Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

 

 นักรบแห่งยอดภูลังกา

สุชาติ  ปริยะกุล

 

 

คำนำ

                ก่อนอื่นขอเรียนท่านผุ้อ่านและมิตรสหายที่รักทั้งหลาย  ตลอดจนดวงวิญญาณผู้พลีชีพในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ  ณ โอกาสนี้  ว่า  การเขียนเรื่องยาวขนาด  8  ตอนจบ  นี้เป็นการเขียนจากชีวิตจริงทั้งหมดจึงมิใช่เรื่องแต่ง  หรือนิยามในฝัน  ผู้เขียนเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก  ทั้งเป็นชาวเขาเผ่าม้งที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนในสมัยเป็นเด็กมาก่อน  พื้นฐานทางวัฒนธรรมต่ำ  จึงเป็นอุปสรรคในการใช้ภาษามากทั้งในด้านภาเขียนและภาษาพูด  ดังนั้นหากอ่านยากอ่านไม่เข้าใจประการใดก็ขอกราบอภัยด้วย

                ก่อนที่จะเริ่มเขียนก็ขอแนะนำว่า  ผู้เขียนเป็นคนที่อยู่  อำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย  โดยกำเนิด  เมื่อปี พงศ. 2509  ได้เข้าเป็นทหารปฏิวัติภายใต้การนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  จากจุดนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เขียนจนถึงปัจจุบัน  อีกครั้งที่ขอขอบพระคุณอย่างสูงต่อพรรคต่อผู้ปฏิบัติงาน  ผู้ร่วมงานในหลายสิบปีที่ผ่านมาที่เป็นกำลังใจเสมอมา  ที่ได้มาเขียนเรื่องราวในชีวิตออกสู่สายตาแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้  และต้องขอแสดงความนับถือต่อท่านอาจารย์  ทั้งหลายที่มีส่วนช่วยต่องานเขียนชิ้นนี้เป็นอันมาก

                จึงขอให้ชื่อว่าประสบการณ์จากชีวิตของข้าพเจ้า  หวังว่าคงได้รับคำชี้แนะจากท่านผู้อ่านและผู้รู้ด้วยความจริงใจ  ผู้เขียนยังมีโครงการว่าจะเขียนอีก  3  - 4  ชิ้นในโอกาสต่อไป  หวังว่าคงจะได้พบกันอีก

สุชาติ  ปริยกุล

อดีตนักรบแห่งผาจิก ณ  ม่อนแสงดาว

 

ตอนที่  1

                ข้าพเจ้าจำความได้ก็ราว  ปี พ.ศ. 2504-2505  โดยคุณย่าเป็นผู้เล่าให้ฟัง  แม่ข้าพเจ้าได้ป่วยและล้มตายจากข้าพเจ้าไป  เมื่อข้าพเจ้าอายุได้  8  เดือน  คุณย่าเป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูต่อจากผู้เป็นแม่จนข้าพเจ้าเริ่มจำความได้  ข้าพเจ้ารู้ความก็รู้ว่า  ในครอบครัวทั้งหมดมีคุณพ่อ  พี่สาว  ข้าพเจ้ารวมแล้ว  3 คน  และมีแม่ใหม่อีกคนมาร่วมเราด้วย  ใช้ชีวิตร่วมกัน  4 คน  ในตอนแรกก็ไม่มีปัญหาเพราะยังไม่มีน้อง  ต่อมาแม่ใหม่มีน้องผู้ชายคนแรกให้ข้าพเจ้า  ให้ข้าพเจ้ารู้จักแบ่งปันกับน้อง  ในช่วงนั้นครอบครัวก็ยังรักใคร่กันดี  โดยคุณย่าก็ทำหน้าที่อยู่เช่นเดิม

                ในปี พ.ศ.2506  คุณย่าก็อำลาจากข้าพเจ้าไปอีกคนด้วยโรคชรา  ข้าพเจ้าต้องต่อสู้ชีวิตด้วยตนเองหนักกว่าเดิม  แม่ใหม่มันก็ยังเพิ่มอีกหลายชีวิต  เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในครอบครัวเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ คุณพ่อต้องรับภาระหนักในการหาเลี้ยงดูลูก  ๆ ส่วนข้าพเจ้ากับพี่สาว  เริ่มรู้สึกบางอย่างในครอบครัวได้ขาดหายไปจากที่เคยมี  เคยได้รับมาเป็นถูกทอดทิ้ง  จากจุดนี้เริ่มทำให้ข้าพเจ้ามีความกล้าหาญองอาจมากขึ้น  เพราะต้องช่วยตัวเองในหลายกรณี  ข้าพเจ้ารู้สึกในใจว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม  เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเริ่มใช้ความคิด  ค้นหาเหตุผลของปัญหาที่ดำรงอยู่ในสถาบันครอบครัว  ที่ข้าพเจ้าพบเห็นได้เป็นประจำ

                ในปี พ.ศ.2509  เวลานั้นข้าพเจ้าเริ่มเป็นวัยรุ่นอายุ  16  ปี  ข้าพเจ้าจำได้ว่า  เดือนพฤษภาคม  ในปี  พ.ศ.2509  หลังจากทำการเผาไร่เสร็จแล้วข้าพเจ้ากับคุณพ่อได้ไปปลูกข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารแก่ไก่  หมู่  ในปี พ.ศ.2510  เวลานั้นข้าพเจ้าจำได้ว่า  ตัวข้าพเจ้าไปเตรียมที่ไว้เพื่อทำไร้ฝิ่น  ณ. บ้านผาตั้ง ปัจจุบัน  สมัยนั้นชาวเขาต้องทำไร่ฝิ่นด้วย  เพื่อการดำรงอยู่ของครอบครัวเพราะเป็นการหารายได้มาซึ่งปัจจัยการดำรงชีวิต  เช่นเสื้อผ้าเครื่องในในครัวเรือนเหล่านี้เป็นต้น  ข้าพเจ้าตำข้าวได้ประมาณ  1  ถัง  เพื่อไปทำไร่ฝิ่นที่บ้านผาตั้ง  เวลานั้นผาตั้งเป็นบ้านร้างอยู่มีเย้าอยู่ที่บ้านเลาเป๋อ  ส่วนผาตั้งไม่มีใครอยู่และบ้านป่าหนองยังมีคนอยู่แต่เพียง  5  หลังคาเรือนเท่านั้น  เวลานั้นชาวเขาที่ผาตั้งได้ย้ายมาตั้งบ้านอยู่ที่บ้านดอยยาวเป็นส่วนใหญ่  ข้าพเจ้าและครอบครัวก็รวมอยู่ในจำนวนนั้นด้วย  การไปทำไร่ฝิ่นเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ากับแม่ใหม่ต้องขัดแย้งกัน  และความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับแม่ใหม่นำมาซึ่งความขัดแย้งจนถึงทุกวันนี้เลย

                เพราะกรไปทำไร่ฝิ่นต้องจากบ้านไปเตรียมฟื้นที่การทำไร่ฝิ่น  ต้องค้างคืนเป็นเวลาหลายวันจึงต้องเตรียมเสบียงอาหารจำนวนหนึ่ง  ซึ่งข้าวสารก็ต้องเป็นหลักและข้าวสารนั้นแหละเป็นเหตุให้แม่ใหม่กับข้าพเจ้าต้องขัดแย้งกันอย่างรุนแรง  และความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับแม่ใหม่เป็นเหตุให้คุณพ่อต้องตายจากข้าพเจ้าไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกเลย  คุณพ่อข้าพเจ้าเสียในปลายเดือนพฤษภาคม  ปีพ.ศ.2509  ต้นเดือนมิถุนายน  ในปีเดียวกันข้าพเจ้าก็ได้อำลาบ้านที่ข้าพเจ้าเคยใช้มันเป็นที่ซุกหัวนอนมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก  จนวันที่ข้าพเจ้าได้อำลามันจากไปด้วยความอาลัยและระทดใจยิ่ง  ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่หวนกลับสู่เส้นทางเดิม  และได้ตั้งปณิธานอย่างมั่งคงว่า  จะแสวงหาหนทางใหม่แก่ลูกข้าพเจ้า  และเพื่อมนุษย์ด้วยกัน  จำนวนนับล้าน ๆ คนที่มีชีวิตเช่นข้าพเจ้า  ให้จงพบมิฉะนั้นข้าพเจ้าก็จะไม่หยุดและไม่เลิกเป็นอันขาด  เป็นความปักใจของข้าพเจ้าที่ได้วางรากไว้แล้วในชีวิตนี้

                หลังจากจัดการพิธีศพคุณพ่อเป็นที่เรียบร้อย  ข้าพเจ้าก็เริ่มบนเส้นทางแห่งการแสวงหาของข้าพเจ้าต่อไปอย่างจริงจัง  เมื่อเสร็จงานศพคุณพ่อเราได้แยกกันเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรกมีแม่ใหม่เป็นตัวนำทีม  โดยเป้าหมายที่บ้านห้วยคุกมีน้าผู้ชายซึ่งเป็นน้องของแม่ใหม่เป็นที่พึ่ง  แต่เนื่องจากแม่ประวัติไม่ค่อยดี  น้าผู้ชายไม่ค่อยยินดีรับ  เขาได้ส่งน้ารองมาพบข้าพเจ้า  แล้วพูดถึงความประสงค์ของเขาในการรับหรือไม่รับแม่ใหม่ กับน้อง  แต่ข้าพเจ้าทราบว่า  พวกเขามีความเห็นเช่นไร ซึ่งข้าพเจ้าต้องใช้เวลาและทักษะความคิดในการหนุนน้ำใจแก่น้ารอง  เพื่อน้ารองจะคลายความหนักใจลง  ซึ่งก็ได้ผลตามคาดจริง ๆ ในที่สุดน้ารองก็ยอมรับแม่ใหม่และน้องทั้ง  5  คนกลับไปบ้านห้วยคุกแต่โดยดี

                ส่วนทีมที่  2  หรือส่วนที่  2  นี้มีข้าพเจ้าเพียงคนเดียว  ในที่สุดได้กำหนดจุดหมายปลายทองไว้ที่บ้านห้วยเหี้ย  ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านห้วยหาญปัจจุบัน  ซึ่งมีคุณลุงพี่รองของคุณพ่อของข้าพเจ้าตั้งอยู่  จำได้ว่าวันที่  3  ของเดือน  มิถุนายน  ปี  พ.ศ.2509  ข้าพเจ้ากับพี่ชายซึ่งเป็นลูกของลุงใหญ่ ( พี่ใหญ่ของคุณพ่อ )  เดินทางไปกับข้าพเจ้า  เวลานั้นหมู่บ้าข้าพเจ้าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านห้วยทราบ  อำเภอเวียงแก่นปัจจุบัน  ข้าพเจ้ากับพี่สามใช้เวลาเดินทาง  1  วันจึงถึงบ้านห้วยเหี้ยบนเส้นแห่งการแสวงหานั้นไม่ได้มาด้วยความง่ายดายเลย  กว่าที่จะถึงบนหนทางได้  ต้องพบกับขวากหนามมากมายที่เดียว  ในที่สุดก็เหลือเพียงคนเดียวที่ก้าวต่อไป  เพราะพี่สามเขามีภรรยาและลูก ๆ หนึ่งคนด้วย  ป้าใหญ่  ป้ารอง  คัดค้านไม่เห็นด้วยให้พี่สามเดินทางไปกับข้าพเจ้า  เมื่อข้าพเจ้าพักแรมที่บ้านคุณลุงรองได้  4  วัน  ก็ถึงกำหนดเดินทางของข้าพเจ้า  บนหนทางแห่งการแสวงหาของข้าพเจ้า  ก็เริ่มต้นจากบ้านห้วยเหี้ยนี่เอง

                ในคืนอันมืดมดก็มีคนในหมูบ้านห้วยเหี้ยมาหาข้าพเจ้าและพูดว่า  ความจริงอยากให้ข้าพเจ้าได้ไปเรียนรู้และสัมผัสชีวิตในการแสวงหาสักระยะหนึ่งเสียก่อนค่อยเดินทางไป  แต่เนื่องจากเวลาไม่มีให้เสียแล้ว  เพราะข้าพเจ้ามาพอเหมาะกับกำหนดการเดินทางของรุ่นที่  3  พอดี  ดังนั้นข้าพเจ้าต้องเดินทางในเช้าตรู่ของวันที่  6  มิถุนายน  พ.ศ.2509 เลย ข้าพเจ้านั่งฟังแล้วไม่มีความเห็นแต่ประการใด  พร้อมอยู่แล้วที่จะก้าวหน้าไป ไม่วาบนเส้นทางนั้นจะเป็นอย่างไร  และไม่รู้จุดหมายปลายทางนั้นจะอยู่ที่ไหน

 

ตอนที่  2

 

                การเริ่มต้นที่หมู่บ้านห้วยเหี้ยนี่เองเป็นจุดเริ่มเปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้า  ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2509  ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า  ปีนั้นเป็นปีค่อยข้างฝนตกซุก  ข้าพเจ้าจำได้ว่าคนที่มาพบข้าพเจ้าคนนั้นเป็นแกนนำในหมู่บ้าน  ซึ่งผู้ปฏิบัติงานของพรรคได้บ่อมเพาะไว้นั้นเอง  ในวันนั้นเขาได้นำข้าพเจ้าและเพื่อนอีก  2  คน  ออกจากบ้านตอนตี 4  ที่แรกข้าพเจ้านึกในใจว่าเขา  2  คนนั้นคงเป็นคนที่อื่นไกล  พอฟ้าสางเท่านั้นก็รู้ว่าไม่ใช่คนอื่นไกล  ก็เป็นญาติกันและเมื่อไปถึงจุดหมายก็เห็นชายฉกรรณอยู่ 4  คนอยู่ที่นั้น  ทราบชื่อว่า  เลาเตง  เลาหลู  สหายกบ  และสหายเยีย ซึ่งสหายเลาเยียเป็นผู้ปฏิบัติงานม้งรุ่นแรกของพรรค  ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในเวลานั้น  ผู้ปฏิบัติงานของพรรคเหล่านี้  ส่วนมากก็ยังมีชีวิตอยู่  ยกเว้นสหายกบซึ่งเสียไปแล้ว  ส่วนสหายเลาเยียปัจจุบันอยู่ที่บ้านอ๋าเรี้ย  ส่วนเลาเต๋งอยู่กรุงเทพฯ  และเลาหลูอยู่จังหวัดลำปาง  สหายเหล่านี้ข้าพเจ้าล้วนเคารพและนับถือสหายเช่นเดิม  เพราะในยามนั้นเขาเป็นผู้นำทางและผู้พิทักษ์ปกป้องข้าพเจ้าที่พรรคส่งมา  ข้าพเจ้าสำนึกอยู่เสมอว่า  มีความรักที่พรรคได้อบรมบ่มเพาะเขาไว้  เขาถึงมีจิตใจที่ประเสริฐล้ำเลิศเช่นนี้ได้

