แล้วก็เข้าเรียนต่อเพื่อการงานอาชีพสำหรับการมีชีวิตปกติธรรมดา
?
_small.jpg)
จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง ...ในแมนชั่นที่ไหนสักแห่งใจกลาง
ก.ท.ม. ....ในห้องซึ่งเปิดไว้สำหรับเป็นที่พักพิง
ของ "ผู้คนในแวดวง" หลายๆ คน แต่คนอื่นๆ ออกไปกันหมดแล้ว
เหลือแต่ฉันนั่งดู "รุ่นพี่แสนรัก" คนหนึ่ง /
ที่ฉันรักและผูกพันมากๆ มาแต่ไหน.......[อาจจะมากกว่าคนอื่นๆ
ทุกคน] /
อยู่เป็นชั่วโมงแบบไม่พูดไม่จา.....พี่เขานอนปลายเท้าบิดไปบิดมาอยู่บนเตียง
หลับตาบ้างลืมตาดูเพดานบ้าง
ฉันนั่งมองพี่เขาด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
ฉันนึกถึง... ขุนแผน ดอนฮวน โชว์แปง.... นึกถึง
ความรู้สึกตัวเองตอนแรกๆ ที่รู้สึกชอบและ "ทึ่ง"
พวกผู้คนในแวดวง "ก้าวหน้า" (?) ที่เสนอเรื่อง "สามช้า"
เสนอเรื่อง "ความรับผิดชอบ" ฯลฯ
ที่ทำให้ฉันเข้าใจไปเองว่า ในแวดวงพวกนี้จะไม่มีเรื่อง
"นอกใจ"
จะไม่มีเรื่องการแปรเปลี่ยนถ้าได้ตกลงปลงใจกับใครกันแล้ว
ฉันไม่ชอบสภาพครอบครัว ในแวดวงดั้งเดิมของฉัน ...แม่ฉันหนีพ่อฉันไปกับผู้ชายคนใหม่
ใครก็ไม่รู้? แม่นอกใจพ่อฉัน ทิ้งฉันเคว้งคว้าง
และทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไร้ค่าไร้ความหมายสำหรับแม่
แล้วแม่ฉันก็ไปเจอพฤติกรรมของสามีใหม่ที่ "นอกใจ"
แม่ฉันเป็นพักๆ แม่ฉันต้องคอยตามราวี ...
ย้อนไปถึงรุ่นยายฉันตามที่แม่ฉันเล่า
ว่าตาฉันก็นอกใจยายฉัน
จนยายฉันต้องถือพร้าไปไล่ฟันเสื้อผ้าข้าวของ ของ "ผู้หญิง"
อีกคนที่เป็น "มือที่สาม" ผู้เข้ามาแทรก
จนผู้หญิงคนนั้นและตาฉัน ต้องยกมือไหว้ยายปะหลกๆ
แม่ว่าตาบอกยายว่าจะไม่ทำอีกแล้ว...?
ผู้หญิงคนนั้น
ก็บอกกับยายฉันว่าหล่อนไม่รู้จริงๆ ว่าตามีลูกมีเมียแล้ว
บอกว่า
ตาบอกว่าตายังโสด
...ฉันไม่ชอบสภาพชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัวแบบนี้
มันทำให้เกิดความรู้สึก "ไม่มั่นคงทางจิตใจ" และ
ทำให้ฉันรู้สึก หวาดหวั่น พรั่นพรึง กับหนทางชีวิต ข้างหน้า...อย่างไรไม่รู้..
