Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

ข่าวแจ้ง-แจ้งข่าว

ความคืบหน้าและกำหนดการของการจัดทำอนุสรสถานเขต 7 ผาจิ

๘/ ผมชื่อ เลิศเอดิสัน

๗/ รายชื่อวีรชนผู้เสียสละเขต ๗ ผาจิ

๖/ "สหายศึก" ย้อนรอยอดีต "ทปท" นักรบประชาชน  : ร่วมระลึกถึงบรรยากาศหนังกลางแปลงในสถานการณ์สู้รบบนสันภูสูง ชมภาพยนตร์สารคดีเชิงประวัติศาสตร์

๕/ พี่น้องอดีตสหายนักศึกษาชาวนาและชนชาติในเขตพื้นที่เตรียมรับสหายเพื่อนพ้องน้องพี่แลลูกหลานจากต่างเขต

๔/ บนเส้นทางวิบากขึ้นสู่อนุสรณ์สถานเขต ๗

๓/ การบูรณะสุสานวีรชนเขต ๗ ผาจิ

๒/ข่าวแจ้งจาก...ป้าวิ/สวนอัญญา

๑/ข่าวแจ้งจาก......ส. เอียบ

๒/ข่าวแจ้งจาก...ป้าวิ/สวนอัญญา

[คลิกที่ภาพเพื่อขยาย...]

 

เส้นทางสู่ผาจิ....หมู่บ้านสันติสุข

คลิกที่ภาพข้างบนนี้จะเป็นภูมิประเทศสถานที่ตั้งต่างๆ ของผาจิก่อนปี 2525 แต่ครั้งยังเป็นฐานที่มันในเขตอำนาจรัฐแดงของ พคท.

นำทางโดย....

วิญญูชน/แสนไชย

(แสนไชย) ดูที่ อ.ปง   เหนือตัว อ. ขึ้นไปจะเห็นเส้นทางสีแดง ตัดไปทางตะวันออก  ขนานไปกับ ต้นแม่น้ำยม   แล้วจะมีทางสีแดง ตัดขวางลงมาทางใต้ ตรงต้นน้ำยมพอดี ต้นน้ำยมตรงนั้น ก็คือ สบขาม ที่ น้ำสาว จากกลางฐานที่มั่น และน้ำขามมาบรรจบกัน    เส้นทางสีแดง ตัดลงทางใต้  แล้วไม่มีที่ไปต่อ      ตรงจุดนั้น  คือ บ้านผาตั้ง  หรือ บ้านฐานปืนใหญ่   ถัดมาอีกเล็กน้อย จึงจะเป็น บ้านขุนกำลัง  แต่ในแผนที่นี้ ไม่มีเส้นทางไปต่อแล้วครับ    หากจะลากเส้นต่อ คือ ลากไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว ๒๐ องศา  มีเส้นเดียวถึง ผาจิ ครับ  หรือจะลากเส้นแนวขวาง ก็อยู่ในระนาบเดียวกับแผนที่ ที่ซ้ายมือมีตัวเลข ๑๒๐ นั่นแหละครับ  ลากเส้นรุ้งไปทางตะวันออก เลยจนเกือบชนขอบแผนที่ ทางด้านขวา  ตรงที่เป็นเหมือนจงอยปากเข้าไปในจังหวัดน่าน นั่นแหละครับ   คือ ที่ลุ่มน้ำสาว   ผาจิอยู่จริงๆ อยู่ในเขตจังหวัดน่าน  ส่วน ผาช้างหลวง ผาวัว อยู่ในเขตพะเยา     

ทิวทัศน์สองข้างทางก่อนถึงผาจิ


สำหรับ ท่านที่จะมา สัมผัสความหนาวเย็น  ความงาม และรำลึกถึงความใฝ่ฝัน อันแสนงาม เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน จิบชาเลียงผา แจ๊ดโซฮอล ทำจากข้าวโพด ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชิมน้ำพริกม้ง ที่บาดลึกถึงก้นลิ้น  รำพึงถึงความหลังรอบกอง ไฟสู่กันและกัน ในวันที่ ๙ ธันวาคมศกนี้ ตามที่อ้ายแสนไชย ได้เกริ่นมาแล้วแต่เนิ่นๆ การเดินทางมีรายละเอียดดังนี้ (แผนที่จะตามมาครับ) .......การเดินทางสู่อดีตฐานที่มั่นเขต ๗ ผาจิ-ดอยช้าง ปัจจุบันคือหมู่บ้านสันติสุข ต.ควร อ.ปง จังหวัดพะเยา หากท่านเดินทาง มาจากเชียงใหม่  ลำปาง กรุงเทพฯ มาจากภาคใต้ หรือภาคอีสาน ให้มุ่งมาตัวจังหวัดพะเยา  ก่อนจะถึงตัวเมืองพะเยา ประมาณ ๖ กม. บนเส้นทางหมายเลข ๑  จะมีสามแยกใหญ่เรียกว่า “แยกแม่ต๋ำ” ให้เลี้ยวขวาสู่อำเภอดอกคำใต้ (๘ กม.) มุ่งหน้าสู่อำเภอจุน(๔๒ กม.) และอำเภอปง(๓๑ กม.) บนเส้นทางหมายเลข ๑๐๒๑ และ ๑๐๙๑ ตามลำดับ.....เมื่อถึงอำเภอปง  ที่นี่เขาจะเรียกว่า เทศบาลตำบล “นาปรัง” คือ เรียกตามชื่อหมู่บ้าน ไม่ได้เรียกตามตัวอำเภอ ให้ตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยก ที่เรียกว่า แยกประตูขาว ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปยังโรงพยาบาลปง (๓๐๐ เมตร) ถ้าเลี้ยวขวา ก็จะเข้า ตลาดเทศบาลตำบลนาปรัง ท่านสามารถซื้อเสบียง และของจิปาฐะ ได้ที่นี่  ส่วนท่าน ที่ไม่ต้องซื้อของ ให้ตรงไป จะถึงสะพานข้ามแม่น้ำยม ละจะพบป้าย ไปบ้านน้ำปุก ระยะทางประมาณ ๒๕ กม. บนเส้นทางหมายเลข  ๑๑๘๘ ให้ตั้งเข็มมุ่งวัดระยะทางไว้ ประมาณ ๑๖ – ๑๗ กม. จากนั้น   สังเกตทางด้านซ้ายมือ จะเห็นป้ายทำด้วยไม้เก่าๆ “โรงเรียนขุนควรวิทยาคม” ให้ชะลอรถ จะพบว่า ด้านขวามือ มีป้ายบอกทางแยกไป “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง” และป้ายบอกทางไปบ้าน “สันติสุข” ให้เลี้ยวขวาเข้าแยกนี้ สู่เส้นทางหมายเลข ๑๒๒๘  (ช่วงนี้เป็นแยกทางโค้ง หากไม่สังเกตให้ดี ท่านอาจเลยไปถึงบ้านน้ำปุก ต้องย้อนกลับมาใหม่) เมื่อเข้าสู่เส้นทาง ๑๒๒๘ ให้เดินทางต่อไปยังบ้านผาตั้ง  จากผาตั้ง สู่    บ้านขุนกำลัง เมื่อถึงขุนกำลังแล้ว จะเป็นเส้นทางหลัก ทางเดียวไม่มีแยก จนกระทั่งถึงหมู่บ้าน “สันติสุข” ในที่สุด

