็นจริงรองรับ....ฯลฯ
๖/ ทิศทางและยุทธศาสตร์การต่อสู้
เพื่อให้เข้าใจบทบาทของตัวเอง และ
ตระเตรียมฝึกฝนจิตใจและร่างกาย
ให้สามารถแบกรับ
ภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์
....ว่าต้องเชื่อว่า
"อำนาจรัฐได้มาด้วยกระบอกปืน" ก็คือ
การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ
ที่จะต้องเริ่มจากชนบท
ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลปฏิกิริยาในขณะนั้น
มีกรรมกร-ชาวนา
เป็นกำลังหลักว่างั้น
ชนชั้นนายทุนน้อย(ชนชั้นกลาง)
เป็นกำลังเสริม
ชนชั้นนายทุนชาติเป็นแนวร่วม ....ฯลฯ
๗/ขบวนการต่อสู้ของฝ่ายประชาชน
เพื่อศึกษาจิตใจกล้าต่อสู้
กล้าเอาชนะของนักปฏิวัติสากล
และนักปฏิวัติไทย ก็ยกเอาประวัติบุคคลสำคัญๆ
ของ
ประชาชนมาศีกษา เช่น ของต่างประเทศก็
เหมาเจ๋อตุง โจวเอินไหล หมอนอร์แมน เบทูน เช....ฯลฯ
ของไทย..ก็ จิตร ภูมิศักดิ์ ครอง จันทร์ดาวงศ์
ฯลฯ
ทั้งนี้มี
เป้าหมาย
ว่า ผ่านการจัดกลุ่มศึกษาแล้ว
ยุวชนเยาวชนลูกหลานแกนนำชาวนาจะเข้าใจ "บทบาท" และ
"ทิศทางการต่อสู้ทางชนชั้น" ของ
กระบวนการต่อสู้ในภาพรวมของทั้งประเทศ
กระทั่งทั้งโลก และเข้าใจ "บทบาท" เฉพาะส่วนของตน
โดยสามารถนำเอาทฤษฎีและแนวคิดได้จากการจัดกลุ่มศึกษา
ไปเข้าใจและแก้ปัญหาในการทำ "งานปฏิวัติ"
ในส่วนของตัวเองได้
ซึ่งงานปฏิวัติของยุวชนเยาวชน
ลูกหลานแกนนำชาวนาในตอนนั้น
ที่ฉันเข้าใจโดยถามๆ เอาจากพวกรุ่นพี่ๆ ก็คือ
การขยายแนวร่วมที่เป็นเยาวชนนักเรียนลูกหลานชาวนาด้วยกันในหมู่บ้าน
หรือเพื่อนๆ ในโรงเรียนนั่นเอง
ในการจัดการศึกษาให้พวกมังกรน้อยตามหัวข้อดังที่ประมวลไว้นี้
ฉันเองก็ได้สนุกสนานทางความคิดทฤษฎีไปด้วย
แม้ว่าจะแบบงูๆปลาๆ หรือดำน้ำเอาบ้างก็เถอะ
โดยวิธีการจัดกลุ่มศึกษาเท่าที่จำได้
ก็ว่าพวกมังกรน้อยน่าจะมีอยู่ราวๆ สักเกือบ 10
กว่าคน ไปๆ มาๆ
ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้ากันทีเดียวสักเท่าไร
แต่ก็รวมกลุ่มศึกษาได้ทีละสี่ห้าคนก็มี สองสามคน
หรือกระทั่งคนเดียวก็มี
ถ้าเป็นน้อยคนก็เป็นการพูดคุยกันกับฉันบ้าง กับ
พี่ ต-2 บ้าง เป็นแบบไม่เป็นทางการ แต่ครั้งแรกๆ
เลย รู้สึกฉันจะเกร็งๆ
เพราะเพิ่งเข้าไปรู้จักพวกบ้านแสงตะวันหรือพวกโครงงานชาวนาใหม่ๆ
รู้สึกจะจัดเป็นทางการอยู่
สามสี่ครั้ง.....เป็นทางการหมายถึง
มีใครมาเป็นวิทยากร.....วิทยากรนี่ก็มี พี่ ต-1 ต-2
พี่-ช
พี่-ม(แว่น)....ก็คนกันเองละแวกเดียวกันนั่นแหละ...ใครบ้างก็จำไม่ได้.....ใครพูดเรื่องอะไรบ้างก็จำไม่ได้....จำได้แต่ที่น่าขำ
ก็คือ เรื่องหัวข้อ จักรพรรดินิยมอเมริกา
ถ้าจำไม่ผิดฉันน่าจะรู้จักพี่ ต-2 ก่อน พี่
ต-1.....ถามพี่ ต-2 แล้วเอาใคร ก็บอก
หัวข้อนี้เอาคนนี้ หัวข้อนี้เอาคนนั้น
พอมาถึงหัวข้อ จักรพรรดินิยมอเมริกา บอกนี่ต้อง
ไอ้ต-1
ฉันก็นึกว่าเป็นผู้หญิงนะชื่ออย่างนี้..พอถึงวันนั้นก็รอ
[..พวกมังกรน้อยก็มาแล้วสี่ห้าคน..เฮ้อ..จำไม่ได้อีกว่าใครบ้าง?