                ข้าพเจ้ากับผู้ผู้ร่วมเดินทางอีกท่านั้นได้พักอยู่ที่ที่พักชั่วคราวครึ่งวัน  ซึ่งไม่ไกลจากดอยภูชี้ฟ้าที่เราอยู่ไปทางเหนือ  ประมาณ  600 เมตร เท่านั้น  หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้วเราก็ออกเดินทางต่อทันที  อาหารมื้อนี้สหายเลาเต๋งเป็นพ่อครัวเอง  ส่วนเพื่อนร่วมเดินทางของข้าพเจ้าก็เสียชีวิตไปแล้วในเวลาต่อมาอีกหนึ่งปีภายหลัง  เมื่อเกิดการสู้รบกันที่บ้านชมพู  บริเวณดอยยาวเมื่อปี  พ.ศ.2510  หลังจากทานอาหารแล้วข้าพเจ้ากับเพื่อน 2 คน  ก็ออกเดินทางโดยทันที  ให้สหายเลาหลูเป็นผู้นำทางและสหายเลาเยียไปถึงไร่ฝิ่นของชาวม้งเท่านั้น  ถึงไร่ฝิ่นชาวมิ้งก็มีมาสมทบอีก 5 คน  เป็นชาย 2  คน หญิง  3  คน  ต่อมาเมื่อเดินทางไปถึงปลายทางข้าพเจ้ากับเขาเหล่านั้นก็ใช้ชีวิตร่วมกันจนจบโรงเรียนการเมือง  การทหาร  และบางคนอยู่ในหน่วยนักทัศนะศึกษาด้วยกัน  ข้าพเจ้ารู้สึกคิดถึงและระลึกถึงพวกเขาเสมอ

                เมื่อพวกข้าพเจ้าและเพื่อของข้าพเจ้าอีก 3 คน ที่เข้ามากับสนามอีก 5 คนรวมเป็น 8 คน สหายเลาหลูทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมและคนนำทางไปพร้อม ๆ กัน  ข้าพเจ้ากับเพื่อนเดินทางไปตามทางรถเก่า ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้หลายปีพวกอเมริกันชน  มันมาเปิดไว้แล้วก็เงียบหายไป  ข้าพเจ้าและเพื่อนเดินทางผ่านภูชี้ฟ้าลงสู่ใต้ตามเส้นทางแบ่งเขตแดนระหว่างไทย-ลาว  มุ้งสู้บ้านห้วยป่าช้างในลาวต่อไปในระหว่างทางจะถึงห้วยป่าช้าง  เวลา  21.00  นาฬิกา  ถึงไร่ข้าวโพดแห่งหนึ่ง เห็นสหายเลาหลู  ยิบมีดพกขึ้นมาแล้วเคาะลงบนท่อนไม้ไผ่ 3 ชุด  พอสิ้นเสียงสักครู่ก็เห็นคนจำนวนมากเดินออกจากป่ากล้วยข้างไร่ข้าวโพดนั้น  และในจำนวนนั้นก็มีสตรี  และหนึ่งในนั้นที่เป็นภรรยาสุดที่รักของสหายเลาหลูในเวลาต่อมา  ในเวลานั้นข้าพเจ้าได้แต่แปลกใจอย่างมากว่า  เขาทำไมถึงเก่งจริง ๆ ทำไมแค่เคาะเสียงสัญญาณเท่านั้น  ก็เรียกคนออกมาได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้  และก็ประทับใจอย่างยิ่งนะ  สหายเหล่านั้นหลายคนข้าพเจ้าเคยรู้จักเขา  ในระหว่างที่เป็นนักเรียนการเมือง – การทหารบางคนก็เป็นหัวหน้าหมู่ด้วยกัน  บางคนก็เป็นหัวหน้าหมู่ – รองหัวหน้าหมู่  บางคนเป็นลูกหมู่ด้วยกัน  บางคนก็เป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรค  และก็กลายมาเป็นสมาชิกพรรคที่ดีเด่นในเวลาต่อมาภายหลัง  และบางคนก็ยินดีพลีชีพ  ในวัยเยาว์เพื่ออุดมการณ์อันสูงส่งของผู้ทุกข์ทนในที่สุด  ก็แน่ละที่มีบางคนก็เปลี่ยนสีแปลกธาตุเป็นผู้ขายตัว  เพื่อการยังชีพไปก็เยอะเหมือนกัน

                ที่บ้านป่าช้างในลาว  ข้าพเจ้าได้รู้จักสหายเจริญ  ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคอีกคนที่เป็นชาวม้ง  จาก  3 จังหวัด  รุ่นแรกของพรรคอีกคนพร้อมกับสหายเลาเยีย  ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจท่วงทำนองการใช้ชีวิตของสหายเจริญยิ่ง  จากป่าช้างก็มีทหารลาวมารับหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยไปเป็นช่วง ๆ จากป่าช้างขบวนข้าพเจ้าก็มีคนประมาณ  30  กว่าคน  ขบวนต้องใช้เวลา  1 คืนเต็ม ๆ จึงจะถึงบ้านห้วยพระ  ณ.  บ้านห้วยพระนี้เองที่ข้าพเจ้าเห็นสหายเลาหลูต้องทำงานอย่างหนัก  โดยเขียนบันทึกประวัติของจำนวนนักเรียนการเมือง  การทหาร  ส่งไปให้ทางโรงเรียนทราบ  เช่นชื่ออะไร  แซ่อะไร  บ้านอยู่ที่ไหน  มีพี่น้องกี่คนเป็นต้น และ ณ. ที่บ้านห้วยพระนี่แหละที่ข้าพเจ้าเริ่มต้นการเรียนตัวหนังสือไทยเป็นครั้งแรกในชีวิต  ขบวนเราพักอยู่ในลำห้วยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  โดยใช้ผ้ายางมุงกันฝน  ที่นี่ข้าพเจ้าเห็นผู้คนใช้ต้นไผ่แห้งมาก่อไปหุงข้าวกินครั้งแรกในชีวิต  และก็เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นผุ้คนเกินตัวหนองจากปลาทูเค็มใส่ผักกาด ข้าพเจ้าก็กล้ากินมันลงไปในกระเพาะอย่างไม่ใยดีมันเลยแม้แต่น้อย  เป็นการรบชนะทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  เพื่อเผี้ยวถางทางไปสู้เส้นแห่งการแสวงหาเลยทีเดียว

                วันที่  3  ที่บ้านห้วยพระพอเวลา  5  โมงเย็นหรือ เวลา 17.00 นาฬิกา  ของวันที่  9  มิถุนายน  2509 ขบวนก็เริ่มเดินทางต่อทันที  ครั้งนี้สหายเลาหลูไม่ได้เดินทางไปด้วย  เพราะต้องกลับไทยเพื่อตระเตรียมต่อสู้อาวุธของมวลชนในเขตดอยยาวต่อไป  แต่มีสหายเจริญนำขบวนเดินทางไปกับขบวนของเราใช้เวลาเดิน 1 คืนเต็ม ๆ เดินผ่านแค่ 2 หมู่บ้าน  โดยมีผู้กองจากกองทหารฝ่ายรักชาติทำหน้าที่นำทาง เป็นชาวม้งมาทราบที่หลังที่บ้านถ้ำ – บ้านสบตุม  ในบริเวณดังกล่าวมีบ้านม้งห้วยเงินอยู่ใกล้กัน ในสมัยนั้นฝ่ายลาวรบกับหวังเปาะ  โดยมีอเมริกาหนุนหลังอยู่ในฝ่ายลาวรักชาติ เวียดนามช่วย ( จีนเป็นกองพลิการ ) บ้านหลักที่สำคัญคือบ้านกล้วย  ข้าพเจ้ากับขบวนใช้เวลาเดินทาง  1 คืนเต็ม  เริ่มแรกเดินจากลำห้วยมีน้ำท่วมถึงเอว  เดินจนห้วยแห้งหาน้ำดื่มไม่ได้  และจากลำห้วยปราศจากน้ำเดินไปจนน้ำท่วมเอวอีก  ถึงละน้ำไว้เบื้องหลัง  เนื่องจากต้องเดินทางท่ามกลางห่าฝนติดต่อกันหลายวัน  ผู้คนเริ่มเจ็บป่วยคือมีคนเป็นไข้จับสัน  เริ่มจากหัวหน้าหมู่ของข้าพเจ้าสหายสมบูรณ์และสหายลีจากดอยยาว  ซึ่งปัจจุบันแต่งงานกับสหายไพจิตหรือสหายสมชายอยู่เมืองเพชรบุรี  ขบวนข้าพเจ้าทั้งหมด  21 คน  เดินออกจากบ้านห้วยพระถึงภูลัง-ภูช้าง  ปล่อยไป 4 คนไว้เบื้องหลัง  ข้ามภูลัง-ภูช้าง ไปฝั่งโขงไว้อีกหลายคน

                พอถึงฟากนี้ของแม่น้ำโขง  ข้าพเจ้ากับขบวนนักเรียนการเมือง – การทหาร มีเวลาพักเอาแรง 2 วัน ตอนนั้นเป็นกลางเดือนมิถุนายน  น้ำในแม่น้ำโขงกำลังล้นเต็มฝั่ง  เวลาบ่าย  3 โมงของวันที่  3  ที่เราพักอยู่ ก้เริ่มออกเดินทางลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป  และขบวนก็ได้ฝากเพื่อนอีก 3 คน ไว้ที่ฝั่งนี้เพราะเป็นไข้จับสั่น  ซึ่งมีทั้งภรรยาของสหายเลาหลู  ตอนนี้มีสหายจากอีสานมาร่วมขบวนด้วยอีกคนหนึ่ง  เท่าที่สังเกตดูท่าทาง เขาเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรค  เพราะเขากับสหายเจริญสนิทกันดี  แต่ข้าพเจ้าจำชื่อเขาไม่ได้  และก็ไม่รู้ว่าเขาทันจากข้าพเจ้าไปตั้งแต่เมื่อไร  คงเหลือแต่สหายเจริญเท่านั้นที่ยังเดินทางไปกับข้าพเจ้าต่อไป

                ขบวนนักเรียนการเมือง การทหารกับข้าพเจ้า ค่อยเดินค่อยไปอย่างช้า ๆ เมื่อถึงริมแม่น้ำโขงก็เป็นเวลา 6 โมงเย็นพอดี  ได้เวลาข้ามน้ำแม่โขงแล้ว  มีคนข้ามน้ำประมาณ 20 คน รวมสหายเจริญกับสหายอีสานคนนั้นด้วย ช่วงเวลานั้นพาหนะที่ใช้ข้าม มีเรือเล็ก ๆ 2 ลำ เนื่องจากเรือลำเล็กข้ามได้เที่ยวละ 2 คนเท่านั้น  จึงใช้เวลามากในการข้ามแม่น้ำโขง  การข้ามฝั่งใช้เวลาดำเนินไปถึงเที่ยงคืน  ข้าพเจ้าเป็นเที่ยวสุดท้ายของขบวน  โดยมีสหายเจริญอยู่ในเที่ยวนี้ด้วย ในตลอดชีวิตข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาจนโตไม่เคยเห็นแม่น้ำใหญ่อย่างนี้  อย่าแต่จะข้ามเลยในส่วนลึกของจิตใจแล้วรู้สึกว่าดีใจเพราะเป็นการผจญภัยอย่างใหญ่หลวง  แต่ก็แฝงด้วยความกลัวอยู่ในใจส่วนลึกด้วย  ก่อนจะข้าพเจ้าคอยเฝ้าภาวนาในใจเงียบ ๆ ว่าขอองค์พระผู้เป็นเจ้าจงป้องกันและอวยพรแก่ตัวข้าพเจ้า  และขบวนให้รอดปลอดภัยด้วยเถิด  และในที่สุดเวลาระทึกใจก็มาถึง  เพราะถึงแถวข้าพเจ้าแล้ว  แต่ก่อนจะถึงแถวข้าพเจ้าได้รับคำแนะนำจากสหายเจริญว่าพอขึ้นนั่งในเรือแล้ว  อย่ากลัวให้นั่งนิ่ง ๆ แล้วนายท้ายเรือจะพาเราไปเอง แต่ข้าพเจ้าก็กระวนกระวายใจอยู่เพราะน้ำเชี่ยวมาก ข้าพเจ้าเดินลงมารอที่ลำห้วยเล็กสายหนึ่งที่มาบรรจบแม่น้ำโขง  แล้วรออยู่พักหนี่งสหายเจริญก็พูดว่า “ลงเรือได้แล้วเรือมารับเราแล้วละ” ข้าพเจ้าได้ยินเสียงไม้พายเรือกระทบเรือดัง  กรกกะ  กรกกะ  อยู่ข้างล่าง  ข้าพเจ้าตัดสินใจยกเท้าขึ้นบนเรือลำเล็กด้วยความรวดเร็ว  สวมยางชูชีพมาใส่ไว้เพื่อป้องกันตกน้ำ ข้าพเจ้ารับทราบมาที่หลังว่า ก่อนหน้านี้มีคนตกน้ำเสียชีวิตในครั้งนั้นไปตั้ง 7 ศพ  เหลือเพียงคนรอดมาคนเดียว  เพราะเขาว่ายน้ำเป็น เขาเป็นสหายม้งและก็เป็นผู้หญิงชาวม้งจังหวัดตาก  มีชื่อว่าสุทินไปเรียนโรงเรียนการเมือง การทหารหัวหินที่เวียดนาม โดยสหายลองเป็นผู้อำนวยการและปัจจุบันสหายลองทำธุรกิจเดินเรือไปจีน – ไทย ที่กรุงเทพ ตอนหลังแต่งงานกับสหายประสงค์ แซ่ม้า  แห่งผาจกมีลูกสาว 2 คน แต่ต่อมาสหายสุทินก็เสียชีวิตไปแล้ว เพราะอุบัติเหตุรถตกดอยที่บ้านขุนกำลัง  อำเภอปง  จังหวัดพะเยานี่เอง(หลายปีมาแล้ว)  พอลงเรือมาแล้วนายสีพายเรือก็เริ่มนำเรือออกทันที  จดหมายปลายทางคือสบห้วยฟากตรงข้ามฝั่งโน้น  ข้าพเจ้ามารับทราบที่หลังว่าก็คือที่ปากแบนนั่นเอง  พอถึงฝั่งก็เห็นสหายเจริญและสหายที่มาจากอีสานพูดเสียงดัง  และเปิดรับวิทยุเสียงแนวลาวรักชาติเต็มที่  พูดคุยได้เต็มปากเต็มคำ  แสดงว่าเป็นดินแดนที่ได้รับการปลดปล่อยแล้ว  เพราะชายแดนลาวที่ติดกับประเทศไทย  เป็นเขตอิทธิพลของเม้งหวาเปา  ซึ่งอยู่ได้การเลี้ยงดูของ ซี.ไอ.เอ.