อยู่ตรง กลางทางระหว่างขึ้น ผาจิ-ผาช้างครับ ระยะทางจากบ้านขุนกำลัง (ที่ราบ) ขึ้นไป หมู่บ้านสันติสุข 18 กม.

จากนั้น ทางจะขึ้นดอยไปเรื่อย  หน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อยู่ราวกิโลที่เจ็ด    มีด่านด้วย   แต่เขาจัดพื้นที่สวยงามพอได้ 

โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธุ์ ดอกเสี้ยวแถวนี้ จะเบ่งบานกัน ไม่แพ้ที่อื่นๆ (รูปดอกเสี้ยวที่เคยโพสต์ตอนบ้านเก่าก็ถ่ายอยู่แถบๆ นี้) ตำแหน่งนี้เมื่อก่อนก็เป็นประตูเข้าฐานที่มั่น 

ปกติ ไม่มีใครมาถึงนอกจากประชาชน ที่มาทำไร่ ชายฐานที่มั่น  และ กลายเป็นทหารยาม พิทักษ์ชายขอบฐานที่มั่นด้วยครับ

จากอำเภอปง ข้ามน้ำยม เห็นป้ายบอกทาง บ้านน้ำปุก ๒๕ กม. ให้ไปตามเส้นทางเดียวกันนี้ ประมาณ ๑๖ - ๑๗ กม. จะเห็น ป้ายไม้ โรงเรียน "ขุนควรวิทยาคม" อยู่ทางซ้ายมือ ให้ชะลอรถ เพื่อเตรียมเลี้ยวแยกขวา

สังเกตุป้ายนี้ให้ดีอยู่ทางขวามือ เพื่อเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางหมายเลข ๑๒๒๘....

และป้ายนี้ที่อยู่ไล่เลี่ยกัน

 

 

ตามถนนเส้นนี้ไป ก็จะพบกับสะพานข้ามน้ำขาม เมื่อข้ามสะพานด้านซ้ายมือจะเป็นวัดสบขาม
 

เลยวัดสบขามไป ไม่ถึงร้อยเมตร จะพบทางแยกนี้ ให้ไปทางซ้าย

สังเกตุได้จากป้ายนี้ ซึ่งบอกเส้นทางไปหลายหมู่บ้าน แต่ให้ตั้งเข็มมุ่ง ไปบ้านผาตั้งก่อน
 

 

๑๐

 

พอถึงบ้านผาตั้ง  จากนั้นผ่านวัดผาตั้งไปทางซ้ายมือสักพักจะเจอแยกนี้ ให้เลี้ยวไปทางขวา.......มุ่งสู่หมู่บ้านขุนกำลัง
 

๑๑

 

 

๑๒

ถึง ขุนกำลัง แล้ว มีเพียงเส้นทางหลัก....ทางเดียว! ....สู่หมู่บ้าน "สันติสุข"

๑๓

๑๔

ด่านสุดท้าย ที่ต้องผ่าน คือ ด่านป่าไม้ที่ทำการ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพียงยิ้ม แล้วบอกว่า จะไปสันติสุข ก็สบายแล้วครับ

๑๕

พอผ่านด่าน มาสักพักก็จะเห็นดอยผาช้างน้อย  และผาวัวอยู่ทางด้านซ้ายมืออย่างที่เห็น  ส่วนผาจิ จะเด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้าท่านอย่างภาพแรก

๑๖

๑๗

จุดน่าเที่ยวชม ๑๒ จุดของผาจิ

สิ่งละอันพันละน้อยที่น่าสนใจของผาจิ

โสม

ลุงสหายธวัช บอกว่าต้องเฉือนบางๆแล้วตากแห้งสักแดดสองแดด ต้มดื่มแทนชาบำรุงเลือด แกว่าอย่างนั้น

 

ดอกไผ่และกอไผ่

ถ้าเห็นออกดอกเช่นนี้

ก็คือ.....

วาระสุดท้ายของเจ้ากอไผ่แล้ว!!

 

ชาเลียงผา

หลายวันก่อน ลุงธวัช มาที่บ้าน  บอกว่า ไปไร่เทวดามา  พื้นที่รอบๆ ไร่นั้น เป็นหิน  และมีไม้เถา งอก   ออกจากแง่งหิน เหล่านั้น   มันฝังตัว  อยู่    ในซอกหิน   ตัวแพะป่า (เลียงผา) และลิง  ชอบมากิน   ใบอ่อน ของมัน    ชาวเย้า ที่อาศัยอยู่ ใน เทือกเขา บริเวณนี้ เมื่อ หลายสิบปีก่อน  ได้นำเอาใ มันมาต้มดื่มเป็นน้ำชา  เรียกชื่อ ว่า "ชาเลียงผา" หรือ "ชาผาช้าง" .....ชาเลียงผา พร้อมเสริฟบนผาจิเดือนธันวาคมครับ

 

 

 

 

แม่น้ำสาว.....

และเด็กๆ

ในแม่น้ำ...

[ แม่น้ำ หรือ แค่ธารน้ำ...กันล่ะนี่..ตื้นๆ อย่างนี้ น่าจะแค่......."ธารน้ำสาว" นะ.........แล้ว "ธารน้ำหนุ่ม" อยู่ไหนเอ่ย?...]

 

เด็กๆ ....

ข้าวใหม่ดอย....

และ หมูม้ง

 

ไร่(นา)เทวดา

ที่มาของ...

"ใบไม้แห่งเสียงหัวเราะ" ..??

ใบไม้อะไรเอ่ย...

ใครรู้ยกมือขึ้น!!

 

อนุสรณ์สถาน 

และรายนามผู้บริจาคเพิ่ม....