รุ่นพี่คนนี้ ฉันรู้สึกผูกพันมากแบบไหนก็บอกไม่ถูก
แบบจะเป็นจะตายไปกับ
ทุกเรื่องทุกราวที่เกี่ยวกับพี่เขา เออ, พี่เขา "เปลี่ยนคู่"/"เปลี่ยนแฟน"
เป็นคนที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ จำไม่ได้
แต่คนรองอันดับสองของคนสุดท้ายนี่
เป็นใครก็ไม่รู้ฉันไม่รู้จักเลย
จากคนแรกที่เป็นรุนพี่ผู้หญิงที่ฉันก็รักมาก
แล้วคนรองอันดับหนึ่งของคนสุดท้าย ..คนนี้
ฉันก็รักมากเหมือนกัน และ ฉันว่ามันลงตัวดี ....ฉิบ....เปลี่ยนอีกแล้ว
ตอนนั้นฉันว่าฉันไม่หวังอะไรเลย แม้อะไรๆ
มันสลายไปแล้ว ฉันก็ยังอาจเหลือครอบครัว "พี่เขา"
ที่ฉันโมเมเอาว่า ฉันสนิทกับทั้ง "คู่"
และฉันจะไม่ตกอยู่ในสภาพเป็น "ส่วนเกิน"
เหมือนกับรุ่นพี่ผู้หญิงผู้ชายอีกหลายคน ที่พอลงตัวมีครอบครัวแล้ว
ก็เหินห่าง ก็แยกย้ายกันไป.....แต่เออ,รุ่นพี่แสนรักคนนี้
ที่พอจะเป็นที่หวังที่ฉันจะเกาะเกี่ยวพึ่งพิง ติดสอยห้อยตาม
....แบบว่าถ้าพวกพี่เขามีลูกก็ฉันจะช่วยเลี้ยงให้
แต่ก็เออ...ก็แปรก็เปลี่ยนกันอีกแล้วนิ....
พี่เขาถามฉันว่า ทำไมฉันจะต้องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร
ไปกับเรื่องราวของเขาด้วยล่ะ? ฉันก็ว่า...แล้วทำไม
เราจะต้องเดือดร้อนไปกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โน่นที่นี่ไปด้วยล่ะ?
การกดขี่ขูดรีด การเข่นฆ่าทำร้ายประชาชน ฯลฯ
ฉันเฉไฉไปโน่น.....แต่จริงๆ ก็อาจเป็นว่า
พี่เขาเอาใจ และเอาใจใส่ฉันดีทุกเรื่องทุกราว เช่น
ตอนอยู่ป่าพี่เขาลงไป "พื้นราบ"
ก็ยังอุตส่าห์ซื้อเอาแปรงสีฟันเล็กๆ น่ารักๆ
มาฝากฉัน เพราะรู้ว่าฉันชอบ เออ, อะไร ที่มัน
ขิกขุๆ อาโนเนะ
[ ตอนนั้นนะ..ตอนนี้ไม่แล้วนะ
ก็อายุจะปาเข้าไปครึ่งศตวรรษแล้วอ่ะ
] ..ฉันรู้สึกเป็นปลื้มมาก
แค่แปรงสีฟันอันเล็กๆ อันเดียวนี่นะ? ..เออ,สิ
มันแสดงถึง ความ "ใส่ใจ" ...หรือก่อนเข้าป่า
ตอนอยู่โครงงานชาวนา ฉันออกชนบท ไปอยู่ตามบ้านพวกเยาวชนลูกหลานแกนนำชาวนากลุ่ม
"มังกรน้อย" ถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะแถวอำเภอดอยสะเก็ด
แล้วไปถูกตัวหมัดกัดมาเต็มตัว
ผิวหนังฉันตะปุ่มตะป่ำไปหมดทั้งตัว คัน ปวด ร้อน
ปานว่า
อยากกินยานอนให้หลับไป แล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย
กำลังนั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ คนเดียว
อยู่ตีนบันไดบ้านเช่าของโครงงานชาวนา
จนค่ำจะมืดแล้ว ไม่รู้ใครๆ ไปไหนกันหมด
กลัวก็กลัวคันก็คัน...แล้วพี่เขาก็เดินดุ่มๆ
เข้ามาให้เห็นได้แต่ไกล ....ฯลฯ คือ
มีอะไรต่อมิอะไร ที่เป็นสิ่งละอันพันละน้อย
สะสมเป็นความรู้สึก ให้ผูกพันมาเรื่อยๆ
จนฉันรู้สึกว่า ตัวเองสามารถมี "เอี่ยว" ใน "ชีวิตส่วนตัว"
ของพี่เขาได้ทุกเรื่องทุกราว ที่สำคัญ
ฉันกลัวว่าพี่เขาจะได้ "คน" ที่ฉันไม่รู้จัก
ไม่สนิทด้วย ได้คนที่อายุเท่าฉัน หรือน้อยกว่าฉัน...