ข้าพเจ้ากับขบวนนักเรียนการเมือง  การทหาร  นอนพักเอาแรงที่บ้านพักของหน่วยเส้นทางของอ้าย – น้องลาว หลายชั่วโมง  หลังเดินทางข้ามน้ำมาถึงตี 2 แล้ว  และก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้รับเรื่องราวอันหลากหลายชีวิตของผู้คน  เช่นชีวิตของผู้คนนั้นมีทั้งม้ง-อีสาน-ไทย-ลาวลุ่ม-ลาว-เถิน-ลาวสูง  และอ้ายน้องเวียด (เวียดนาม) วนรุ้งขึ้นหลังทานอาหารเช้าเสร็จ ข้าพเจ้าพร้อมขบวนออกเดินทางต่อทันที และเป็นครั้งแรกที่เดินทางตอนกลางวัน เพราะนับตั้งแต่วันที่  6 มิถุนายน  2509  ที่เดินทางออกบ้านห้วยเหี้ยไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูชี้ฟ้า  นั้น  เป็นเวลากี่คืนกี่วันมาแล้วข้าพเจ้าไม่ได้จำและก็ไม่ได้บันทึกไม่ได้สนใจใด ๆ แต่ว่ากรเดินทางในเวลากลางคืนนั้นสนุกแล้วท้าทายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่งนัก  

พอฟ้าสางอ้ายน้องลาว-อ้ายน้องเวียด ล้มหมูให้ข้าพเจ้าและขบวน 1 ตัว เป็นการบำรุงกำลังเพราะระหว่างก่อนไปถึงหน่วยเส้นทาง ณ. จุดนี้ได้ต้องเดินทางในท่ามกลางความมือในเวลากลางคืนและห่าฝนที่เทลงมาเหมือนฟ้าร่วง  ในระหว่างที่ยากลำบางนี้เอง ได้สอนและบ่มเพาะจิตใจของข้าพเจ้าใจและรู้ซึ่งถึงคุณค่าความเป็นคนว่า  ควรจะเป็นคนแบบไหนกัน ข้าพเจ้ารู้จักต้นพืชที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในป่า  และนี่เองที่สอนให้ข้าพเจ้าได้รู้จัก  คำว่าผักปฏิวัติ  ซึ่งต้นพืชชนิดนี้ข้าพเจ้ายังหาชื่อที่แท้จริงในศัพท์ภาษาในภาษาไทยว่าจะเรียกอย่างไร ในภาษาม้งมีอยู่ 2 ชื่อเรียกว่า เจาเจ้งเต้าะ  แปลว่าต้นหญ้าบุกรุกแผ่นดิน  หรืออีกชื่อหนึ่ง  เรียกว่า จ่อจิ้งแต้ แปลว่าต้นหญ้าอ้อน  ต้นพืชชนิดนี้เหตุทีเรียกว่าผักปฏิบัติก็เพราะว่า  มันเป็นอาหารให้เหล่านักสู้  ที่ถูกกดขี่ขุดรีดทั้งปวงในโลกนี้  ที่ข้าพเจ้ารู้จักผักปฏิบัติก็เพราะสหายเวียดนามซึ่งเป็นผู้นำทางบอกแก่ข้าพเจ้า ในระหว่างก่อนที่จะไปลงเรือข้ามแม่น้ำโขงนั่นเอง  โดยเขาเด็ดมากำหนึ่งและมาปรุงเป็นกับข้าง ให้ข้าพเจ้าทาน  ข้าพเจ้าเลยถามเขาไปเลย เขาตอบว่าเขาเรียกว่าผักปฏิวัติ  ตอนหลังในระหว่างทำงานมวลชนอันยาวนานหลายสิบปี  ชื่อผักปฏิวัตินี้เป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วไปในขบวนการปฏิวัติไทยตราบเท่าทุกวันนี้

ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าตัวข้าพเจ้าเดินผ่านเมืองอะไรของเมืองลาวไปบ้างถึงจะสิ้นสุดระยะทาง  แต่เท่าที่เห็นเส้นทางที่เดินผ่านส่วนใหญ่เป็นภูเขา  มีหมู่บ้านกันเป็นจุด ๆ ตามเส้นทางที่เคยเดินผ่านไป  นาน ๆ ถึงจะมีพื้นราบปรากฏให้เห็น  ในระหว่างข้าพเจ้าได้พบเห็นทหารขององค์โฮจิมินพ์หรือทหารเวียดนามเขาเรียกสั้น ๆ ว่า “ลุงโฮ”  เดินสวนทางข้าพเจ้าประจำ  และก็รู้จักผู้พันคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า หน่อเปาเป็นทหารชาวมั้งในเวียดนามที่เข้ามาช่วยลาวรบกับอเมริกันชนและพวกหวางเปาในลาว  ทหารเหล่านี้เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสพวกเขาเป็นทหารที่มีจิตสำนึกพอใช้ได้  ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเดินผ่านเมืองฟองไปแต่ไม่ได้ผ่านตัวเมืองโดยตรง  เดินผ่านบนสันดอยสูงด้านเหนือไป  เห็นที่ราบเมืองฟองอยู่ด้านใต้

ในที่เมื่อได้ใช้เวลาเดินทางมาเป็นเดือนก็มาพักแรมอยู่ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งคนในหมู่บ้านเป็นไต  ก่อนที่ข้าพเจ้ากับขบวนนักเรียนการเมือง  การทหารจะเดินทางถึงหมู่บ้านนี้  สหายเจริญเกิดล้มป่วยและข้าพเจ้ากับขบวนก็ได้ทิ้งเขาอยู่เบื้องหลังพร้อมนักเรียนอีก 3-4 คน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ราบมีทุ่งนา  ทาบชื่อวาบ้านขวาก ณ. หมู่บ้านนี้ข้าพเจ้ากับขบวนรับทราบว่า   จากนี้ไปก็ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว  ขอให้ขบวนนักเรียนช่วยเสนอข้อคิดเห็นแก่หน่วยเส้นทางด้วยเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการเดินทางของขบวนใกล้ที่ยุติลงแล้ว  ข้าพเจ้าจำได้ว่าวันที่ข้าพเจ้าออกเดินทางจากบ้านขวากในเป็นวันที่  9  กรกฎาคม  2509  หลังจากรับประทานอาหารแล้วข้าพเจ้ากับเหล่านักเรียนการเมือง การทหาร ก็ออกเดินทางต่อทันที  ซึ่งจำนวนคนทั้งขบวนมี 21  คน  ลดลงเหลือเพียง 9 คนเท่านั้น  ข้าพเจ้ากับขบวนใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ  ก็ถึงเป้าหมาย  ข้าพเจ้ากับขบวนเริ่มเข้าไปในลำธารทวนน้ำขึ้นดอยไปทางทิศตะวันออกของบ้านขวาก  แล้งขึ้นตามสันดอยไปเรื่อย ๆ และลงตามสันดอยซึ่งเป็นเส้นทางสำหรับคนเดินเท้า  มีทั้งม้าล่อเดินด้วย  แสดงว่าเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงจากประเทศจีนและมีทางเล็ก ๆ แยกลงไปข้างดอยสู่ธารเล็ก ๆ อีกสายหนึ่ง  ซึ่งดูเป็นเส้นทางที่เปิดใช้ใหม่ ๆ

ข้าพเจ้ากับเหล่านักเรียน  78-9 คน เข้าใจว่าต้องเป็นโรงเรียนการเมือง – การทหารที่ข้าพเจ้ากับเหล่านักเรียนการเมือง – การทหาร ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะนักเรียนการเมือง – การทหารอย่างแน่นอน  พอแยกลงจากเส้นทางใหญ่บนดอยลงไปได้ครึ่งชั่วโมงก็เห็นกระท่อมไม้ไผ่มุ้งคาหลงแรกปรากฎอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้า  มีทหารแต่งเครื่องแบบเต็มยศอยู่ในกระท่อมทราบชื่อต่อมาภายหลังมีชื่อว่า สหายเอี๋ยง  ซึ่งเป็นชาวม้งจากเวียดนาม  เคยผ่านสงครามฝรั่งเศสมาแล้ว  และต่อมาสหายเอี๋ยงก็เป็นครูการทหารของข้าพเจ้าเอง  และมีครูการทหารอีกคนเป็นชาวเวียดนามแท้  มีชื่อว่าสหายหล่อ จากกระทุ่มหลังแรกไปทางตะวันตกเป็นโรงครัว  ตอนกลางเป็นโรงอาหารและโรงเก็บของ  ตรงไปตามริมน้ำลงใต้เป็นเรือนพยาบาล และห้องพักผู้หญิงและนางพยาบาล เลี้ยวไปทางตะวันออกเป็นห้องนอนของผู้ชายโดยตรงเรียนการเมือง – การทหาร ตอนกลางด้านหน้าเป็นสนามเล่นฟุตบอล ขึ้นเหนือไปเป็นห้องของนักเรียนที่เรียนมาจากจีน ตอนหลังห้องของข้าพเจ้าขึ้นมาหน่อยก่อนไปห้องของนักเรียนจากจีนเป็นห้องของเลขาภาคคือสหายบาน  เลขาและรองเลขาสหายหุ่งทั้งคู่เคยมาพักที่นี่บ่อย  จากโรงครัวไปทางเหนือเป็นห้องของสหายเพชร ผุ้อำนวยการโรงเรียนการเมือง-การทหารของข้าพเจ้า  สหายเพชรเป็นชาวนครพิงค์ (เชียงใหม่)  ครูการเมืองการทหารข้าพเจ้ามีสหายสิงห์จากกรุงเทพฯ สหายเลาล้ง สหายไล ภรรยาของสหายหุ่งรองเลขาภาค  สหายบุญเลิศเป็นครูการทหารและเป็นล่ามแปลภาษาเวียดนามด้วย  ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่โรงเรียนการเมือง – การทหาร เป็นเวลา 6 เดือนกว่า

ข้าพเจ้าใช้ชีวิตนักเรียนการเมือง – การทหาร  อย่างสมความปรารถนาทุกอย่างและได้เพิ่มสีสรรของคุณคาชีวิตที่นี่ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ลักทธิมาร์กซ-เลนินก็ที่นี่  ข้าพเจ้าขอขอบคุณสหายทั้งหลายทั้งผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วและผู้ยังมีชีวิตอยู่มา ณ. ในโอกาสนี้ ด้วยน้ำใสใจจริง

 

ตอนที่ 3

เริ่มต้นของการเป็นนักเรียนการเมือง-การทหาร ณ.โรงเรียนการเมือง  การทหาร T32 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  หลังจากที่เดินทางเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ๆ ข้ามภูเขาหลายร้อยลูกข้ามแม่น้ำโขงต้นกำเนิดที่ไหลมาบนหลังคาโลกเทือกเขาหิมาลัยที่ลือชื่อ  คืนแรกของการเดินทางมาถึง  ข้าพเจ้าได้รับการต้อนรับจากสหาย คณะครู  ซึ่งมีสหายสิงห์รับหน้าที่เรื่องการเมือง  สอนแนวทางและนโยบายของพรรคเป็นหลัก  มีผู้ช่วยอีก 2 คน มีสหายเลาล้ง สหายไล โดยสหายเพชรเป็นผู้อำนวยการ เนื่องจากเวลานั้น  นักเรียนส่วนมากเป็นชาวม้ง  เลยต้องมีล่ามแปล  หน้านี้สนหายเสถียง  สหายเลาฟ่ง  จากจังหวัดตามรับหน้าที่  ตอนหลังมีสหายเจริญมาช่วยอีกคน  พิธีการต้อนรับมีการเปิดเพลงปฏิวัติเป็นการสดุดีท่านมาค์คซ  ท่านเลนินปรมาจารย์ของการปฏิวัติ  ในคืนแรกที่ได้พบเห็น ข้าพเจ้าฟังแล้วงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจเลย  ในโรงเรียน T32  มีนักเรียนประมาณ 60 – 80 คน ส่วนมากมาจากสามจังหวัดและตาก เชียงรายมี  21 คน อาทิตย์ที่ 2 ข้าพเจ้าเริ่มกาเรียนหนังสือไทยไปก่อน  เป็นการรอเพื่อนนักเรียนในส่วนที่ป่วยในระหว่างทาง  ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจว่าข้าพเจ้าต้องรอคอยนานเท่าไร เพื่อนถึงมาครบแล้วเราจึงได้เรียนบทการเมืองจริง ๆ

ในระหว่างที่รออยู่นี้ แต่ละวันหลังจากทานข้าวเสร็จ นักเรียนทุกคนต้องไปช่วยพี่เลี้ยงทำการเพาะปลูกพืชผักสวนครัว หาหน่อ หาฟืน พอตกบ่ายเข้าห้องเรียนหนังสือ  การคืนก็เข้าห้องเล่าเรื่องฟงข่าวิทยุ ส.ป.ท. และเสียงปักกิ่งภาคภาษาไทยถึง 3 ทุ่งก็เข้านอน  สหายสิงห์เป็นคนเล่า  บางครั้งสหายไลก็ช่วยเล่า ในระหว่างนี้เอง  เพื่อที่เดินมาด้วยกันจากหวัยเปี้ยเกิดล้มป่วย  สหายสิงห์เลยให้ข้าพเจ้าไปเป็นล่ามแปลภาษาให้หมอฟืนและหมอกุ๊ก  พอเพื่อนมันดีขึ้นหน่อยตัวข้าพเจ้าก็เจ็บป่วยอีกเปลี่ยนกันนอนให้หมอรักษาใช้เวลาไปประมาณครึ่งเดือนจึงเป็นปกติ  ส่วนมากล้วนแต่เป็นไข้จับสั่นทั้งนั้น  และในระหว่างที่ข้าพเจ้านอนรักษาตัวนี่แหละ ที่การปฏิวัติได้หยั่งรากลึกสู่หัวใจของข้าพเจ้าตราบเท่าทุกวันนี้  ภาพประทับใจจากมิตรสหายที่ได้รับการบ่มเพาะจากพรรคมาเป็นเวลาแรมปี  ก็ได้สำแดงแก่ข้าพเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นหมอฟืน  หรือหมอกุ๊ก  ก็ล้วนแต่เต็มล้นด้วยความรักทางชนชั้นที่มีต่อตัวข้าพเจ้า  และที่นอนพักรักษาตัวต่ออีกนี่แหละที่วิญญาณของข้าพเจ้าได้ก่อนรูปขึ้นในหัวใจส่วนลึกข้าพเจ้า ณ. ที่นอนพักรักษาตัวเอง มันตรึงจิตใจข้าพเจ้าตราบเท่าทุกวันนี้   