ป้าวิแจ้งว่า พี่มนัสแว่น โอนเงินมาให้อีก 10,000  บาท  แบ่งเป็นสองส่วน  5,000 บาท ให้ค่าทำรั้ว ตรงบริเวณสถานที่สหายเสียสละ ที่นา    อีก 5,000 บาท สมทบค่าทำอนุสรณ์สถาน แล้ว ยังมีอีก 2,000  บาท ไม่ทราบว่าเป็นของท่านผู้ใด ช่วยแจ้งให้ทราบ ด้วยครับ...ส.ใหม่ลำปางโอนมาสมทบอีก 3000 บาท

ก่อนหน้านี้/- เกี่ยวกับ การจัดสร้างอนุสรณ์สถาน และ การจัดงานที่ผาจิในวันที่ 9 เราอาศัยเงินบริจาค จากมิตรสหาย ช่วยเหลือกัน มากบ้าง น้อยบ้างตามแต่ศรัทธา โดยเงินบริจาคเดิม ของพันธมิตร 19 จำนวน 56,000 บาทได้มอบให้แก่ทางหมู่บ้านไปตั้งแต่ต้นปี เพื่อใช้ในการจัดเตรียมสถานที่ การสร้างห้องน้ำ การต่อประปาภูเขาและอาหาร ในวันงานส่วนหนึ่ง ส่วนเงิน บริจาคก้อนใหม่ ขณะนี้ได้รับบริจาคแล้วจาก หมอต๊ะ 10,000 บาท ครอบครัว ส.ชิน 10,000 บาท ส.เชี่ยว 10,000 บาท ส.นิรุจ 1,000 บาท ส.เคียว 1,000 บาท ส.ทิว 5,000 บาท คุณแซน (เพื่อนมิตรต่างเขตงาน) 2,000 บาท ส.เอียบ 10,000 บาท ส.ภู 2,000 บาท ส.เกษตร (เทิด) 10,000 บาท รายได้จากการขายหนังสือ 2 ครั้งเป็นเงิน 5,540 บาท รวม 66,640 บาท แต่ในการจัดงานยังต้องการทุนทรัพย์อีกมาก ทั้งการเตรียมสถานที่ส่วนที่ยังเหลือ ค่าอาหารที่คาดว่าจะมีคนมาเข้าร่วม 800-1,000 คน ฯลฯ หากใคร จะบริจาคสมทบ หรือพอมีกำลัง กรุณาช่วยบริจาค  มาที่ บัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลขที่บัญชี 456-0-01150-8 ชื่อบัญชี ชมพล การสุวรรณ และชญานิฐ สุนทรพิธ หรือ สมทบทุนในวันงาน นอกจากนี้ยังจะมีรายได้จากค่าขายหนังสือ โดยได้รับมา จากหนังสือสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ บันทึกจากปาหนัน ที่ผู้เขียนมอบให้ คณะทำงาน จำหน่าย และนำรายได้ทั้งหมดเข้าสมทบกองทุน อีกเล่มได้มา จากเจ้าของโรงพิมพ์ผู้อารี ซึ่ง ได้ทำการจัดพิมพ์ หนังสือ จากดอยยาวสู่ผาจิ ให้จำหน่ายและมอบเงินรายได้ ทั้งหมด ให้แก่การจัดสร้างอนุสรณ์เช่นกัน ขณะนี้ หนังสือ บันทึกจากปาหนัน เหลือไม่กี่เล่มแล้ว สำหรับหนังสือ จากดอยยาวสู่ผาจิ เหลือไม่ถึง 50 เล่ม ซึ่งจะจำหน่ายเป็นชุดสุดท้ายบนผาจิ 

สำหรับ   ทางขึ้นอนุสรณ์สถาน    เมื่อดินแห้งแล้ว พอดีระยะนี้ มีรถเกรดอยู่แถวนั้น   ทางคุณบุ๋นได้ติดต่อ กับพ่อหลวงจำ ให้ติดต่อรถเกรด ทำทางขึ้นอนุสรณ์   ซึ่งจะให้ทำคูน้ำเล็กๆ  ไว้  ระบายน้ำข้างๆ ทางด้วย   จะพยายาม เร่งรัดให้เสร็จก่อน วันที่ทีมติดตั้งหินแกรนิต   จะขึ้นไป เรื่องหินแกรนิต คุณบุ๋นได้แจ้งว่า คุณปกาศิต ได้ขอความเห็น เรื่องเนื้อหินสองแบบ   แบบแรกราคาถูก   แต่เนื้อหินไม่ดำสนิท   

เพื่อวัถตุประสงค์ ตามการออกแบบ  จึงอยากใช้เนื้อหิน ที่ดำสนิทจริงๆ แต่ราคาจะเพิ่มไปจากเดิมอีก 2-3 หมื่นบาท แต่พยายามจะเจรจาขอลดค่าคิดตั้งลง เพื่อไม่ให้งบบานปลายออกไปมาก

 

สุสานสหายนักรบ

....ก่อนบูรณะ

 

 

.....หลังบูรณะ

สุสานสหาย มิตรร่วมรบ ผู้เสียสละ  ในเหตุการณ์   ทิ้งระเบิดเพลิง ของ ฝ่ายรัฐบาล  ใน สถานการณ์สู้รบ เมื่อสามสิบปี มาแล้ว......

ร่วมคารวะ จิตวิญญาณ นักรบประชาชน แห่ง ผาช้าง-ผาจิร่วมกัน ในวันที่ ๙ ธันวาคมนี้...

 

โดยเมื่อ ....7 , 8 ต.ค. นี้..... ส.วิทย์ ส.พะชา และ ส.สมบูรณ์(ม้ง) มาสำรวจสถานที่แห่งนี้ ยังเป็นป่าเลา รกชักอยู่เลย ก็ได้ส.สมบูรณ์ นี้แหละ ช่วยเพี่ยว ถาง ฟัน ป่าเลาให้ล้ม เรียบระเนระนาดเต็มสุสาน .....จากนั้นมา 22 ต.ค. ส.สมบูรณ์ ส.เกรียงไกร ส.วิทย์ ส.วิพล ส.ฉลอง  ช่วยกันนำหญ้า มากองรวมกันแล้วเผา บางคนก็ ไปปรับสภาพหลุมของสหาย บางคนก็ไปแบกหิน ปูน ทราย น้ำ ทุกคนทำงายร่วมกัน เหมือนรู้หน้าที่ 23 ต.ค. วันนี้    มี  ส.วิโรจน์  ส.ผึ้ง ส.แสง วิจารณ์ (แป๊ะเส็ง) และจนท.โครงการหลวงฯ 2 คน มาเพิ่ม ทำให้บรรยากาศคึกคัก ขึ้นมาทันที ส. วิโรจน์ ใช้แขนข้างเดียวฟันหญ้า กวาดลานสุสาน  ส.แสง   เจ็บกระเพาะ  ยังมาช่วยขนทราย ภาพความสามัคคี ความ มีส่วนร่วม ความสมัครใจ ทำให้ พวกเรา  ไม่รู้จักเหน็ดหนื่อย เสียดาย ที่ ส.หมอก และคณะ ไม่ได้อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้น คงได้เก็บภาพ ที่มีชีวตชีวา มาฝากเพื่อนๆ