..ฉันลืมหน้าพวกมังกรน้อยหมดเลยนะนี่....อีก 10 ปี
ข้างหน้า..ฉันคงต้องเป็นโรคอัลไซเมอร์แน่ๆ...]
ไม่เห็นมีรุ่นพี่ผู้หญิงที่ว่า
มาเลยสักคน
แต่มีรุ่นพี่ผู้ชายหุ่นกะทัดรัด.....หน้าตาอารมณ์ดีเดินยิ้มๆ
ทั้งที่มุมปากทั้งที่แววตาเข้ามา.....พี่ท่านบอกชื่อ
"ต-1"
จะมาพูดเรื่องจักรพรรดินิยมอเมริกา...ฉันนึกอ้าวผู้ชายหรือนี่..
..และดูไปดูมา
อ้าว..อีตารุ่นพี่คนนี้.....จำได้ว่าเป็นคนนั้นเองนี่
ที่ฉันเดินผ่าน
แล้วเห็นยืนเป่าเม้าท์ออร์แกนด์อยู่บนชั้น 2
ของอาคารยูเนี่ยนนิ
....ตอนฉันไปช่วยเขาพิมพ์ซิลสกรีนโปสเตอร์ประท้วง
[..เป็นทำนองเพลงซึ่งต่อมาตอนเข้าป่าไปแล้ว
ฉันจึงรู้ว่า เป็นทำนองเพลงของ ..ทหารป่า เพลง ของ ทปท. ที่มีเนื้อร้องว่า.."ทรนงองอาจสู้หมู่ไพรี
เพื่อศักดิ์ศรีกองทัพปลดแอกประชาชน เดินหน้าไป
ใจบากบั่นและอดทน รณรงค์ศัตรูทั้งชนชั้นแหลกราญ
ปวงประชาชนขาวไทยใจรักชาติ
จะพิฆาตพวกปฏิกิริยาให้อาสัญ
รวมพลังผู้รักชาติทั่วหน้ากัน
เอาเลือดมันล้างหนี้เลือดประชาชน ๆ ๆ ๆ...."
]....เนื้อหาของหัวข้อจักรพรรดินิยมฯ
ที่มาพูดให้เด็กๆ ฟังก็ทำนองว่า
อเมริกาเป็นนายทุนข้ามชาติ
ใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง ค้าอาวุธ
มีองค์กรซีไอเอเป็นตัวยุให้ประเทศต่างๆ
ในโลกรบกันเพื่อจะได้ขายอาวุธ ....