มันช่างเป็นดังพระวัจนะของพระเจ้าที่ว่าเราจะให้ความทุกข์เป็นเครื่องทดสอบเจ้า เจ้าต้องทนต่อการทดสอบทุกอย่างได้ในคืนแห่งความยากลำบากของการเจ็บป่วย  ข้าพเจ้ามีโอกาสรู้จักเป็นส่วนตัวกับสหายสิงห์ดีขึ้นเป็นพิเศษ  และจากนั้นมาข้าพเจ้ากับสหายสิงห์ยิ่งมายิ่งมีความรักใคร่มากเป็นลำดับสหายเป็นทั้งสหายร่วมรวบ  เป็นทั้งครูบาอาจารย์ที่เปลี่ยนด้วยความรักเมตตาต่อข้าพเจ้าผู้เป็นลูกศิษย์สหายสิงห์สอนทั้งหนังสือและความคิดการเมืองแก่ข้าพเจ้า  ทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้  มีความเข้าใจต่อโลกต่อตนเองได้ถูกต้องยิ่งขึ้นในเวลาต่อมาภายหลัง

ต่อมาต้นเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2509  เมื่อสหายเจริญ  สหายไหม  คู่ครองของสหายเลาหลู  ได เดินทางมาถึงที่โรงเรียนการเมือง – การทหาร T32  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็ทำการเปิดโรงเรียนโดยทันการ  มีการล้มวัว 1 ตัว  ในวันเปิด  สหายสิงห์เริ่มต้นการสอนที่บทว่าด้วยสังคมคอมมิวนิสต์บุพกาล  ต่อด้วยสังนิยมวิทยาศาสตร์ของมาร์คซ-เลนิน  และทฤษฎีการปฏิวัติสังคม  สิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าใจได้ง่ายที่สุดคือความคิดเหมาเจ๋อตุง  ต่อด้วยแนวทางนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  และศึกษาบทเรียนการปฏิบัติต่างประเทศในโลก  ล้วนนำมาศึกษาทั้งนั้น  หลังจากเรียนวิชาการเมืองไปได้ 3 เดือนแล้ว  ก็เริ่มเรียนวิชาการทหาร  หลังจากนั้นก็ฝึกภาคสนามสลับกับวิชาการเมือง  ครบเวลา 6 เดือน ข้าพเจ้ากับเหล่านักเรียนการเมือง – การทหาร ก็ได้เวลาฝึกภาคสนามด้วยการยิงเป้าจริง สถานที่ในการยิงเป้า  คณะครูเก็บไว้เป็นความลับ  ข้าพเจ้ากับเพื่อนออกเดินทางจากโรงเรียน T32  ตัดทางลัดลงสู่ลำธารทะลุเส้นทางเดินข้าพเจ้ากับเหล่านักเรียนการเมือง การทหาร  ก็ได้เวลาฝึกภาคสนามด้วยการยิงเป้าจริง  สถานที่ในการยิงเป้า  คณะครูเก็บไว้เป็นความลับ  ข้าพเจ้ากับเพื่อนออกเดินทางจากโรงเรียน  T 32  ตัดทางลัดลงสู่ลำธารทะลุเส้นทางเดินข้ามที่ราบไปหน่อยก็ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งทราบชื่อจากสหายสิงห์ว่า  เป็นบ้านขวากซึ่งข้าพเจ้าเคยเดินผ่านมาตอนโรงเรียน  T 32  นั่นเอง  การฝึกยิงเป้าด้วยกระสุนจริงได้ดำเนินไปเป็นเวลา  2  อาทิตย์ก็เรียบร้อย

                ข้าพเจ้าจำได้ว่าเวลานั้นย่างเข้าต้นเดือนธันวาคม  2509  แล้ว  อากาศหนาวมาก  เมื่อยิงเป้าเสร็จ  ข้าพเจ้ากับเพื่อนก็เดินทางกลับโรงเรียน  T 32  ต่อ  และทบทวนบทเรียนต่าง ๆ ที่เรียนผ่านมามีการสอบวัดผลให้คะแนน  เนื่องด้วยความเรียกร้องของสถานการณ์การสู้รบที่แนวหน้า  สหายเลา ฟ่ง  ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามแปลอยู่ต้องเดินทางกลับจังหวัดตาก  และผลการเรียนของข้าพเจ้าสอบได้เป็นที่น่าพอใจของคณะครู  ข้าพเจ้าจึงได้รับหน้าที่เป็นล่ามแปลพร้อมสหายเสริม  แซ่ม้า  สหายเลาย่าง จากจังหวัดตากทั้งคู่  ข้าพเจ้าไม่ได้เก่งในตัวหนังสือเลย  ซึ่งสหายเลาย่างและสหายเสริม  นั้นเข้าใจในภาษาไทยได้ดีอยู่แล้ว  เพราะเขาเคยเรียนหนังสือไทยจนอ่านได้เขียนได้  ซึ่งต่างจากข้าพเจ้า  และข้าพเจ้าก็ทำงานนี้มาโดยตลอด  เริ่มต้นการเป็นนายภาษาที่โรงเรียนการเมือง การทหาร  T 32  ไปถึงคณะทัศนาจรที่ประเทศจีน  โดยมีสหายสิงห์เป็นหัวหน้าคณะในครั้งนี้  หลังสอบวัดผลแล้วชุดแรกออกเดินทางกลับประเทศไทยเลยทันที  มีจำนวนกี่คนข้าพเจ้าจำไม่ได้  ส่วนข้าพเจ้าเป็นชุดที่  2  ก่อนจะแยกย้ายกันมีการจัดเลี้ยงกัน  ล้มวัว  1  ตัว  และมอบของขวัญแก่ผู้เรียนดีเด่น  ซึ่งมีด้วยกัน  5  คน  เนื่องจากไม่มีกล้องถ่ายรูป  ก็เลยขอช่างภาพเอาดินสอวาดรูปแทนการถ่ายไว้เป็นที่ระลึก  มอบรางวัลนักรบ  4  ดี  1.  เรียนดี  2.  ทำงานใช้แรงงานดี  3.  เป็นแบบอย่างดี  4.  สามัคคีกับสหายดี

                ก่อนออกเดินทางไปเมืองจีน  สหายสิงห์เรียนให้ข้าพเจ้าทราบว่า  ทางพรรคมีความประสงค์จะรับข้าพเจ้าเป็นสมาชิกสมาคมชาวน่านแห่งประเทศไทย  ข้าพเจ้าจะมีความเห็นอย่างไร  ยินดีเข้าหรือไม่ข้าพเจ้าตัดสินใจทันที  ข้าพเจ้าจำได้เป็นเดือนของมกราคม  พ.ศ.  2510  แล้ว  ข้าพเจ้ากับคณะออกเดินทางจากโรงเรียน  T 32  ทวนลำธารขึ้นสู่ชายแดนจีน  โดยสหายสิงห์นำทีม  สหายร่วมทีมทั้งสิ้น  22  คน  ส่วนสหายเจริญพอถึงคุณหมิงขอแยกทางไปพักรักษาตัว  เลยเหลือเพียง  21  คนเท่านั้น  พอข้าพเจ้ากับคณะเดินทางออกจากโรงเรียนขึ้นตามลำห้วยถึงสันดอยจะเป็นทางเดินของคนและม้า  แยกซ้ายจะไปบ้านขวากที่ข้าพเจ้าจะไปฝึกยิงเป้า  ซึ่งทางนี้เป็นทางกลับบ้านเกิด  แต่ทางที่แยกไปทางขวานั้นข้าพเจ้าไม่ทราบว่าปลายทางมันคือที่ใด  และก็สนใจอยากรู้เต็มที่  แต่สหายสิงห์ก็ไม่ยอมปลิปากพูด  เมื่อเดินถึงทางแยกผู้นำทางก็เดินเลี้ยวขวาเข้าไป  ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากเพราะนั่นหมายถึงได้ไปเมืองจีนแน่  ซึ่งเป็นที่ปรารถนามานานแล้วของข้าพเจ้า  ที่อยากเห็นเพราะได้รับคำบอกเล่าจากคนรุ่นปู่ว่าประเทศจีนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล  และครั้งนี้ได้ไปสมใจนึก  ขอขอบคุณพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  ขอบคุณสหายลาว  สหายเวียดนามที่มีส่วนช่วยเหลือตลอดในการเดินทางการแสวงหาของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าใช้เวลาเดินทางจากโรงเรียน T 32  ไปชายแดนประมาณ  1  ชั่วโมง  ซึ่งระหว่างทางเป็นป่าหญ้าคาสลับกับต้นไม้  พอถึงไหล่ดอยข้าพเจ้ากับคณะก็หยุดพัก  ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็แลเห็นทหารยามรักษาการณ์คนนั้นมีดาวแดงติดอยู่บนหมวกที่เขาใส่  ข้าพเจ้าก็รู้ทันทีว่า  นั่นคือทหารกองทัพปลดแอกประเทศจีน  และใจข้าพเจ้ากำลังข้ามแผ่นดินลาวสู่เมืองจีนในวินาทีนี้เอง  ก่อนจะข้ามแดนลาว  สหายสิงห์แจ้งข้าพเจ้ากับคณะทราบว่า  สหายทั้งหลายทางพรรคตกลงส่งสหายทั้งหลายไปทัศนะศึกษายังประเทศจีน  เพื่อรับสิ่งที่ดีจากประเทศจีน  โดยเฉพาะวิธีสงครามจรยุทธ์  เพื่อขับไล่อเมริกาเพื่อกู้ชาติ  สหายทั้งหลายเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทยผู้ถูกกดขี่  หลังจากนั้นข้าพเจ้าและคณะต่างแสดงความปิติยินดีและก็เดินทางผ่านทหารยามรักษาการณ์นั้นไป

                พอพ้นชายแดนเข้าไปประมาณ  1  กิโลเมตร เศษ ๆ  ก็มีรถมารอรับข้าพเจ้ากับคณะอยู่แล้ว  พอถึงรถข้าพเจ้ากับคณะก็จัดแจงเครื่องใช้ สัมภาระใส่รถ  ในรถมีเจ้าหน้าที่อยู่  2  คนกับคนขับรถ  1  คน  เจ้าหน้าที่ที่มารอรับมีหญิง 1 คน ชาย 1 คน  เขาทำหน้าที่พาเที่ยว สหายหญิงชื่อสิ้วจู แปลว่า  หมูน้อย สหายชายมีชื่อว่าสหายหว่าง  ไม่ทราบแปลว่าอะไร  ข้าพเจ้ากับคณะนั่งรถมานานประมาณชั่วโมงกว่า  ก็ถึงเมืองลาน  สหายสิ้วจู  และสหายหว่าง  พูดไทยได้ชัดมาก

                ข้าพเจ้ากับคณะพักอยู่เมืองลาน  2  คืน  แล้วเดินทางต่อไปเมืองซือเหมา  ข้าพเจ้ากับคณะต้องทานข้าวเที่ยงระหว่างทางไปซือเหมา  กว่าจะถึงซือเหมาก็ใกล้มืดแล้ว  ในระหว่างเดินไม่แวะชมอะไรทั้งนั้น  ต้องพักอยู่ที่ค่ายทหารทั้งสิ้น  พักที่ซือเหมา  1  คืน  จากนั้นเราก็นั่งเครื่องบินต่อไปลงเมืองคุณหมิง  ใช้เวลาเท่าไหร่ในเครื่องนั้นข้าพเจ้าจำไม่ได้  ลักษณะภูมิประเทศที่นี่คล้ายภาคเหนือของประเทศไทยมาก  เมื่อลงจากเครื่องก็มีรถมารอรับอยู่แล้ว  ข้าพเจ้ากับคณะพักที่โรงแรมคุณหมิง  ตกเย็นสหายหว่าง  สหายสิ้วจูมาบอกว่า  สหายที่รับผิดชอบสหายในคืนนี้จะมาเยี่ยมสหาย  ข้าพเจ้านึกในใจว่าจะเป็นใคร  พอพบเข้าก็รู้ทันทีคือสหายบานนั่นเอง  สหายบานถามข้าพเจ้ากับคณะว่า  มีความรู้สึกอย่างไรที่เห็นเมืองจีนและหลังกลับเมืองไทยแล้วเราจะทำอย่างไร ว่าไปตามใจจริงแล้ว  ในเวลานั้นยังอ่อนหัดไร้เดียงสามาก  ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรคืออะไรนัก  มีความรู้สึกว่าอยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งที่ได้สัมผัสนั้น

                วันรุ่งขึ้นสิ่งแรกที่ไปชมคือโรงงานทอผ้าและทะเลสาบคุณหมิงกับถ้ำพระพุทธ  มีรูปแปลกหูแปลกตาหลายพันรูปบนถ้ำนั้น  ทำให้ข้าพเจ้าเลิกถือผีนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้เลย  สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่ามันก็คือปูนหรือดินเหนียวนั่นเองหาได้เป็นของศักดิ์สิทธิ์อะไรที่ไหนไม่  จากถ้ำข้าพเจ้ากับคณะได้ไปชมคอมมูนประชาชนในชนบท  ชมรายการยิงปืนใหญ่ของทหารบ้านทั้งชาย หญิง ของกองการผลิต  ชมรายการแสดงสด ๆ ของเหล่าทหารบ้านชาย หญิง  เสร็จแล้วเข้าโรงแรมต่อ  วันนี้ขอหยุดพักแค่นี้ก่อนเพราะว่ามืดแล้ว  ได้เวลาพักผ่อนแล้ว  และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ใส่ใจจำว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ของเดือนมกราคม  ปี  2510

                วันรุ่งขึ้นคณะของเราออกเดินทางโดยเครื่องบินจากคุณหมิงสู่หูหนานและเสาซางบ้านเกิดของประธานเหมาต่อไป  คณะของเราพักที่นครหนานชา  เมืองเอกของหูหนาน  เพื่อชมโรงเรียนที่ประธานเหมาเคยสอนหนังสือ  และกิจการต่าง ๆ ของประธานเหมาในสมัยก่อนโน้น  เช่นบ้านพักที่ท่านเคยใช้ชีวิตร่วมกับยางไขฮอย  ภรรยาคนแรก  ชมห้องใต้ตินของหน่วยพรรคเมื่อครั้งกระโน้น  นอกจากนี้ก็ชมการลุกขึ้นสู้ของ  1  สิงหาคม  ที่จูเต๋อกับคณะ  ซึ่งกลายมาเป็นวันกองทัพปลดแอกประชาชนจีนตราบเท่าทุกวันนี้