งาน    สุสานวีรชน   คงเหลืองาน ตั้งเสา ทำรั้ว ตกแต่ง หลุมสหาย ปรับสภาพ บริเวณสุสาน ติดป้ายชื่อสุสาน ก็ต้อง ขอ  เรียนเชิญ สหายทุกๆ คน ที่ต้องการ มีส่วนร่วม เพื่อ งานสุสานของสหาย บรรลุไปได้ด้วยดี เพราะงานนี้ คงบอกไม่ได้ ว่า เป็นของ ส.หมอก ส.วิทย์ ส.วิพล ส.นคร หรือ ส.ม้ง  หรือ สหายอื่นๆ แต่มันเป็น ของสหายทุกคน งานนี้ไม่มีกองทุน ไม่มีงบ อาศัยกระเป๋าของสหายแต่ละคน และเทคนิคตีนดอย ก็ ส่งเงินมา สนับสนุน ด้วย....มาช่วยกันเด้อออ!!!

สหาย ........... เส้นทาง จาก หมู่บ้านไปที่สุสาน...ไปสถูป  ยังไม่ดีเลย ต้องปรับปรุง มิฉะนั้นรถส่วนตัว ไปไม่ได้ ยกเว้น 4WDอย่างเดียว 

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับผาจิ

[เก็บรวบรวมมาจากการคุยกันด้วยตัวหนังสือของ 4-5  บุรุษ]

แสนไชย:

ที่ฝาง เลยไปทางเหนือ  จนถึงต้นน้ำกก  จะมีสะพานข้ามน้ำ แล้วเส้นทาง ก็จะพาเราเลี้ยวขวา ไปทางตะวันออก เลียบชายแดน ไปจังหวัดเชียงราย   หากไปทางซ้าย ไปทางต้นน้ำ   จะเป็นทางเล็กกว่า  นั่นถ้าอยากจะไปผจญภัยรัฐฉาน  ก็เลี้ยวไปโลด เรื่องนี้ต้องอ่าน บันทึกของ ส.เสนาะ [(จะ) คลิก...(ให้ไปอ่านกันได้เร็วๆนี้ ถ้าหาคนพิมพ์ลงคอมฯให้....ได้)-บก. 2519me] ที่ส่งไปให้ นั่นแหละ จะรู้เรื่องดี  ถ้าคุณ terd  เขียนมาให้อีกคน  [คลิก.....  กลั่นจากความทรงจำ-บก. 2519me] ประกอบกับของหมอต๊ะ [คลิก...รื่องเล่าของ ส.ต๊ะ-บก. 2519me] คงจะสมบูรณ์ในเนื้อหา เพราะ  คนหนึ่งอยู่ในถิ่น ที่พยายามจะ เปิดเส้นทางขึ้นไป  อีกคนเดินอ้อมจากแม่สะเรียง   ทวนน้ำสาละวินฝั่งพม่า ขึ้นไปหแล้วปลอมเป็นพ่อค้าจีน เข้ามาที่เมืองหาง (เมืองหางอีกแล้ว  คุณวิญญูชนน่าจะทำสารคดีเรื่อง "เหตุเกิดที่เมืองหาง" นะ  เอาตั้งแต่ พ.ท.โพยม  คุณ สมบูรณ์ วรพงษ์    หนีไปออกทางนั้น  ลากมาจนถึง ยุคหลัง  หรือ  จะย้อนไปหา พระนเรศวร  หน่อยก็ได้)   ส่วนอีกคนเป็นผลของ ความพยายามที่จะเปิดเส้นทาง เดินมาจากจีน หรือฐานที่มั่น  ของพรรคพม่า โน่น  แล้วก็มาเข้าที่แม่อาย สำเร็จเหมือนกัน แต่พรรคพวกไม่อยู่กันแล้ว!!   ดูเหมือนตอนนั้น เขาจะยกกันไปประชุม ที่น้ำตกวังตะไคร้ นครนายกกันแล้ว  ไม่รู้   ไปประชุมกันได้อย่างไร ที่นั่น สงสัยสมัยนั้น ยังเป็นป่าห่างไกลอยู่

 

วิญญูชน:

"เหตุเกิดที่เมืองหาง" น่าสนใจอยู่ครับ แต่ Trial Version  ของ Comrade in Arms (สหายศึก) คงต้องให้เสร็จก่อน ภูเขาที่ป้าดวง และอ้ายแสนไชยพูดถึง ถ้าขับรถข้ามแม่น้ำกกที่บ้านท่าตอน จะเห็นอยู่ทางซ้ายมือ คนท้องถิ่นเขาเรียก "ดอยสามเส้า"  เป็นเขตติดต่อ ระหว่างอำเภอแม่อาย กับรัฐไทใหญ่   หรือรัฐฉานของพม่า ถ้านั่งเรือขึ้นต้นแม่น้ำกก ไม่กี่อึดใจก็จะเข้าเขต  ของพม่บนดอยสามเส้านี้ ยังคงมีข้อพิพาทเรื่องดินแดน ระหว่างไทยกับพม่าอยู่ครับ คือ ต่างฝ่ายต่างอ้างแผนที่ ข้างละสำนัก เท่าที่ศึกษาอดีต และไปสัมผัสด้วยตนเอง ในปีหลังๆ ไม่ใช่ เมื่อ ๓๐ ปีก่อน เขตติดต่อช่วงนี้ เป็นเขตอิทธิพล ของ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพม่า คือ WNO (Wa National Organisation), LNO (Lahu National Organisation) และแนวร่วม ของ CPB (Communist Party of Burma)  (Mong Tai Army) ที่มีขุนส่าเป็นผู้นำ และขุนศึกกอนเจิง หรือโมเฮ็งเป็นรองแม่ทัพ ได้เข้าโจมตีกลุ่มข้างต้น จนแตกกระเจิงและเข้ายึดฐานที่มั่นแห่งนี้ได้ ดอยสามเส้า จึงเปลี่ยนไปอยู่ ภายใต้อิทธิพล ของกลุ่มไทใหญ่ แต่กระนั้น เหตุการณ์ ทางการเมืองในพม่า ก็ได้พลิกผัน โดยเฉพาะกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า(CPB) ที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่ปางสาง ตรงข้ามกับเมืองอ่า อำเภอลานซาง มณฑลยูนนานของจีน  มีการยึดอำนาจรัฐประหารกันภายใน โดยกองกำลังทหารหลัก คือ ว้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของ ชื่อ "ว้าแดง" เมื่อเดือนเมษายน ๑๙๘๙ ฝ่ายนำที่เป็นพม่าแท้ อย่าง"ทะขิ่นบาเต็งติน" เลขาธิการพรรค และคนอื่นๆ ถูกทหารว้าจับส่งจีน และลี้ภัยอยู่ที่นั่น  ส่วนทหารว้า ก็ได้เจรจาหยุดยิง กับทหารพม่าในปีเดียวกันนั้น  และตั้งชื่อใหม่ว่า "พรรคสหรัฐว้า" และ "กองทัพสหรัฐว้า" (United Wa State Party/United Wa State Army - UWSA) พรรคคอมมิวนิสต์พม่า และแนวร่วมอื่นๆ จึงต้องสลายตัว และเจรจาหยุดยิงกับพม่าไปโดยปริยาย  เท่าที่จำได้จาก เวบ ๒๕๑๙ฉัน มี พลพรรค ของ พคท. บางท่าน เคยเดินทางจากจีน กลับประเทศไทยเส้นทางนี้ ซึ่ง น่าตื่นเต้นมาก ....ที่นี้กลับมาที่ดอยสามเส้า เมื่อว้าเจรจาหยุดยิงกับทหารพม่าแล้ว ก็มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เรื่องการค้าชายแดน เป็นการแลกเปลี่ยนกับการหยุดยิง ชาวว้าทำอย่างอื่นไม่เป็น นอกจากรบแล้ว ก็คือ ปลูกฝิ่นทำไร่บนภูเขา เฉกเช่นคนภูเขาทั่วไแต่พม่าก็ฉลาดพอ โดยเฉพาะการใช้ นโยบาย "แบ่งแยกแล้วปกครอง" เหมือนอย่างที่อังกฤษเคยทำ จึงมีการแลกเปลี่ยน ว่า ถ้าอยากทำการค้า ชายแดนไทย -พม่า ก็ต้องไปยึดเอาเอง โดยทหารพม่าจะให้การสนับสนุน ด้านกำลังอาวุธ และเสบียว้าจึงเปิดแนวรบ กับกองกำลังไทใหญ่ ในยุคขุนส่ายังมีอำนาจ ครั้งใหญ่ในปี ๑๙๙๓ - ๑๙๙๔ ดอยสามเส้า จึงเป็นสมรภูมิรบ ที่ดุเดือดสมรภูมิหนึ่ง พวกเรากระจอกข่าวในปีนั้น นั่งจิบเบียร์ไม่ห่างสะพานท่าตอน ดูเขาแลกกระสุนปืนใหญ่กัน เป็นที่น่าตื่นเต้น ......แต่ก็เป็นที่น่าเศร้าใจ กลุ่มไทใหญ่แตกแยกกัน ภายใน เพียงหนึ่งปีให้หลัง ขุนส่า เจรจาวางอาวุธกับรัฐบาลทหารพม่า ดอยสามเส้า จึงอยู่ภายใต้การยึดครอง ของ กองกำลัง UWSA ผสมทหารพม่า มาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงวันนี้  ปัญหายาบ้า ยาเสพติด จึงทะลักเข้าไทยไม่หยุด ไม่หย่อน เมื่อมีการเปิดด่านการค้า ชั่วคราวที่ "ด่านสันต้นดู่" เหนือท่าตอนขึ้นไปเล็กน้อย จนกระทั่ง ทางการไทยสั่ง ปิดด่าน เป็นการถาวร ส่วนกองบัญชาการใหญ่ของ UWSA ภาคใต้ ยังคงอยู่ที่ เมืองยอน ตรงข้าม อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี ผบ. ที่ชื่อ พันเอก เว่ย แซ๊ยะ กัง ที่ปปส. และ DEA ของ สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวไว้หลายล้าน  ส่วนกลุ่มไทใหญ่ ก็มีการรวมกลุ่มกันใหม่ ภายใต้การนำของลูกน้องเก่าขุนส่า ที่ไม่เห็นด้วยกับการวางอาวุธ คือ พันเอก "ยอดศึก" ที่กลับไปใช้ชื่อเก่า เมื่อแรกเริ่มขบวนการกู้ชาติ ไทใหญ่ ภายหลัง "หนุ่มศึกหาญ" (หนุ่มศึกหาญ คือ ขบวนกู้ชาติไทใหญ่กลุ่มแรก) ชื่อ "กองทัพแห่งรัฐฉาน -ใต้ (Shan State Army-South) 

แสนไชย:

เห็นไหมล่ะ ว่า ทำหนังที่ ณ ดินแดนที่ว่านี่ ข้อมูลเพียบ  จะเพิ่มตัวเอกอีกคน เป็นกระจิบข่าว ที่ไปนั่งจิบเบียร์อยู่ที่ ท่าตอน ดูเขาดวลปืนใหญ่กันก็ได้นะ เอาเป็นว่า ฉากหนังตอนนี้ เริ่มขึ้น โดย แอ่น แอ๊น  ณ กระท่อมขายอาหาร และเบียร์แห่งหนึ่ง   บริเวณริมน้ำกก   หนุ่มนักข่าวสงครามยุคใหม กำลังใช้กล้อง ติดตามเหตุการณ์ ที่อยู่บนสันดอย  ที่อยู่ เหนือขึ้นไป  ด้วยใจระทึก     เสียงปืนใหญ่ ดังสลับกันไปมา    พร้อมกับเปลวไฟและควัน ที่แลบขึ้นยังสันดอยลูกนั้นลูกนี้ไปมา   เหมือนจะยังไม่มีใครแพ้นะ ด้วยแสงแดดที่แผดกล้า และการเฝ้าติดตามมาตลอดทั้งวัน   นักข่าวหนุ่มก็ผล็อยหลับลง ในห้วงภวังค์ของเขาก็มองเห็น คนกลุ่มหนึ่งกำลังนำเรือมาเทียบที่ฝั่งท่าตอน   คนเหล่านี้ มีสามสี่คน  นำโดยหัวหน้าคณะ ที่มีหนวดเรียวงาม ที่ริมฝีปาก   พูดจาเสียงเนิบนาบ  ให้ความรู้สึกทุ้มเย็น  ดูเป็นคนสุขุมใจดี   เขาแนะนำตัวว่า ชื่อ "สุดใจ" "น้อง  หารถให้พวกพี่กลับเช้าเชียงใหม่หน่อยสิ   พวกพี่เพิ่งไปเที่ยวน้ำกกมา   แต่โดนว้าปล้นเอาเงินข้าวของไปหมด  นี่ยังดีนะ ว่า เรือเงินให้กลับมาขึ้นรถได้หน่อย" ความจริง คณะนี้ คือ คณะของผู้กองสุดใจ   ที่ไปสำรวจทางไปติดต่อกับ พคพ.  แต่โชคไม่ดี  ถูกกองกำลังมูเซอร์ผสมว้า ที่ชายแดนปล้นเสียก่อน และแล้วชายที่พูดจาช้าๆ สุขุมก็พาคณะของเขาหายลับไป พออากาศเย็นลง   ก็มีเงาตะคุ่มๆ ของ คนอีกกลุ่มหนึ่ง พร้อมม้าต่าง มาตามซอกเขาริมน้ำ    คนในกลุ่มทักทายเขาเป็นคำเมืองว่า "น้องมาทำอะไรที่นี่   ไปเชียงดาวอีกไกลไหม" แต่...เสียงทักทายของคนๆ นี้ ทำให้ เขาต้องเงยหน้ามอง อีกครั้ง    เพราะสำเนียงพูดแบบคำเมือง ก็ดูไม่ชัด  จะว่าปนไทยใหญ่ก็ไม่ใช่  จีนก็ไม่เชิง คนคนนั้น  หันมากระซิบกับเขา  เมื่อดูท่าทางนักข่าวหนุ่ม จะสัมผัสได้ถึง ความผิดปกติ "อย่าเอ็ดไป  ผมไม่ใช่พ่อค้าไทยใหญ่   ผมเป็นคนไทยนี่แหละ  เป็นม้ง มาจากภูลังกา ไปสำรวจเส้นทางมา..." และแล้วขบวนม้าต่าง ก็เคลื่อนเข้าสู่  เขตอำเภอฝางอีกขบวน เช้าวันรุ่งขึ้น   พระอาทิตย์ไม่ทันขึ้น       ก็ได้ยินเสียงสวบสาบ ของ คนจำนวนไม่น้อย   เดินมาอย่างรีบร้อน ชายหนุ่มวัยฉกรรจ  ล้วนแต่รูปร่างสูงใหญ่  เหมือนทหาร  แต่สวมชุดชาวบ้านปรากฏตัวขึ้น     และส่งเสียงถามอย่างร้อนรนมายังหนุ่มนักข่าว  "นี่ชายแดนไทยหรือยัง"     หนุ่มนักข่าว  พยักหน้าอย่างงงๆ    "คุณอยู่ที่นี่  เห็นคนที่ไว้หนวด  พูดเสียงเนิบๆ ไหมเขาอยู่ไหนแล้ว" "แล้วพ่อค้าเมืองหางล่ะ   คุณเห็นเขาบ้างหรือเปล่า" แววตาส่องประกายผิดหวัง   ก็ออกมากันแล้นักศึกษาก็กลับไปเรียนกันหมดแล้วครับ" สายตาของ นศ. แพทย์ ส่อแววผิดหวัง   "อะไรกันวะ   อุตส่าห์เดินมาตั้งปีครึ่ง  เพื่อมาได้รับคำตอบ  ว่า  'เลิกกลับบ้านแล้ว'

ชายหนุ่ม นศ.แพทย์  ยืนนิ่ง ทอดสายตา ไปยังลำน้ำกก   มองขึ้นไปยังเทือกเขา ที่พวกเขาเพิ่งจากมา   คิดถึงเพื่อน  คิดถึงมิตรร่วมรบ ต่างชนชาติต่างภาษา ที่ใช้ชีวิตรอนแรมด้วยกันกว่าหนึ่งปีครึ่ง    พวกเขาเสี่ยงเป็น เสี่ยงตายมา เพราะ คิดว่าแนวหน้ากำลังรอพวกเขาอยู่   แต่เวลานี้ แนวทั้งหมดได้สูญสลายไปสิ้นแล้ว  ไม่มีทั้งแนวหน้าและแนวหลัง....."

หนุ่มนักข่าวตื่นขึ้นจากภวังค์  เมื่อเสียงปืนใหญ่ข้างบนรัวถี่ขึ้น....  แลกเปลี่ยนกันไปมา [บก.2519me-คลิก] "แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เคยเปลี่ยน"......เอ ชักเข้าเค้าแล้ว  เอาชื่อเรื่อง ว่า อะไรดีนะ  หากเอาแบบหนังไทยก็ต้อง "แม่ตอนสะอื้น" หรือหากเอาแบบนักคิดเขียนชื่อดัง  ก็คงประเภท "หยาดน้ำค้างที่แม่ตอน"  อะไรทำนองนี้ [บก.2519me-555""""อย่าทำเป็นเล่นไปนา""""...ฮอลลี่วู๊ดจะต้องสนใจเพราะมันกำลังหมดมุขจะสร้างหนังแล้ว"""""""""เดี๋ยวนี้ดูหนังฮอลลี่วู้ดเกือบจะไม่ต่างกะดูหนังจีนฮ่องกง  ....มาร่วมสร้างหนังแนวย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ระยะใกล้ในภูมิภาคนี้ ในแนวนี้ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน...น่าจะทำเงิน???!!!/6 ตุลาคม 2550]

 

ส.เทอด:

ถ้าตามข้อมูลที่คุณแสนไชย ว่ามา  เรื่อง การติดต่อ พคพ. ของสหายเขตงานใหม่ 7/3 แสดงว่า การติดต่อ พคพ. ของเขตนี้มีไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง เรากับ ส.พัชรินทร์ ครั้งที่สาม ผู้กองณรงค์ กับ ส.อาวุโสจาก เขต8 และสี่ ทีมของ ส.เพลิน หรือ ส.สุดใจ

 

แสนไชย:

คงมีหลายครั้ง  จากคำบอกเล่า ของ ผู้กองสุดใจ ที่ไปโดนปล้นก็มีครั้งหนึ่ง   ของ ส.เสนาะ ที่อ้อมจากแม่สะเรียงไปเมืองหาง (แต่ดูเหมือนจะไม่พบ พคพ. แต่พบชนกลุ่มน้อยแนวร่วมกลุ่มอื่น)  เป็น บันทึกในหนังสือ ที่เขียนเรียบร้อย เมื่อ 10 ปีมาแล้ว  แต่ยังหาคนช่วยพิมพ์ไม่ได้ สมัยผมตกค้างอยู่จีน  ดูเหมือน เล่าล่ง เคยทำเส้นทางเส้นนี้ ด้วย ไม่รู้ว่าชุดเดียวกับ ผู้กองณรงค์ หรือเปล่า   แต่ที่รู้ ก็ว่า มีคนเดินจากไทย ไปได้ถึงจีน  แล้วจากนั้น คณะของหมอต๊ะ ก็เคลื่อนลงมา   รู้สึกว่า คณะที่เคลื่อนลงมา มีคณะใหญ่    ของหมอต๊ะ นี่ยังว่า มาได้เร็วกว่า   แต่อีกคณะติดอยู่หลายปี  ส่วน องคุณวิญญูชน นั่นก็มาอีกทาง ดูเหมือนจะเคย เจาะเข้าไปทำข่าวกับไทยใหญ่ ถึงกลางรัฐฉานเลย  ภาพข่าวสงครามหลายๆ เรื่องเป็นเครื่องประกันในฝีมือ นี่ ถ้าเอาข้อมูลแต่ละยุคมาปะติดปะต่อกัน   คงน่าดูชมเหมือนกัน   เอาว่าทุกท่านที่พูดถึง   และ  มีบทบาทในเหตุการณ์ดังกล่าว (ยกเว้นเล่าล่ง)  จะมีโอกาสได้พบปะกัน พร้อมแน่นอนวันที่ 9 ธันวานี้  ที่ผาจิ

 

แสนไชย :

มีโพยอันหนึ่ง อยู่ในมือ แจ้งว่า   ใครรู้จักบุคคลใน กองร้อย ๕๔  [ที่เป็น หน่วยงานวิชาการของศูนย์กลาง ที่ย้ายมาจาก น่าน   หลังจากสหายนักศึกษา ของ เขตงานเดิม ที่ส่วนใหญ่ เป็นนักศึกษาภาคเหนือ ได้ขยับขยายไปเคลื่อนไหว ที่เขตใหม่ แถบๆ รอบๆ เชียงใหม่  ลำปาง ลำพูน  แม่ฮ่องสอนกันแล้ว]ช่วยแจ้งกันต่อๆ ไปด้วยเน้อ ว่า ผาจิ จะจัดงานวันเสาร์ ที่ ๙ ธันวาคม 

๑.  ผู้กอง  ส.แพ้ว  (จรัล ดิษฐาภิชัย)
๒.  ส. ดวง (เสถียร  จันทิมาธร)
๓. ส.ใบตอง (มีลูกชื่อ..ขนุน)   ภรรยา ส.ดวง [งั้น""ก็ต้องนับเจ้าขนุนด้วยสิ-บก.2519me]
๔.  ส.ประยูร   (ดร. เอนก  เหล่าธรรมทัศน์)
๕.  ส.อัด    (พิทยา ว่องกุล)
๖.   ส.คม  (จตุรงค์ บุญรัตนสุนทร)
๗.  ส.สุภาพ  (จาตุรนต์  ฉายแสง)
๘. พี่ ประเสริฐ จันดำ และ ส.เดือน หรือเตือน (ภรรยา)    (เอ อันนี้ใครจะไปแจ้งนะ)
๙.  ส.สะท้าน  นศ. ศิลปากร  กระทำอัตวินิบาตกรรมที่นั่น
๑๐.-   ฯลฯ

นึกไม่ออกแล้ว  ช่วยนึกเพิ่มเติม ด้วยว่ามีใครอีกบ้าง
   
ท่านอื่นๆ ก็น่าจะมี กุลชีพ วรพงษ์ (ส.บุญ) เพราะ ตอนนั่งรถ มาด้วยกันที่น่าน พี่กุลชีพเล่าว่าได้เดินทางไกล มาจาก ๖๖ ที่น่านเหนือ มา ผาจิด้วย  คณะที่มายังมี กวี บุญโฮม  บ้านประโดน (อาจจำผิด) ด้วย

แล้วก็ยังมี ส.ไท  และ ส.ใบไม้  ไม่รู้อยู่กองนี้ด้วยหรือเปล่า  หรืออยู่กองไหน   ยังไงใครรู้จัก ก็ช่วยแจ้งด้วยก็แล้วกัน [รู้สึกจะมาถึงและจากไปกันคนละเที่ยว-บก.2519me]

เห็นรายชื่อ แต่ละท่านแล้ว เอาเป็นว่า ชวนไปทำบุญ ให้ ส.สะท้าน สมาชิกของกองร้อย ๔๕ และพักผ่อน เยี่ยม มิตรสหายบนภูสูง และพี่น้องชาวนา (งานนี้กลุ่มพี่น้องชาวนาจาก สหพันธ์ชาวนาชาวไร่ เดิม ก็เตรียมตัวขึ้นไปกันเพียบ)  ก็แล้วกันนะครับ ไปสัมผัสสายน้ำสาว และสายหมอกบนภูสูง กันหน่อย  (ทุกคน ต้องได้สัมผัสกับน้ำสาวทุกคน  เพราะทางขึ้นไปอนุสรณ์สถานต้องลุยผ่านน้ำสาวครับ)

สำหรับของ ส.สะท้าน ที่เป็น นศ.ศิลปากร และมีเรื่องราว อยู่ในหนังสือ จากดอยยาวสู่ผาจิ ของ จันทนา ฟองทะเล  หากท่านผู้ใดรู้จักเพื่อนสนิท หรือญาติ  กรุณามีจดหมายน้อยมา เพื่อจะได้ติดต่อ แจ้งข่าวคราว ให้ เพื่อน หรือญาติ ของ ส.สท้าน ด้วแล้ว ก็ขอฝากแจ้งข่าวไปยังเพื่อนสนิท ของ ส.วัฒน์ นศ. มศว. บางแสน กอง ๔๒  หัวหน้างานมวลชน ที่เสียสละไปที่ชายฐานที่มั่น ด้วยครับ

๑/ข่าวแจ้งจาก......ส. เอียบ

"ประชุมของคณะผู้จัดทำตกลงว่า

1. รูปแบบของอนุสรณ์จากเดิม ที่ทำด้วยหินแกรนิตเปลี่ยนเป็นทรายล้าง เพราะติดขัดปัญหาทางเทคนิค บริเวณที่จัดทำอนุสรณ์ไม่มีไฟฟ้า

2. การรวบรวมรายชื่อผู้เสียสละ และสมาชิกหมู่ต่างๆ เกือบเรียบร้อยแล้ว เดือนกรกฏาจะออกแผ่นพับที่เป็นทางการ เกี่ยวกับการจัดสร้างอนุสรณ์และรายนามคณะกรรมการจัดงานอีกครั้ง

3. กำหนดจัดงานยืนยัน วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2549 ขอช่วยทำตัวให้ว่างและลางานกันแต่เนิ่นๆ ด้วย !