ฯลฯ
เป็นตัวเลวร้ายประมาณนั้น
การได้มาอยู่
"บ้านแสงตะวัน" กับพวกโครงงานชาวนา
ได้มารู้จักกับพี่ ต-1 ต-2
ทำให้ฉันรู้จักมักจี่กับผู้คนอีกหลายโขยงเลย
ที่เหมือนว่าจะจากทั่วทุกสารทิศ
ทั้งจากในและจากนอกสถาบันการศึกษา
จากในสถาบันการศึกษา ก็มีตั้งแต่ระดับนักศึกษาคณะต่างๆ
จาก มช. จากวิทยาลัยครู
วิทยาลัยการอาชีวะ-การอาชีพ/ เทคนิคภาคภายัพ
และจากระดับโรงเรียน
จากนอกสถาบันการศึกษา ก็พวกกรรมกร-ชาวนาและลูกหลาน
อือ..มีแต่คนดีๆ
ที่ทั้งน่านับถือ และน่ารัก......ไม่ใช่โดยหน้าตา
แต่โดยในทางความคิด......ที่ให้ฉันเห็นและรู้สึกได้ว่า
พวกเขาหายใจเข้าก็งานส่วนรวม
หายใจออกก็งานส่วนรวม
รู้สึกพวกเขาจะเคลื่อนไหวได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
เดี๋ยวมา เดี๋ยวไป
เดี๋ยวประชุม....เดี๋ยวจัดกลุ่มศึกษา
....เดี๋ยวไปประกันเพื่อน ...ช่วงนั้น
...มีถูกจับ .....มีบาดเจ็บ ....มีตาย
...มีงานศพ.....มีประท้วง..มีชุมนุม
จังหวัดโน้น จังหวัดนี้ ฯลฯ ส่วนฉันก็ตามๆ
เขาไปบ้าง
อยู่โยงเฝ้าบ้านบ้าง ....และถึงแม้ จะรู้จักผู้คนเป็นโขยง
...แต่เอาเข้าจริงๆ ฉันรู้จักใครจริงๆ จังๆ
น้อยมาก ส่วนใหญ่ฉันจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
ใครทำอะไร มาจากไหน จะไปไหน ไปทำอะไร....[พวกเขาต่าง
"ปิดลับ" เพราะช่วงนั้น
ทั้งแกนนำนักศึกษากรรมกรชาวนา ถูกลอบฆ่าลอบยิงตายค่อนข้างเยอะ]
......รวมทั้งฉันเองก็จำหน้าคนชื่อคนไม่ค่อยได้ไม่ค่อยแม่น
ฉันรู้สึกผู้คนมันหน้าเหมือนๆ คล้ายๆ
กันไปหมดถ้าฉันไม่ได้คลุกคลีด้วยจริงๆ
ก็มักจะจำสับไปสับมา การทักคนผิด
เป็นเรื่องปกติของฉันจนบัดนี้
ตอนนั้น(2519) เปรียบเทียบกับตอนนี้(2549)
อเมริกาและบริวารทั้งประเทศบริวารของมัน
(อย่างสิงคโปร์)
และชนชั้นปกครองบริวารในประเทศของเรา
ฉันว่าพวกมันก็ยังเลวร้ายสุดๆ
อยู่จนเดี๋ยวนี้หรือจะร้ายและเลวยิ่งเดิมอีก....แต่คนที่สอนใครๆ..อือ..สอนฉันด้วย
....[คือ...ก่อนที่จะมาคลุกคลีกับพวกรุ่นพี่พวกนี้
ฉันยังไม่เห็น ไม่เข้าใจ และ
ไม่คิด ด้วยว่า ไอ้กันมันเลวอย่างไร
เพราะพวกบ้านฉันที่จังหวัดอุดรมีอาชีพปลูกบ้านให้ฝรั่งทหารหรือจีไอและ
"เมียเช่า" คนไทยเช่า
ก็มองว่าทหารอเมริกัน-จีไอ เป็นแหล่งทำมาหากิน
ไม่ได้รู้สึกว่ามันเลวอย่างไร
มิหนำซ้ำญาติข้างแม่ฉัน-น้ากับป้าฉันก็ยังแต่งงานไปกับจีไอ
ปัจจุบันก็ตัดขาดจากประเทศไทยไปแล้ว
ไปได้ดิบได้ดีปลูกบ้านปลูกช่องตั้งรกรากอยู่ที่เมืองสคราเมนโต
คาลิฟอเนียร์โน่น.....จึงมองไม่ออกว่ามันไม่ดีอย่างไร
....เออ...แต่เมื่อพวกรุ่นพี่บอกว่ามันเลวอย่างไรพร้อมชักแม่น้ำทั้งห้าฉันก็เชื่อ
พวกเด็กๆ มังกรน้อยก็เชื่อ....
ว่ามันเลวอย่างไรเมื่อ 30 ปีก่อน
เออ...รุ่นพี่หลายต่อหลายคนที่เคยพร่ำบอกพร่ำสอน
กรอกหูฉันกับพวกมังกรน้อยว่า
ไอ้กันและรวมทั้งบริวารลูกสมุนสุนัขรับใช้ของมัน
ล้วนไม่ดี ......เออ..มาถึงวันนี้
....ก็เข้าไปทำงานรับใช้นายทุนนายหน้าของไอ้กัน กันแทบจะหมดเลยแฮะ
....แต่มองหน้าเหมือนรู้ใจ..(เอ...หรือไม่รู้หว่า....)..