                หลังจากชมกิจการของนครหนังชางเสร็จ  ข้าพเจ้ากับคณะก็ออกเดินทางโดยรถยนต์เข้าสู่บ้านเสาซาง  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของประธานเหมาเจ๋อตุง  ไปชมแปลงนาที่ประธานเหมาเคยหาบปุ๋ยไปใส่นากับบิดาเมื่อสมัยเป็นเด็กวัยรุ่น  ชมห้องประชุมของหน่วยพรรค  ซึ่งประธานเหมาเจ๋อตุงจัดบ้านตัวเองเป็นสถานที่ทำการเคลื่อนไหวใต้ดินเพื่อเตรียมการแข็งข้อของชาวนา  ในตอนนั้นเป็นปลายเดือนมกราคม  ค.ศ.  1667  อยู่ในช่วงของการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม  ข้าพเจ้าได้เห็นผู้คนนับหมื่นนับแสนเต็มไปหมด

                หลังจากชมบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุงแล้ว  ข้าพเจ้ากับคณะก็เดินทางมุ่งหน้าสู่เขาจินกังซางฐานที่มั่นของเหมาเจ๋อตุง  เป็นภูเขาที่สูงยากต่อการยกทัพขึ้นไปปราบได้ของฝ่ายตรงข้าม  และประธานเหมาก็ได้ใช้เขาจินกังซางนี่แหละประกาศต่อโลกว่า  ข้าจะสร้างประเทศจีนใหม่  โดยใช้กระบอกปืนเป็นอาวุธ  และต่อมาประมาณ  30  ปี ให้หลัง  วันที่  1  ตุลาคม  ปี  ค.ศ.  1949  เหมาเจ๋อตุงก็ประกาศต่อโลกรู้ว่า  ยุคที่ชาวตะวันตกมองดูชาวจีนไม่ขึ้นนั้นได้ผ่านพ้นไปอย่างไม่มีวันกลับคืนมาอีกแล้ว  บัดนี้ชาวจีนได้ยืนขึ้นแล้ว  นับตั้งแต่นั้นมาชาวจีนทั่วประเทศ  700  ล้านคนก็บากบั่นต่อสู้สร้างสรรค์ประเทศตนเองด้วยความมานะอดทนมาเป็นเวลา  50  ปี  จนประเทศจีนได้ปรากฏผลให้เห็นในขั้นต้นแล้ว  จริง ๆ ไม่ว่าจะด้านไหนก็ล้วนแต่ก้าวรุดหน้าไปด้วยดีทั้งนั้น  จนแม้แต่อเมริกา  ก็ไม่กล้ายุ่งกับประเทศจีนทั้งนั้น  เมืองท่าต่าง ๆ ที่เคยตกให้แก่ฝรั่งในอดีตล้วนได้รับคืนมา  เมื่อเสร็จจากเขาจินกังซางข้าพเจ้ากับคณะก็เดินทางย้อนกลับมาที่นครหนานซาง  เพื่อพักแรมแล้วก็ออกเดินทางต่อไปนครเซี่ยงไฮ้โดยทางเครื่องบิน  ใช้เวลาเท่าไรข้าพเจ้าจำไม่ได้อีกเช่นเคย  เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน  มีประชากร  11  ล้านคน  แต่ระบบการบริหารของจีนเยี่ยมจริง ๆ ข้าพเจ้าไม่เห็นเหมือนกรุงเทพ ฯ หรือเชียงใหม่ของไทยเลย  เห็นแต่ความเรียบร้อยเป็นระเบียบ  ข้าพเจ้ากับคณะใช้เวลาอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้  เท่ากับตัวเลขของประชากรของเขา  คือ  11  วันเหมือนกัน  ไปดูงานหลายแห่ง  โรงงานทอผ้า  โรงงานถลุงเหล็กกล้า  ฯลฯ  เวลากลางคืนดูภาพยนตร์  ละครเวทีในโรง  สรุปผลของการมาทัศนาจร  ฟังเล่าเรื่องนักศึกษาชาวจีนไปเรียนใน  โซเวียต  ไปชมสถานที่การประชุมจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน  ในเขตเช่าของฝรั่งเศสในนครเซี่ยงไฮ้  ซึ่งเปิดประชุมวันที่  1  กรกฎาคม  ค.ศ.  1921  โดยมีเหมาเจ๋อตุงกับคณะ  12  คน  ร่วมกันประชุม  เพื่อกำหนดอนาคตของจีนในเวลานั้น  ว่าจะทำอะไร  จะให้ประเทศจีนก้าวไปในทิศทางไหน

                หลังจากชมกิจการต่าง ๆ ที่นครเซี่ยงไฮ้แล้ว  ข้าพเจ้ากับคณะก็เดินทางไปสู่นครปักกิ่งต่อ  จากเซี่ยงไฮ้ไปปักกิ่ง  นั่งเครื่องบินแต่ว่าคณะเราต้องทานข้าวเที่ยงระหว่างการเดินทาง  ข้าพเจ้าจำได้ว่าคณะของเราขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเซี่ยงไฮ้  เวลา  11.00  นาฬิกา  ถึงปักกิ่ง  เวลา  18.00  นาฬิกา  คณะของเราพักอยู่ใกล้กับมหาศาลาประชาคม  หรือหอประชุมสภาประชาชนของประเทศจีน  อยู่ตรงข้ามกับเทียนอันเหมิน  ในระหว่างที่พักที่ปักกิ่ง  ชมหอประชุมประชาชน  ชมดูสวนสัตว์ปักกิ่ง  ชมสถานีวิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทย  ชมดูสุขสันต์ราชวงศ์มิ่ง  ชมกำแพงเมืองจีน  อยู่ปักกิ่งกี่วันข้าพเจ้าจำไม่ได้อีก  คืนสุดท้ายมาสรุปผลการไปทัศนะศึกษาเมืองจีน  ผลคือ  การมาครั้งนี้อย่างอื่นเรียบร้อยดี  ไม่มีอะไรขัดข้องแต่ไม่ได้ดูสภาพความเป็นอยู่ของชนเผ่าม้งในประเทศจีน  ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน  ขอเสนอให้เจ้าภาพจัดการแก่คณะของเราด้วย  คณะของเราเป็นชาวม้งล้วน ๆ ยกเว้นสหายสิงห์หัวหน้าคณะเพียงคนเดียว  เป็นชาวกรุงเทพ ฯ

                ในที่สุดเจ้าภาพตกลงใจ  ให้คณะนั่งรถไฟลงใต้ไปชมชาวม้งกวางสี  ข้าพเจ้ากับคณะต้องใช้เวลานั่งรถไฟ  4  วัน  4  คืน  จึงจะมาถึงที่นครหนังนึ๋ง  ซึ่งเป็นเมืองเอกของกวางสี  ที่อยู่ติดกับเวียดนามที่หนังนึ๋งที่นี่ลุงโฮจิมินค์เคยมาพักหลบภัยจากฝรั่งเศส  เมื่อครั้งฝรั่งเศสยังยึดครองอยู่ในเวียดนาม ( ผู้นำเวียดนามในอดีต )  คณะของเราเมื่อพักหายเหนื่อยแล้ว  คณะของเราก็ชมกิจการสวนส้ม  ส่วนผลไม้ต่าง ๆ ของชาวกวางสี  ข้าพเจ้าชอบทานส้มเป็นพิเศษและผลไม้สาลี  ชาวม้งอยู่ในเขตเขาซึ่งทางเข้าไปยากเราต้องเดินเท้าเป็นเวลาหลายชั่วโมง  ชาวม้งที่เป็นชาวม้งดำจริง ๆ ไม่เหมือนข้าพเจ้ากับคณะเลย  พูดภาษาไม่รู้เรื่อง  ที่ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเขาเป็นม้งด้วยก็คือการแต่งกาย  ชุดเป็นม้งเพียงแต่สีเป็นสีดำ  หญิงนุ่งกระโปรงดำ  ชายนุ่งกางเกงดำเรื่องภาษคงไม่เหมือนกัน  สภาพความเป็นอยู่ยังต่ำกว่าม้งไทย  ส่วนเรื่องข่าวสารม้งจีนดีกว่า  เขามีวิทยุตามสาย  ซึ่งในไทยไม่มีแสดงว่ารัฐบาลจีนเขาทำได้ดีกว่า  เขาเอาใจใส่มากกว่ารัฐบาลไทยอย่างชัดเจน  ข้าพเจ้ากับคณะอยู่ที่บ้านม้ง  3  วัน  คณะของเราสร้างปัญหาความยุ่งยากแก่ชาวม้งจีนไม่น้อยในความรู้สึกของข้าพเจ้า หลังจากพูดคุยกับชาวม้ง  ชมบ้านเรือนชมความเป็นอยู่ของเขาพอเข้าใจ  ข้าพเจ้ากับคณะก็อำลากลับนครหนังนึ๋ง  เพื่อเดินทางกลับคุณหมิง  และสหายสิ้วจู  สหายหว่างกับตัวข้าพเจ้าก็จากกันที่นครหนังนึ๋ง  สหายสิ้วจูไปรับนักเรียนการเมือง การทหาร  ของพรรคที่จะเดินทางมาจากเวียดนามต่อ  ส่วนข้าพเจ้ากับคณะก็เตรียมตัวเดินทางสู่แนวหน้า  พอข้าพเจ้านั่งเครื่องบินจากหนังนึ๋งถึงนครคุณหมิง  ต้องพักที่นี่เป็นเวลา  10  วัน  เพราะระหว่างนี้ข้าพเจ้ากับคณะหมดหน้าที่ในการศึกษาแล้ว  เหลือเพียงรอเวลากลับเท่านั้น  จึงได้พักผ่อนจริง    10  วันแห่งการรอคอยบนโรงแรมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นัก  ได้แต่นั่ง    นอน    รู้สึกเลยว่าช่างเป็นเวลาที่นานแสนนานเสียนี่กระไร  ในที่สุดเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง  เมื่อรอมาถึง  10  วันเต็ม ๆ  ข้าพเจ้าก็ออกจากโรงแรมคุณหมิงนั่งเครื่องบินขึ้นสู่ซือเหมา  พักที่ซือเหมา  2  คืน  จากซือเหมาเข้าเมืองลานที่ใกล้ชายแดนลาว  นอนที่เมืองลานอีก  1  คืน  รุ่งขึ้นข้าพเจ้ากับคณะก็เดินทางต่อมายังโรงเรียน  T 3 ก่อนที่จะข้ามชายแดนลาวได้พบกับสหายแน (พ่อของสหายคำเพชร สหายเจียง )  ซึ่งเป็นทหารสื่อสารเขต  7 ข้าพเจ้ากับคณะมาพักรอรับคำชี้แนะจากเบื้องบน  ซึ่งขณะนั้นโรงเรียน  T 32  ็ได้ย้ายไปเรียนที่แห่งใหม่  ที่เก่าเอาไว้เป็นหน่วยเดินทางผ่านที่จะไปสู่แนวหน้า  รอได้  3  วัน  ทางหน่วยเหนือได้ส่งสหายวิชัยมาพบข้าพเจ้ากับคณะและแจ้งถึงเจตนารมณ์รวมถึงภาระหน้าที่ให้ข้าพเจ้ากับคณะทราบ  ข้าพเจ้ากับคณะได้แยกย้ายกันออกเป็น2 ส่วน สหายหญิง 3 คน ไปเรียนวิชาพยาบาลต่อ สหายชายส่วนมากมุ่งสู่แนวหน้าเป็นส่วนใหญ่  มีบ้างไปช่วยงานที่โรงเรียนการเมือง การทหารต่อ  เวลานั้นเป็นเวลากลางเดือนกุมภาพันธ์  2510 แล้ว ข้าพเจ้าจำไม่ได้มีทั้งหมดกี่คน ที่จำได้มีข้าพเจ้า สหายเสริม  สหายรักของข้าพเจ้า  สหายสิงห์และอีกหลายคนโดยสหายสิงห์ยังคงเป็นหัวหน้าคณะเหมือนเดิม  ข้าพเจ้ากับสหายพักผ่อนและทำการเบิกจ่ายเครื่องสนามที่จำเป็นต้องใช้ในแนวหน้า  เมื่อเราพร้อมทุกสิ่งการเดินทางก็เริ่มขึ้น  มีการล้มวัวเพื่อเลี้ยงส่งสหายสู่แนวหน้า  จุดหมายปลายทางคือภาคเหนือของประเทศไทย  การบุกเบิกเพื่อตระเตรียมทำสงครามจรยุทธ์กับกองทหารของชาติของถนอม ประภาส  ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับสหายสิงห์เป็นประจำ  วันหนึ่งสหายสิงห์พูดว่าแฟะขอเปลี่ยนชื่อใหม่นะ  จากสิงห์เป็นสังข์ทองก็แล้วกัน เพราะเขตงานที่เราจะไปนั้นมีคนชื่อสิงห์อยู่แล้ว  ผมจึงต้องเปลี่ยนจะได้ไม่ซ้ำชื่อกับสหายเขา  ตั้งแต่นั้นมาสหายสิงห์จึงมีอีกชื่อว่า  สหายสังข์ทอง มาโดยตลอด  หลายปีที่ทำงานด้วยกันเขาเป็นทั้งสหายร่วมทุกข์และเป็นที่ปรึกษาให้กำลังใจ  แก่ข้าพเจ้าในยามยากลำบากเสมอมา  ข้าพเจ้าจึงได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นลำดับ  ข้าพเจ้าจึงนับถือสหายสังข์ทองตราบเท่าทุกวันนี้  และในที่สุดสหายสังข์ทองก็ย้ายไปรับงานที่ใหม่  และแล้วข้าพเจ้ากับสหายสังข์ทองก็ไม่มีวันจะได้พบกันอีกในช่วงชีวิต

                อาสหายจงหลับเถิด  สหายบรรลุหน้าที่ของตนแล้วที่ได้รับมอบหมายทางประวัติศาสตร์  คงเหลือแต่ความอาลัยรักจากข้าพเจ้าและนักรบแห่งโรงเรียนการเมือง การทหาร  T 32  ผู้นี้อยู่เต็มล้น  ลูกสยามที่ไม่รักดีทั้งหลายเอย  เมื่อไรหนอจะรู้สึกสำนึกกันที

 

 