กำหนดการ

เช้าวันเสาร์เวลา 9.00 น.-12.00 น. บริการตรวจสุขภาพและฝังเข็ม
11.00 น. ทำพิธีเคารพผู้เสียสละที่บริเวณฝังศพที่นา
12.00 น. เดินทางไปบริเวณอนุสรณ์ผาจิ และร่วมกันรับประทานอาหารที่นั่น
13.30 น. พิธีเปิดอนุสรณ์ และทำพิธีรำลึกและสดุดีผู้เสียสละ ประชาชนเขตงานร่วมกันร้องเพลง ทหารประชาชน ทหารกับประชาชนเหมือนปลากับน้ำ (3 ภาษา เพื่อรำลึกให้ทหารอาสาสากลนิรนามทั้งหลายด้วย) และสดุดีวีรชน
14.30 น. ล้อมวงพูดคุยแนะนำตัวระหว่างมิตรสหาย โดยจัดสลับพี่น้องชนชาติ นักศึกษาปัญญาชนคนพื้นราบ และมิตรสหายจากเขตอื่นที่มาเยือน คนละ 5 นาที พูดคุยทักทายกันไปเรื่อยๆ
17.00 น. รับประทานอาหารเย็น
17.30 น. นักเรียนโรงเรียนบ้านสันติสุข 200 คนจัดการแสดงและร่วมร้องเพลงเพื่อความใฝ่ฝันอันดีงาม [อาจเป็นเพลงเราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ หรือพลังใจ เพราะมีภาษาม้ง]


หลังจากนั้น  เหล่าแม่บ้าน จัดการแสดงของเหล่าอนุชนแดงในอดีต ปิดท้ายด้วย การนั่งล้อมวงร่วมกันร้องเพลงปฏิวัติที่ฉันประทับใจ จะร้องเองหรือจะให้คนอื่นร้องก็ได้ และหากเตรียมการได้สำเร็จ ก็อาจมีคาราโอเกะเพลงปฏิวัติเปิดให้ฟังให้ชมกันด้วย  รวมทั้งฉายวิดีทัศน์งานอนุสรณ์สถานของเขตงานอื่นๆ  สำหรับวงดนตรี ได้รับความสนับสนุนจากวงสุดสะแนนและวงคีตาวัน ที่น้องๆ บอกว่าอยากไปร้องบนผาจิมาก ขอให้บอกมาเลยว่าอยากให้เล่นเพลงอะไร  จะได้หาเนื้อหาทำนองมาซ้อมก่อน งานก็คงดำเนินไปเรื่อยๆ  จนดึกดื่น ล้วพักผ่อนกันใต้ ร่มดงไม้ข้าวหลาม
 

สำหรับ บริเวณที่มีผู้เสียสละ ที่  บริเวณนา ทาง คุณวิทย์กอง 4 (วรศักดิ์) และ ผองเพื่อนจากเทคโนพายัพได้รับไปปรับปรุงตบแต่งสถานที่ให้เสร็จก่อนวันงาน โดยได้ตั้งงบไว้ 2 หมื่นบาท โดยระดมจากเพื่อนๆ ทางเทคโนพายัพเอง ไม่ได้ใช้งบส่วนกลาง

เนื่องจากมี สหายพื้นราบ 3 ท่านที่เสียสละ และฝังอยู่ ที่นั่น ทางที่ประชุมได้ตกลงว่า ให้ติดต่อกับทางญาติพี่น้อง เพื่อขอความเห็นว่าจะให้ดำเนินการหรือจัดพิธีอย่างไรต่อไปด้วย

1 ในนั้นคือ พี่แต๊ก (ธารา) ซึ่ง ยังไม่เคยติดต่อกับทางญาติพี่น้องที่กรุงเทพเลย จึงขอให้ผู้ที่รู้จักบ้านพี่แต๊ก ช่วยทำการติดต่อด้วย อีก 1 คือ ส.ชาวนาจากลำพูน ทางอ้ายดวง และ นกน. คงจะขึ้นไปทำพิธีในส่วนของชาวนา สำหรับ ส.ชิน ได้ติดต่อกับทางญาติอยู่แล้ว หากมีความประสงค์ ของ ทางญาติเป็นอย่างไร ก็จะได้ดำเนินการต่อไป

สำหรับ
รายชื่อของผู้เสียสละ ใน เขตงานลูก ได้แก่ 7/1 7/2 และ 7/3 ก็จะได้รับการจารึกไว้ที่อนุสรณ์ด้วยเช่นกัน พี่เติบ หมอมุก หมอยืนหยัด ส.รุจ ส.สุธรรม ส.จันติ๊บ และยังขาด ชาวนา ที่ บ้านแม่เลียง อีก 1 ท่าน รวมทั้ง ส.สุพจน์ (เตสอง) ซึ่ง เป็นความประสงค์ของ ส.สุพจน์ ก่อนเสียว่าขอให้นำกระดูกไปไว้ที่ผาจิและ ส.มีชัย ด้วย"

[รู้สึก  ส. เอียบ น่าจะตกไปอีกสองคน....นะ...คือ ส.ธง (กอง 4 บัดดี้ ส.วิทย์-รู้สึกจะมีวีรกรรมเยอะอยู่นะ  ลูกชายของ คุณ สุธี ภูวพันธุ์ ซึ่งได้ข่าวล่าสุด จาก ส.ไหมลี นานมาแล้วว่า เสียชีวิตไปแล้ว??? อีกคน ก็ ส.ศัทธา-ชื่อจริงติดอยู่ริมฝีปากเนี่ยะนึกไม่ออก เคยมีกระทู้กล่าวถึงในเวบบร์อเก่า ของ "บ้านตุลา" ว่าไปอยู่สวีเดน....!?-บก.2519me]

main menu//big page

เพลินไพรชมพู