แล้ว "ความใส่ใจ" ที่ฉันเคยได้จะหายไป...พอพี่เขา
ไม่ตกลงปลงใจกับคนที่ฉันก็สนิทมากๆ ด้วย
ฉันจึงรู้สึกอกหัก!
กะมัง ?!
แต่ไม่ใช่เพราะถูก "คู่รัก" แบบชู้สาวทิ้ง แต่เออ,เหมือนถูกอะไรทิ้งก็ไม่รู้...
อาจอกหักกับวิถีชีวิตที่ไม่เป็นไปอย่างที่
ทึกทักคิดหวังเอาเองกะมัง?
[
มาคิดย้อนหลังไป เออ,ฉันก็แทบรับตัวเองไม่ได้ ที่ตอนนั้นช่างคิดและรู้สึกอะไรทุเรศๆ
ขนาดนั้นได้อย่างไร แบบว่า
ฉันไม่คิดจะยืนอยู่บนลำแข้งลำขาของตัวเองเลยน่ะ
..คิดแต่จะพึ่งพิงคนอื่นเขาลูกเดียวอยุ่ร่ำไป
ตอนนั้นฉันกลัวที่จะอยู่ด้วยตัวเอง
ตามลำพัง ....แบบไม่มีใครเลย....ทางจิตใจให้ยึดเหนี่ยวพึ่งพิง!
]
คือ
ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีครอบครัวของตัวเอง
ไม่รู้สึกว่าจะ "รับผิดชอบ" อะไรได้
และรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยดีทุกเรื่องทุกราวที่จะอยู่ท่ามกลางรุ่นพี่พวกนี้
แม้กระทั่งว่า หากอยู่กันตามลำพังในที่รโหฐาน
สมมติหากฉันเกิดคึกคะนองทางเพศขึ้นมาตามวัย
ตามธรรมชาติ ตามฮอร์โมนที่หลั่ง.....
แล้วเป็นฝ่ายกระโดดปล้ำพวกพี่เขาเสียเอง ...พวกเขาก็จะไม่ทำอะไรฉัน
มีแต่จะบอกฉันว่า อะไรควรอะไรไม่ควร ประมาณนั้น!
การแปรเปลี่ยนและการ "จับคู่" ใหม่ ของ
พวกรุ่นพี่แสนรัก
ห้าหกคนของฉันมีอิทธิพลต่อ อามรมณ์ความรู้สึกนึกคิดของฉัน ค่อนข้างมาก......พวกเขามี่เรื่องที่เป็น
"ส่วนตัว" และเหมือนว่าอะไรๆ ก็ค่อยๆ ถอยห่าง...กันออกไป
อาจถึงเวลาที่ฉันต้องคิดเรื่องที่ทางของชีวิตของตัวฉันด้วยตัวของฉันเองแล้วนะ
...ฉันบอกตัวเองเงียบๆ
ฉันคงต้องกลับเข้าบ้านของครอบครัวของแม่ฉันอย่างจริงจัง ...อย่างไรแม่ฉันก็เป็นที่พึ่งเดียวสุดท้ายในท้ายที่สุด
จำได้ว่า วันนั้น.... ฉันซมซานอย่างคนอกหัก สะบักสะบอม......กลับมาบ้านแม่!
....ฉันขอแม่ลงเรียน "ม.รามฯ" มหา'ลัย
เปิดไปได้สักเทอมหนึ่ง
จนเมื่อมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาจริงๆ จังๆ
และให้กลับเข้าไปเรียนใหม่ที่ มหา'ลัยเดิมได้
ฉันก็เลยขอแม่กลับไปเรียนที่เดิม
แต่ฉันก็ยังไม่ทิ้งที่ลงเรียนไว้ที่ ม.ราม...