ตอนที่  4

                ข้าพเจ้ากับคณะต้องใช้เวลากับการเดินทางสู่แนวหน้าสักกี่วัน  ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจจำอีกเช่นเคยการเดินทางครั้งนี้ถ้าเทียบกับตอนขามาแล้ว  นับว่าสะดวกกว่ามาก  แต่ตอนขามานั้นมาด้วยตัวเปล่า  จึงง่ายกว่าเยอะถึงแม้ต้องเดินในเวลากลางคืนก็ตามที  แต่เวลาขากลับต้องเดินด้วยเครื่องหลังที่หนัก  ในการเดินทางมีปืนคนละ  2  กระบอก  พร้อมเครื่องสนามที่จำเป็น  ถึงจะเดินทางกลางวันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  และนี่แหละบนเส้นทางแห่งการแสวงหา  แต่ก็เป็นการท้าทายต่อชีวิตดิ้นรนจริง ๆ และข้าพเจ้าก็เริ่มต้นของการเป็นทหารปฏิวัติที่พลิกฟ้า  พลิกแผ่นดินจริง ๆ โดยใช้ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ เลนิน  เป็นอาวุธทางความคิดในการดำเนินงาน  ในที่สุดวันที่  5  มีนาคม  ปี  พ.ศ.  2510  ข้าพเจ้ากับสหายเสริม  สหายโพส์  สหายสิงห์ประกาย  สหายแดงและสหายคำดีมาบุกเบิกก่อนแล้ว  และข้าพเจ้ากับสหายเสริม  สหายโพส์  ก็เริ่มฝึกการทำงานมวลชนที่เป็นจริงที่น่าน พะเยา

                งานมวลชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย  คือ

                1.  บ้านน้ำลุ  เป็นขมุก

                2.  บ้านหัวลาน  เป็นขมุก

                3.  บ้านห้วยเกตุ   เป็นขมุก

                4.  บ้านห้วยน้ำพริก   เป็นม้ง

                เป้าหมายระยะยาว  คือ  สวนยาหลวง ถึง ผาจิก  ผาช้างสูอำเภอปง  อำเภอเชียงม่วง  ลงสู่ใต้  แต่ข้าพเจ้าต้องมาติดอยู่ที่บ้านขุนน้ำพริกเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า เพราะทางการได้เริ่มทราบถึงความเคลื่อนไหวของเรา  และส่งทหารเข้ามาเล่นงานเราอย่างต่อเนื่อง  เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ากับคณะไม่อาจกระทำได้โดยง่าย และที่บ้านห้วยเกตุเขตอำเภอเชียงกลาง  เราก็สูญเสียสหายไป  2  คน  ในเดือนมีนาคม  ปี  2510  เมื่อสหายเราถูกทหารทำลายแล้ว  มวลชนในหมู่บ้าน  3  แห่งได้แก่  บ้านห้วยเกตุ น้ำลุ หัวลาน  ไม่กล้ามาสัมพันธ์กับเราอีก   ในที่สุดข้าพเจ้ากับคณะก็ตัดสินใจเปลี่ยนเข็มทุ่มไปบ้านขุนน้ำพริกเป็นจุดหนักในการทำงาน  ข้าพเจ้ากับคณะอาศัยบ้านน้ำตุ่ม  หรือบ้านไฟไหม้ในเขตลาวเป็นฐาน  ในทีมมีสหายสิงห์ประกายเป็นหัวหน้า  ลูกทีมมีข้าพเจ้าสหายเสริม  สหายสังข์ทอง  สหายโพส์  รวม  5  คน  หนึ่งปีผ่านไปเราก็ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก  แต่ข้าพเจ้ากับคณะยังคงมุมานะต่อไปโดยไม่ลดละเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่ข้าพเจ้ากับคณะใช้เป็นอาวุธในการทำงานเวลานั้นคือ  ศึกษาทฤษฎีปฏิวัติของท่านมาร์คซ ท่านเลนิน  และของท่านเหมาเจ๋อตุง  ติดอาวุธทางความคิดให้แก่สมองของตน  ทำให้ได้ถึงขั้น  1.  ไม่กลัวยาก  2.  ไม่กลัวตาย  ทำงานเพื่อพรรค  เพื่อมวลชน  จะเพื่อมวลชนได้ต้องดัดแปลงความคิดให้เป็นแบบปฏิวัติไปชั่วชีวิตเท่านั้นจึงจะกระทำได้  สิ่งที่ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นด้วยสายตาตัวเองก็คือการเรียนเอาแบบอย่าง  จากนิพนธ์สามบทเก่าของท่านเหมาเจ๋อตุง  อันได้แก่

1. รับใช้ประชาชน

2.  ระลึกนอเมน เบนธูนร์

3.  ลุงโง่ย้ายภูเขา

ในช่วงนั้นเองข้าพเจ้าก็ได้รับการแนะนำให้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเดือนสิงหาคม  ในปี  พ.ศ.  2510  และนี่เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างถึงรากลึกของข้าพเจ้าอย่างแท้จริง  ข้าพเจ้าได้ปฏิญาณตนต่อหน่วยพรรคว่าข้าพเจ้าจะเป็นเมล็ดพืชสีแดงของการปฏิวัติ  ดำเนินการปฏิวัติไปตลอดกาล  เพื่อโค่นล้มระบอบสังคมแห่งการขูดรีดให้หมดไป  และสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ไม่มีการขูดรีดและยุติธรรมให้ได้  ตามหลักของท่านลัทธิมาร์คซ  ความคิดของเหมาเจ๋อตุง  และตามหลักนโยบาย 10 ข้อของพรรคคอมมิวส์นิสต์แห่งประเทศไทยให้ถึงที่สุด  ขั้นตอนการเข้าพรรค  มีสองขั้นตอนคือเป็นสมาชิกพรรคสำรอง  6  เดือน  เพื่อเป็นการสำรวจตรวจสอบดู โดยเอาระเบียบการเป็นข้อวัดผล  เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นชาวม้ง  มีอาชีพหลักทำไร่เพื่อเลี้ยงชีพ  จึงถือเป็นคนจน  ระยะสำรอง  6  เดือน  จากการเข้าร่วมการใช้ชีวิตในหน่วยพรรคอย่างสม่ำเสมอทำให้รับรู้โลกได้อย่างถูกต้อง  มองโลกตามความจริง  ซึ่งก็คือโลกแห่งชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น  จะมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ข้าพเจ้ามองเห็นว่า  โลกยังเปลี่ยนแปลงไปตามกฎนี้

                พอถึงกลางปี  2511  ข้าพเจ้าก็ย้ายจากบ้านไฟไหม้มาทำงานกับสหายบุญทัน  ที่บ้านห้วยเงินอยู่ที่ห้วยเงินช่วงสั้น ๆ ตอนนั้นเกิดเสียงปืนแตกที่ภูแวในเดือนมีนาคม  ต่อมาเดือนมิถุนายนเกิดเสียงปืนแตกอีกที่ดอยยาว ( ปี พ.ศ. 2510 – 2511 ) หลังจากนั้นเราก็ย้ายเข้าบ้านน้ำสาน  ซึ่งเป็นของอำเภอเชียงคำ  จังหวัดพะเยา  เพื่อเปิดสนามรบแห่งใหม่  เป็นการหนุนช่วยที่อื่น ๆ ทางการได้ส่งทหารขึ้นบ้านน้ำสาน  พอทหารขึ้นบ้านน้ำสานชาวบ้านแตกตื่นเข้าป่า  สหายประโยชน์รับผิดชอบที่นั่น  มีสหายเปา  สหายเลาจื้อ  เป็นแกนนำ  ก็เริ่มก่อกวนทหารทันที  ทหารถูกยิงบาดเจ็บหลายคน  คนย้ายเข้าบ้านน้ำสานเพราะต้องช่วยสหายบุญทัน  สหายเลาเซ็งและสหายเลาเซี๊ยที่บ้านห้วยเงินก่อน  ดูเหมือนเป็นเดือนมีนาคม  ปี  2511  แล้วที่ข้าพเจ้าเข้าบ้านน้ำสวน  ขอเข้าบ้านน้ำสานข้าพเจ้าก็ทำงานกับทีมซึ่งมีสหายประโยชน์เป็นหัวหน้าทีม  ลูกทีมมีสหายเลาเปา  สหายเลาโซ่  สหายพงศ์  ( ปัจจุบันนี้สหายพงศ์อยู่ที่อำเภอเวียงชัย )  ต่อมาในเดือนเมษายน  สหายเลาเยียก็ย้ายจากดอยยาวเข้ามาช่วยอีกคนเพราะสหายเลาเยียเป็นนักการทหารเคยเป็นผู้บังคับหมวดมาแล้วในลาว  เขามีครอบครัวในไทยแต่ไปช่วยลาวรักชาติรบกับพวกอเมริกา หวาเปา  พรรคเราขอคืนตัว  ซึ่งแนวลาวรักชาติเขาก็ไม่ขัดข้องยินดีให้พรรคเราพอสหายเลาเยียเข้ามาพร้อมกับสหายประโยชน์  หลังจากนั้นฝ่ายนำก็จัดหน่วยรบ  พิเศษเล็กขึ้นที่บ้านน้ำสาน  โดยให้สหายเลาเยียเป็นผู้บังคับบัญชาการตัวของข้าพเจ้าก็สังกัดหน่วยรบนี้ด้วย  เมื่อเริ่มเตรียมอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ข้าพเจ้ากับคณะก็ออกหาเป้าในการทำงาน  ภาระหน้าที่คือดึงข้าศึกให้มาสนใจเราเพื่อแบ่งเบาภาระของเขตงานพี่น้องในภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ  เมื่อคณะเราได้ตระเวรหาได้หลายวันก็ยังไม่พบสิ่งที่ต้องการ  คณะของเราก็มุ่งสู่บ้านภูลังกา  ภูลังกาเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์  ทางการมาตั้งโรงเรียน ต.ช.ด.  อยู่ที่นี่มีครู ต.ช.ด. 5 คน  มีเด็กหลายสิบคนจากบ้านต่าง ๆ มาเรียน

                หน่วยงานมวลชนของพรรคได้ไปล่วงหน้าก่อนนี้  ซึ่งนำโดยสหายสังข์ทอง  สหายเหลี่ยม  สหายเสริม  สหายเลายิ้ง ( สุพจน์ )  สหายสังข์ไปตั้งอยู่ที่บ้านดอยหนาง  ข้าพเจ้ากับคณะใช้เวลาเดินทาง  1  วันและคืนที่  2  อีกหลายชั่วโมง  ก็ถึงบ้านภูลังกาโดยผ่านบ้านดอยหนาง  บ้านคะแนระหว่างบ้านภูลังกากับบ้านคะแนจะมีคนเมืองเล็ก ๆ สิบกว่าหลังคาอยู่กัน  คณะของเราเดินลัดทุ่งนามุ่งหน้าขึ้นสู่ภูลังกาต่อไป  เวลาใกล้เที่ยงคืนคณะของเราก็มาถึงบ้านภูลังกา  หมู่บ้านภูลังกาใหญ่กว่าหมู่บ้านชาวม้งทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เดินผ่านไป  มีหน่วยพัฒนาที่ทางการได้ทำการคัดเลือกไปฝึกอบรมจากเชียงใหม่มาแล้ว  โดยมีเลาเบียเยีย   แซ่ท้าวเป็นหัวหน้า  เลาโซยา  แซ่ซงเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร  เมื่อชาวม้งรู้ว่าคอมมิวนิสต์เข้าบ้านภูลังกา  ชาวบ้านก็แตกตัวเป็น 2  กลุ่ม กลุ่มแรกมีหัวหน้าคือ เลาเบียเยีย  แซ่ท้าว  จะไปทางรัฐหรือไปกับทางการ  กลุ่มที่  2  มีเลาโซยา  แซ่ย่าง  ลูกเขยผู้ใหญ่บ้านจะเข้าป่าจับปืนกับข้าพเจ้ากับคณะ  วันรุ่งขึ้นชาวบ้านเตรียมขนข้าวของมีค่าไปซ่อนไว้ตามถ้ำต่าง ๆ ส่วนที่เข้ากับทางการก็อพยพสู่ที่ราบไป  เวลานั้นการสื่อสารไม่ดีเหมือนปัจจุบัน  พวกครู ต.ช.ด.   จึงไม่ทราบข่าวสารใด ๆ จากชาวบ้านเลย  ตอนบ่ายของวันที่  2  ของการเข้าบ้านสู่ภูลังกา  พวกครู ต.ช.ด. ก็เดินทางจากอำเภอเชียงคำมาถึงบ้านภูลังกา และเข้าพักที่บ้านพักของโรงเรียนที่ทางการสร้างไว้ให้  สำหรับพวกเขา  แล้วเวลา ตี 5  ของวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้ากับคณะก็เริ่มปฏิบัติการทันที  เนื่องจากขาดประสบการณ์ในการรบ  ผลปรากฏว่า ต.ช.ด. บาดเจ็บ  1  นาย  และที่เหลือรอดไป  ส่วนข้าพเจ้ากับคณะไม่เป็นไร  คณะของข้าพเจ้ายึดของได้จำนวนมาก  ระเบิดมือ  1  ลูก  วิทยุรับฟัง  1  เครื่อง  นาฬิกาปลุก  1  เรือน  สมุดดินสออีกเยอะซึ่งข้าพเจ้ากับคณะใช้การได้หลายปีทีเดียว

                นี่เป็นการรบครั้งแรกในการเดินบนเส้นทางการแสวงหา  ที่ใช้เวลาเป็นปีนับหน่วยของการเริ่มต้น  จากนั้นข้าพเจ้าแปรสภาพเป็นผู้ปฏิบัติงานมวลชนในยามว่างจากการรบ  และทำการผลิตเลี้ยงตัวเอง  เพื่อยืนยัดต่อสู้กับทางการ  ปลุกระดมชาวบ้านจัดตั้งทหารบ้าน  คอยให้การศึกษาปลุกเร้ากำลังใจแก่ชาวบ้าน  คอยระวังภัยจากการล้อมปราบของทางการ  ตอนต้นเดือนพฤษภาคม  ปี  2511  ข้าพเจ้าถูกเรียกตัวกลับบ้านน้ำสานอีกครั้ง  เพื่อรับงานใหม่  ข้าพเจ้ากับสหายดวง ( สหายหญิง )  ออกเดินทางกลับด้วยกัน  โดยสหายหล่อหัวหน้าทีมมวลชนเป็นผู้สั่งให้มา  ย้ายก็ย้ายไม่มีความเห็นทำตามความต้องการของงานไปอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆ  ทั้งสิ้น  เมื่อถึงน้ำสานถึงได้รับทราบจากสหายอุดรหรือสหายลองว่า  ให้ข้าพเจ้าทำหน้าที่หน่วยรบอีกครั้ง