ก็มันเป็นสถานการณ์ที่ฉันคิดว่าฉันเข้าใจได้
เข้าใจว่า
เมื่อถอยออกมาจากการต่อสู้ในป่าเขากลับมาในเมือง
มันไม่มีที่อยู่ที่ยืนของตัวเอง
พวกเราส่วนค่อนข้างมากไม่มีที่อยู่ที่ยืน
ไม่รู้จักการทำมาหากินหาเลี้ยงชีพ อะไรทำนองนี้
ทำอะไรก็ขาดทุน ก็ถูกอมถูกโกง
โกงใครเขากันไม่ค่อยเป็น เมื่อพวกนี้...พวกที่นึกว่าจะเป็น
"ทุนนิยมใหม่" จากเนื้อนาบุญของประเทศเราเอง
หยิบยื่นที่ยืนและโอกาสให้
พวกรุ่นพี่ฉันก็เลยต้องพากันคว้าฉวยกันไว้มั๊ง...?!?
ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
ไม่เช่นนั้นจะอยู่ให้รอดทางเศรษฐกิจได้อย่างไร? (งั้นรึ?) (ถามเองตอบเอง)
คือ ..ยังอยู่ในสภาพการณ์ที่ต้องรับใช่นายทุน-นายทุนนายหน้า-และนายทุนข้ามชาติ
จึงจะมีที่ยืน?
หากจะรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนยังไม่มีที่อยู่ที่ยืน
.....เพราะนับแต่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยล่มสลาย
ก็ไม่มีพรรคการเมืองของประชาชนอีกต่อไป ..มีแต่พรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนเท่านั้น!
เมื่อคิดทบทวนย้อนหลัง ฉันเห็นภาพเยาวชนคนหนุ่มสาว
บรรดาพวกรุ่นพี่รุ่นเพื่อนรุ่นน้อง
จากหลากหลายสถาบันในปีนั้น
ก่อร่างสร้าง.....องค์กรเยาวชนนักเรียน-นักศึกษา
องค์กรกรรมกร องค์กรชาวนาอย่างไร
....ทำได้ทั้งๆ
ที่ไม่มีอะไรเลย..มีแต่สมองกับสองมือเปล่า.....อ้อ...และก็มีเงิน
"ยังชีพ" จากครอบครัว
เหมือนว่าครอบครัวพ่อแม่หาเลี้ยง
แต่มาทำงานให้ประชาชน...[ในขณะที่พ่อแม่ก็ยังเข้าใจว่ามาเรียน?]
...หากใน
พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ [รุสึกแต่ละบทแต่ละตอนฉันจะใช้เวลารังสรรข้ามปี...เลยทีเดียว...]
คิดจะสร้างพรรคหรือสภาบันการเมืองของประชาชนขึ้นมาอีกครั้ง
[อ๊ะๆๆ
อย่าตกใจใหญ่โตไปไม่ใช่อย่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีตหรอก]
.....แต่เออ ...ใครจะเลี้ยง...ประชาชนจะเลี้ยงไม๊?
จะให้เงินยังชีพไหม? ถ้าให้จะให้อย่างไร?
เพราะแต่ละคนตัวไม่ได้เปล่าเล่าเปลือย มีครอบครัว
มีลูก
มีบริวาร ที่จ้องจะกินจ้องจะแบมือขอใช้กันคนละเยอะๆ .....และก็ต้องกินต้องใช้ตามสถานภาพของ
"ชนชั้นกลาง" ไม่ว่าจะกลางล่างๆ กลางบนๆ หรือกลาง
กลางๆ
ซึ่งครอบครัวระดับชนชั้นนี้
ชนชั้นกลาง
ค่าเลี้ยงดูหรือรายได้ที่จะไปจุนเจือและเลี้ยงครอบครัว
ต้องน่าจะไม่ต่ำกว่า
สาม-ห้าหมื่นต่อเดือน!
[อันเป็นอัตราที่พรรคของนายทุนปัจจุบัน/ที่กำลังถูกไล่ให้ออกไปจากวงจรอำนาจใน
พ.ศ. นี้ เลี้ยงดูลูกพรรค/ลูกหาบและข้าทาสนั่นเอง!]