                ก่อนที่กลับบ้านน้ำสาน  ได้มีหน่วยรบพิเศษจากภูแวโดยมีสหายเลายา  สหายเลาสังข์นำทีมไปทำสงครามจรยุทธ์ในเขตหลังข้าศึกเป็นเวลานาน  ในที่สุดก็มาสมทบกับหน่วยน้ำสานและได้ออกคำสั่งไปบุกเบิกเขตผาจิก  ในระหว่างที่ตระเตรียมสหายเลายาได้มาช่วยงานที่ภูลังกา  วันนั้นทหารได้ขึ้นมาทำกองปราบ  ทางเราไม่ได้ประทะซึ่งหน้ากับทหาร  เพราะเราอ่อนอยู่จึงถือเลือกตีเล็กหลีกแข็งข้าพเจ้ายืนนับจำนวนทหารที่เดินแถวอยู่ที่ไหล่เขาอีกด้านหนึ่งได้ประมาณ  36  คน  พอพวกมันเดินผ่านไป  เราก็เดินตามไปเพื่อไล่ตี  แต่ไม่ทันแล้ว  เมื่อเราไล่ไม่ทันก็แสวงหาเป้าหมายใหม่ต่อไป  ตอนเย็นเราเดินผ่านบ้านเย้า ซึ่งเขาเรียกว่าบ้านน้ำตม อยู่ใต้ภูลังกาลงมา ในคืนนั้น ข้าพเจ้ากับคณะต้องกินน้ำสกปรกการที่ข้าพเจ้ากับคณะต้องกระทำเช่นนั้นก็เพราะเวลานั้นเป็นกลางเดือนมีนาคม เริ่มไม่มีน้ำตามลำห้วยขอให้เป็นน้ำก็ใช้ได้  พอข้าพเจ้ากับคณะเดินพ้นบ้านเย้าน้ำตมไปก็ถึงบ้านป่าค่า  ที่นี่ก็เป็นบ้านเย้าเช่นกัน  เป้าหมายต่อไปหน่วย ต.ช.ด. ที่บ้านป่าค่า  ข้าพเจ้ากับคณะต้องใช้เวลาสอดแนมหนึ่งวันเต็ม ๆ ถึงได้ข้อมูลมา  ต.ช.ด. ชุดนี้มีไม่เกิน  5  นาย  และเวลาบ่าย  4  โมงมันจะมาอาบน้ำที่ลำห้วย กลางวันมันชอบเดินมาระหว่างบ้านป่าค่ากับบ้านน้ำตม  เราจึงเลือกตีมันระหว่างทางดีที่สุด  เมื่อคณะเราเลือกเป้าได้แล้วเราก็เข้านอนแต่เช้าเพื่อประจำที่ตอนเช้ามืดในวันรุ่งขึ้น  เวลาตี  4  คณะเราก็เข้าซุ่มเรียบรอ้ยแล้ว  เวลาประมาณ  11.00  นาฬิกา  มี ต.ช.ด. ก็เดินออกจากป่าค่าจะเข้าบ้านน้ำตมตามแผนที่วางไว้จริง  กำลังของคณะเราก็มีประมาณ  20  คน  ข้าพเจ้ากับอีกหลายคนไม่ได้ลั่นกระสุนเลย  รู้สึกเสียดายมาก คณะเรายึดปืนได้  1  กระบอกพร้อมกระสุนหลายสิบนัด  เวลาที่ถอยหลังนั้นคณะของเราต้องถอยไปท่ามกลางไร่ของชาวบ้านที่ชาวบ้านกำลังถางไร่โค่นต้นไม้อยู่  ระหว่างที่กำลังถอยอยู่ เมื่อ ต.ช.ด. ที่เหลืออยู่มันได้ยินเสียงปืนดังใกล้ ๆ มันคงรู้ว่าถูกทหารป่ายิง  มันก็รีบรุดหน้ามาที่เกิดเหตุ เมื่อมันเห็นพวกของมันถูกเรายิงตาย  มันก็จะยิงปืนเป็นการใหญ่ และมันมองมาทางไหล่เขาตางข้ามกับมันก็เห็นคณะของเรากำลังถอยอยู่กลางไร่ มันกราดปืนมาใส่คณะเราทันที  ข้าพเจ้าเห็นวิถีกระสุนบินผ่านตัวข้าพเจ้าทั้งบนหัวและด้านข้าง  เหมือนเสียงผึ้งบินหาเหยื่อ

                ทันใดนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงออกคำสั่งว่า  ยิงโต้ตอบมัน  ยิงโต้ตอบมัน  ติด ๆ กันหลายครั้งข้าพเจ้าและคณะต่างก็รู้ว่าเป็นคำสั่งของสหายเลายา ผู้บัญชาหน่วยรบที่จังหวัดน่านส่งมา  ปืน 10 – 20  กระบอกต่างหันปากกระบอกปืนไปยังทีม ต.ช.ด.  ออกไปพร้อมกัน  เสียงปืนของ ต.ช.ด. ก็เงียบหายไปได้ผล ต.ช.ด. ถูกปืนปฏิวัติกดขวัญลาไป  จากนั้นสหานนักรบคนกล้า  ก็ก้างรุดหน้าต่อไปด้วยท่าทีที่องอาจ

                ครั้งนี้เป็นครั้งที่  2  ที่ข้าพเจ้าเข้าร่วมรบ หลังจากกลับจากโรงเรียนการเมือง การทหาร T 32  เสร็จจากรบที่ป่าค่า  สหายเลายา  สหายเลาสังข์  สหายประโยชน์  ก็นำทีมงาน  10  กว่าคนเดินทางไปผาจิก  ข้าพเจ้าอยู่ภูลังกาต่อ  โดยมีสหายหล่อเป็นหัวหน้าทีม  และคณะของเราก็ย้ายอยู่ที่ใหม่  จากสำนักป่ากล้วยไปยังสำนักป่าหวาย  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของยอดภูลังกา  ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  2,000  เมตร  เป็นที่ป่าลึก  มีธรรมชาติที่ดีในการหลบซุ่มจากทหารของทางการ ที่สำนักป่าหวายนี่แหละที่ข้าพเจ้า  ได้รับคำสั่งกลับบ้านน้ำสานเพื่อรับหน้าที่ใหม่  คือทำหน้าที่หน่วยรบ  สหายหล่อเป็นคนแจ้งคำสั่งให้ข้าพเจ้าทราบว่า  ขอให้ข้าพเจ้านำสหายดวงไปด้วย ฝ่ายนำมีงานใหม่ให้เราทั้งสองคนทำ ข้าพเจ้ากับสหายดวงออกเดินทางจากสำนักป่าหวายลงมาทางบ้านคะแน  มีชาวบ้านคะแนมาด้วย  ข้าพเจ้ากับสหายดวงมาค้างคืนที่บ้านคะแนวันรุ่งขึ้นเราก็ออกเดินทางต่อมายังบ้านน้ำสาน พอถึงบ้านน้ำสาน สหายดวงกับข้าพเจ้าก็แยกย้ายกันทำงาน  สหายดวงทำงานมวลชน ส่วนข้าพเจ้าเข้าหน่วยรบ โดยมีสหายดวงอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง การทหาร  เป็นเลขาหน่วยพรรค พลประจำมี  12  คน  มีสหายพุ่งเป็นผู้บังคับหมู่  ตัวข้าพเจ้าเป็นหน่วยที่  2  สุดท้าย

                งานแรกสุด  คือทำพิธีการปฏิญาณตนเข้าสมาชิกพรรคสมบูรณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  คุณสมบัติของสมาชิกพรรคแต่ละคนคือเป็นกองหน้าของขบวนปฏิวัติทั้งขบวน หลังจากนั้นข้าพเจ้า  ได้ใช้ชีวิตอยู่ในหน่วยรบ  เป็นเวลาหนึ่งปีครึ้ง  พื้นที่ปฏิบัติงานมี  ภูลังกา  บ้านน้ำสาน  บ้านดอยหนาง  และบ้านคะแน  จัดหนักเน้นการรบกวนดักซุ่มตีเป็นสำคัญ  รองลงมาก็งานมวลชนตามที่ต่าง ๆ การรบดักซุ่มตีทหารบ้านแฮะ  1  ครั้ง  รบกวนค่ายบ้านแฮะ  1  ครั้ง  ซุ่มตีการสร้างถนนระหว่างบ้านแฮะของอำเภอเชียงคำ บ้านแฮะ  อำเภอปง  2  ครั้ง  ยึดปืนและกระสุนหลายรายการ  มาช่วยงานเขตดอยยาว  1  ครั้ง  พอถึงต้นปี  2513  ไปช่วยงานเขตน่านที่ดอยหู  ข้าพเจ้านำทีมไปช่วยงานมวลชนที่ผาจิก ผ้าช้าง ยังไม่แล้วเสร็จ  ก็ได้รับคำสั่งให้กลับ T 1  หรือสำนักบ้านกล้วยด่าน  โดยทิ้งนักรบอีสานส่วนใหญ่ไว้ที่ผาจิก  กลับแค่  2  คน  มีข้าพเจ้าสหายนั่นเท่านั้น  ที่ทิ้งไว้ผาจิก มีสหายนำชัย สหายพา สหายประสิทธิ์ ซึ่งสหายประสิทธิ์ปักหลักมีภรรยาอยู่ที่ผาจิก  จนถึงทุกวันนี้ เขาเป็นสหายที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าในบรรดาสหายอีสานข้าพเจ้าที่มีอยู่

                ก่อนเข้าดอยหูหน่วยรบของพรรคหน่วยนี้ก็ต้องยุบลง  ส่วนข้าพเจ้าเมื่อกลับจากดอยหูก็เข้าทำงานมวลชน    ภูลังกา น้ำสานต่อ  ใช้เวลาอยู่กับมวลชนนานกว่า  1  ปี  ก็คิดจะจัดตั้งกองสู้รบขึ้นมาใหม่  ในเวลานั้นขบวนของพรรค มีปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมายให้เห็นในขบวนการปฏิวัติ  มวลชนก็แยกเป็น  2  ส่วนขึ้น  ซึ่งก็ก่อผลต่อเหล่าชาวพรรคปฏิวัติด้วยซึ่งก็รวมทั้งข้าพเจ้าเอง  ไม่มีการยกเว้นเลยและสหายเสริมก็เห็นด้วยกับการคิดของข้าพเจ้าข้างต้น  เมื่อเปิดประชุมแลกเปลี่ยนกันแล้ว  ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการให้จัดตั้งกองกำลังหลังขึ้นมาใหม่  สถานที่ประชุมที่บ้านน้ำสาน  ในที่สุดได้ตกลงให้สหายเสริมเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนการเมือง การทหาร ของข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับหมวด สหายประถมเป็นรอง โดยกะว่าก่อนประกาศจัดตั้งอย่างทันการ จะต้องทำการรบเพื่อนำชัยชนะมาเป็นของขวัญแก่การจัดตั้งกองรบกองใหม่นี้

                ข้าพเจ้าต้องทำงานหนักเพื่อการนี้เป็นเวลา  3  เดือนเต็ม ๆ โดยเลือกปางหมูเป็นเป้าหมาย  ค่ายนี้ตั้งห่างจากตัวอำเภอเชียงคำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  30  กว่ากิโลเมตร  เส้นทางบำรุงกำลังมาจากทางอากาศทางเดียว  เท่าที่ข้าพเจ้าสืบทราบเป็นกองพลเสือดำ  กำลังพลมี  1  หมู่  มีอาสา  1  หมวด  ข้าพเจ้ากับคณะคาดว่ากำลังที่เราต้องการทำลายจริงคือพวกทหารเสือดำเท่านั้น  ส่วนอาสาเราจะใช้วิธีแยกสลายมันเพราะพวกอาสาเรามีความสัมพันธ์กันอยู่ เมื่อข้าพเจ้าทำการสอดแนม   ได้ข้อมูลแล้วเราก็

เริ่มกำหนดแผนไว้ ตอนตี 4 ของวันรุ่ง  โดยสหายเลายาเป็นผู้บังคับบัญชาการรบเอง   หน่วยมีดปลายแหลมมี  8  คนเรียงตามลำดับ

                1.  สหายเสริม                                                                      2.  สหายเลาใช่

                3.  สหายกรุง                                                                       4.  สหายช่วง

                5.  สหายหมอเลาเร่ง                                                             6.  สหายเลายา

                7.  สหายวินัย                                                                      8.  สหายประถม

                หน่วยกำลังหนุน

                1.  สหายศรีทน                                                                    2.  สหายมั่น ( ข้าพเจ้าผู้เขียน )

                3.  สหายพลี                                                                       4.  สหายบุญรอด

                5.  สหายวิชาญ                                                                    6.  สหายชนะ

                7.  สหายมานะ

                รายชื่อของผู้รบครั้งนี้เท่าที่จำได้มีดังนี้

                1.  สหายเลายา                                                                      2.  สหายเลาสังข์  ผู้ช่วยผู้บัญชาการรบ

                3.  สหายเสริม                                                                       4.  สหายเลาใช่

                5.  สหายกรุง                                                                        6.  สหายช่วง

                7.  สหายหมอเลาเร่ง                                                               8.  สหายประถม

      9.  สหายศรีทน                                                                    10.  สหายสัจจะ

      11.  สหายสวัสดิ์                                                                  12.  สหายมั่น

      13.  สหายพลี                                                                     14.  สหายวินัย

      15.  สหายวิระ                                                                     16.  สหายบุญรอด

                17.  สหามานะ                                                                    18.  สหายชนะ

                19.  สหาวิชาญ                                                                   20.  สหายเลาซง

                21.  สหายหมอจน                                                               22.  สหายบรรจง

                23.  สหายอารีย์                                                                 24.  สหายประกาศ

                25.  สหายณรงค์ ( ทหารช่าง ) ฯลฯ

                ขบวนของทหารบ้านอีกหลายคนเช่น  สหายเลากา  สหายเลาจือเร่ง  น้องเลากาเป็นต้น  มีไม่ต่ำกว่า  40  คน  การรบครั้งนี้พูดถึงจุดประสงค์และผลได้ผลเสียแล้ว  ข้าพเจ้าเห็นได้ตามเป้าคือได้ส่งผลสะเทือนต่อทหารในระแวกนี้ไม่มากก็น้อย  ว่าทหารปฏิวัติเป็นทหารกล้าที่จะประมาทไม่ได้  เป็นการทำลายขวัญของพวกมันลงไป

                การสู้รบครั้งนี้  ข้าพเจ้าได้สูญเสียสหายที่สนิทไป  3  คน  คือ  สหายเสริมเพื่อนนักเรียนการเมือง การทหาร  T 32  สหายเลาใช่และสหายหมอเลาเร่ง เป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่ค่อนข้างออกจะแพงเกินไปในสายตาของข้าพเจ้า

                ครั้งนี้เราทำลายค่ายนี้เรียบ ผู้หมวดและรองผู้หมวด  อ.ส.  ตลอดจนหัวหน้าหมู่ที่เข้าเวรถูกทำลายหมด  ผู้หมวดถูกรับเป็น  พวกทหารเสือดำถูกฆ่าตายคาที่  5  ศพ  3  คนหลบหนีไปได้โดยไม่ได้นุ่งผ้าติดกายเลย  ทรัพย์สินถูกไฟคลอกเป็นหน้ากอง รวมทั้งคนตายของข้าศึกด้วย  ปัจจุบันเหล่าวีรชนคนกล้าทั้ง  3  ก็ยังคงนอนหลับอยู่    ตีนดอยเทือกเขาภูป่ามะโอ

                สหายเอ๋ยหลับเถิด  ข้าพเจ้ายังระลึกถึงท่านทั้ง  3  อยู่เสมอ  ข้าพเจ้ายังคงร้องเพลงสดุดีวีรกรรมของท่านอยู่มิรู้ลืม

                เนื่องด้วยการรบครั้งนี้ สหายต้องเสียไป ทางหน่วยพรรคได้มอบงานสหายเสริมให้ข้าพเจ้าทำแทน เป็นผู้บังคับหมวดชั่วคราว  ในเวลานั้นนอกจากสหายเสริมที่เสียไปแล้วสหายที่ดีอีกคนของข้าพเจ้าก็คือสหายอารีย์ จากภาคกลาง หลังจากรับงานแล้วข้าพเจ้าก็ต้องไปมาระหว่างภูลังกา น้ำสาน  T 2  เพื่อช่วยหน่วยงานพี่น้องด้วยกัน  ช่วงนั้นเป็นเดือนตุลาคม  2513  ข้าพเจ้าเป็นไข้ป่าอีกครั้ง  เกือบเอาตัวไม่รอด ยังดีมีหมอวิวัฒน์มิตรสหายที่ดีช่วยไว้ได้ ข้าพเจ้าต้องนอนป่วยอยู่เป็นเวลา  1  เดือนเต็ม บางครั้งสลบไปไม่รู้เรื่องด้วยความรักและห่วงใยของสหายวิวัฒน์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ  ในที่สุดข้าพเจ้าก็ค่อยเป็นปกติ หน้าที่คือสหายมิ่งหรืออดีต  ส.ส  ของจังหวัดสงขลาให้ข้าพเจ้าไปช่วยสหายศรีทนกำจัดสายลับที่สบเป็ด  แต่ไม่ได้ทำเพราะป่วยเสียก่อน หลังจากหารจากการป่วยข้าพเจ้าก็เดินทางกลับภูลังกา  พอถึงภูลังกาสหายอารีย์ก็รายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพวกสายลับให้ทราบ โดยเล่าว่าในระหว่างที่ข้าพเจ้าไปทำงาน T 2  นั้น ทางการได้ใช้เลาเจอ เข้ามาหลอกนานเลาหวังจัว ให้ลงไปหาเลาเจอที่บ้านข้างล่าง  แล้วพาเลาจัวไปเที่ยวเชียงใหม่เป็นเวลา  2  วัน  ต่อมาเราก็จัดการด้วยวิธีตักเตือน  ให้การศึกษาอบรมแก่มวลชนข้างใน  สำหรับพวกข้างนอกสุดวิสัยเราก็กำจัดเสีย เลาเจอก็ไม่มียกเว้น สายลับเหล่านี้คอยก่อเรื่องอยู่เรื่อย

                ในตอนกลางเดือนกุมภาพันธ์  2514  ข้าพเจ้ากับสหายยาร่วมกันเสนอความเห็น  และนำส่งไปให้ศูนย์กลางพรรคพิจารณา เกี่ยวกับการจัดตั้งกองกำลังหลักของสองจังหวัด  อันได้แก่  น่าน เชียงรายในอนาคต  โดยข้าพเจ้าและสหายเลายาจะเดินทางไปน่านด้วยกัน แต่ก่อนจากภูลังกาไปกับข้าพเจ้าสหายเลายา สหายมิ่ง ได้เดินทางเข้าผาจิก พอถึงผาช้าง ไม่กี่วันทางการได้ส่งทหารเข้ามาปราบเราอีกระลอกใหม่  การต้านการล้อมปราบได้ดำเนินไปเกือบ  20  วัน  อีกครั้งที่ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมด้านการล้อมปราบด้วยตัวจริง  ข้าศึกได้ขึ้นมาทางโปงอาง  โดยมีข้าพเจ้า สหายประสิทธิ์ สหายเลาซื่อ รวม 3 คน  เรากะว่าจะไปยิงตอนพวกมันลงมาตักน้ำในห้วยแต่ไม่เป็นผล  เราร่วมกันวางแผนไว้ว่า  เอาไว้ตอนเช้ามืดเราจะไปรอพวกมันลงมา แต่แล้วก็พลาดอีก  เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมาไม่ได้หลับ  นอนหลับไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอตื่นมาพวกมันเข้ามาตักน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเราทั้ง  3 คนกำลังปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรนั้น  เสียงเครื่องบินก็เริ่มดังมาแต่ไกล โอองค์ผู้เป็นเจ้าโปรดประทานให้โดยแท้ ทันใดนั้นเราก็ปรากฏแก่สายตาตัวเองว่า  ได้โอกาสแล้ว  ข้าพเจ้าก็ออกคำสั่งว่ายิง  ข้าพเจ้าทั้ง  3  คนก็เหนี่ยวไกพร้อมกัน  ข้าพเจ้ายิงได้แค่  1  ชุดเพราะปืนขัดข้อง  ส่วนสหายของข้าพเจ้ายิงได้คนละ  2  ชุด ผลปรากฏว่าเครื่องบินมันถูกเรายิงตก  พร้อมเจ้านายยศพันโทตายเรียบ เพื่อล้างแค้นแก่นายที่ตายเป็นผีแล้ว พวกมันได้ส่งเครื่องลำใหม่พร้อมจรวดมายิงกราดใส่ข้าพเจ้ากับสหายแต่ก็เปล่าประโยชน์ ทำอะไรเราไม่ได้

                ผลการล้อมปราบ และการต้านการล้อมปราบ พวกมันสูญเสียทั้งคนและเครื่องบินไป  2  ลำและคงคิดเป็นมูลค่ามหาศาล  ส่วนเราเสียเวลาและเครื่องกระสุนไปจำนวนหนึ่ง  แม้แต่ขนหน้าแข้งก็ไม่หลุด พอปิดฉากการสู้รบที่สนาม ข้าพเจ้ากับคณะก็มาเปิดฉากแนวรบด้านความคิดต่อ  ข้าพเจ้ากับคณะใช้เวลาดำเนินไปกว่า  10  วัน  ก็บรรลุผลโดยปลุกระดมให้มวลชนลุกขึ้นมาโค่นพวกเจ้าก๊กลงไปเป็นผลสำเร็จ  หลังจากที่จัดการพิธีศพให้สหายหมอโชคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางกลับภูลังกาทันที  การกลับภูลังกา  มีหน้าที่  2  อย่าง คือ  1.  นำกองลำเลียงไปขนของจากแนวหลัง  2.  ไปแจ้งแก่สหายประกาย  รับทราบการทำคลอดของเขาไม่ต้องรอหมอโชค  เพราะหมอโชคได้เสียชีวิตไปแล้วจากอุบัติเหตุ  และมารอที่  T 2  เพื่อเดินทางไปจังหวัดน่าน

                หลังจากเดินทางมาถึง  T 2 ก็รับทราบจากสหายโว่ง  ว่าทางศูนย์กลางให้ท่านถือคำสั่งของศูนย์กลางมาให้คณะที่จะเดินทางไปเมืองน่าน  งดไว้ก่อนเพราะมีการเปลี่ยนแปลง  แต่รายละเอียดให้สหายเลายากลับมาจากผาจิกเสียก่อน  ในระหว่างรอสหายเลายา  ข้าพเจ้าทำหน้าที่กงการผลิตกับสหายที่  T 2  ร่วม  20  วัน  ในระหว่างที่ต้านการล้อมปราบในเดือนมีนาคม  2514  นั้น  ที่ภูลังกามันก็ขึ้นมาปราบด้วย   และสหายของเราที่ภูลังกา  ได้สูญเสียสหายประถมไป  และจากการไปของสหายประถมมีผลให้ข้าพเจ้าต้องเข้าไปประจำที่ภูลังกาอีกครั้ง  เป็นเวลาหนึ่งปีกว่า นับจากเดือนมิถุนายน  2514  ถึง เดือนสิงหาคม  ปี  2515  หนึ่งปีที่ภูลังกา  อะไร ๆ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสาย  มวลชนเกิดการสับสนทางความคิดแยกกันเป็น  2  ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งจะลงไปหาทางการ  อีกฝ่ายหนึ่งจะอยู่กับพรรคต่อไป  ฝ่ายนำของพรรคก็ไม่ขัดข้องแล้วแต่ความสมัครใจของมวลชน  อยู่ก็ได้ไปก็ดี ส่วนข้าพเจ้าเองก็เข้าใจ  เหตุการณ์และเหตุผลของสถานการณ์การต่อสู้ของการปฏิวัติไทยในเวลานั้นได้

                จากสภาพการณ์ของการทำงานมวลชนเป็นเวลา 5  ปีเต็ม ๆ เป็นการสะสมความรู้สึกของความนึกคิดมาเป็นความรู้ความชัดเจน  เกิดความคิดเห็นที่มีเหตุผลในการปฏิวัติ  จากปลายปี  2514  ข้าพเจ้าได้เสนอข้อคิดเห็นไปให้แก่ฝ่ายนำพิจารณาอนุญาตให้ข้าพเจ้าลงสู่เขตรอยต่อ  ที่ติดต่อกับเขตพื้นที่การเคลื่อนไหวของเราโดยใช้เหตุการณ์ของการมอบตัวของมวลชนให้เป็นประโยชน์  แต่ก็ถูกปฏิเสธ  จนถึงเดือนสิงหาคม  พ.ศ.  2515  ฝ่ายนำก็ยังไม่อนุญาต  ในที่สึกข้าพเจ้าก็ตัดสินใจดำเนินการด้วยตัวเอง  เหตุการณ์เดือนสิงหาคมก็เริ่มต้นขึ้นที่สำนัก  T 2  หรือภูลังกา  โดยมีผู้รู้เหตุการณ์ในครั้งนี้เพียง  2  คน  คือสหายพึ่ง  และสหายประกาศเท่านั้น  เหตุการณ?นี้จะเกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้าในอนาคตนั้นไม่มีใครล่วงรู้ได้  แต่ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้แน่  และการปฏิวัติที่เป็นจริงในเวลา  3  ปี  ใต้คมดาบปลายปืน  3  ปีในกรงเหล็ก  และ  3  ปีในเงื้อมือของ  ก.อ.ม.ร.น.  ที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถที่สุดของทางการไทย  ก็ทำอะไรข้าพเจ้าไม่ได้  จากวันที่  22  สิงหาคม  2515 ถึง  6  มิถุนายน  2518  ข้าพเจ้าก็ยังเป็นตัวของข้าพเจ้าอยู่เช่นเดิม  และ  6  มิถุนายน  2518  ก็กลับมาอยู่อ้อมอกของพรรคอีกเป็นครั้งที่  2  จนตราบเท่าทุกวันนี้และจนวาระสุดท้ายของพรรคได้ตายจากข้าพเจ้าไปแต่ข้าพเจ้าก็ยังเป็นคนเดิม

 

ตอนที่  5

                การเริ่มต้นของผู้มอบตัว  22  สิงหาคม  พ.ศ.  2515  เวลา  9  โมงเช้า  หลังจากทานข้าวเช้าปกติอาวุธประจำกายของข้าพเจ้า คือ  อาก้า  แต่วันนี้ต้องเปลี่ยนมาเป็น  คาร์บิ้น  หน้าที่ของข้าพเจ้าในวันที่  12  คือ ไปติดตามการเคลื่อนไหวของทหารทางการค่ายน้ำมิ้น น้ำลาว  ค่ายนี้ตั้งอยู่    บ้านมิ้น  ห่างจากภูลังกาไปทางทิศตะวันตกประมาณ  20  กิโลเมตร  มีทหารประจำ  1  หมวด  ส่วนสหายร่วมรบของข้าพเจ้าที่เหลือไปทำการผลิตเลี้ยงตัวเอง     ข้าพเจ้าหลังสับเปลี่ยนอาวุธเรียบร้อยแล้วก็พากล้องส่องทางไกล  1  ตัว  ลูกระเบิดมีด้าม  2  ลูก  กระสุนปืนคาร์บิ้น  100  นัด  แล้วก็ออกเดินทางไปที่หน้าผาด้านตะวันตกของสำนัก  T 2  หลังจากถึงหน้าผาแล้ว  ข้าพเจ้านั่งส่องดูค่ายอยู่พักหนึ่ง  แล้วก็ปลดระเบิดมือไว้พร้อมกับกล้องสิ่งทางไกลมากองไว้เป็นที่เอาใบกล้วยปิดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็อำลาไป  กล้องส่องทางไกลผู้ช่วยสายตาของข้า ลาก่อน  ระเบิดมือผู้ปกป้องลาก่อนและสหายทั้งหลายลาก่อน  ข้าสัญญาอีก  3  ปี  เราได้พบกันแน่  ถ้าหากยังมีลมหายใจ  และก็เป็นจริงดังกล่าว  เมื่อลงจากหน้าผาข้าพเจ้าก็เดินตามลำห้วยเล็ก ๆ ลงสู่แม่น้ำลาว  เดินไปเรื่อย ๆ ในไม่ช้าก็เห็นรอยทางเดินของชาวบ้านแม่ลาวขึ้นมาหาของกินในป่าเต็มไปหมด เดินไปได้อีกไม่ไกลก็ถึงลำน้ำลาว ลำน้ำลาวเป็นลำน้ำไหลงลงมาทางเหนือของยอดเขาภูลังกา สูงจากระดับทะเล  2,000 – 3,000  เมตร  มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมตลอดชั่วนาตาปี ไฟป่าไม่มีสิทธิ์ลามไปถึงได้  นานมาแล้วสันดอยภูลังกาเป็นแหล่งหากินของสัตว์ทุกชนิด อุดมไปด้วยของกิน ของใช้ของคนทั้งคนเมือง  เย้า  ม้ง  จีนฮ้อ  หลังจากฤดูหนาวคนทั่วสารทิศจะขึ้นไปหาจองกินที่นั่น เช่นหาหวายมีราคา  ล่าสัตว์  เช่นหมูป่า  กิ่ง  กัวะ  และลิง  ผา  นกคอ  ไก่ป่า  ไก่ฟ้า  เป็นต้น

                ข้าพเจ้าเดินได้ประมาณ  1  ชั่วโมลงมาถึงน้ำลาว  น้ำลาวในเดือนสิงหาคมเชี่ยวมาก  ข้าพเจ้าไม่อาจเดินข้ามด้วยตัวเองได้เลย ข้าพเจ้าแอบอยู่ข้างทางครู่ใหญ่ ก็มีสองพ่อลูกพร้อมเจ้าความ  1  ตัว เดินมาจากไหล่ดอย  เมื่อเขาเดินมาใกล้ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็ออกมาข้างทาง เด็กผู้ชายอายุประมาณ 14 – 15  ปีเห็นข้าพเจ้าถือปืนเดินเข้ามาหา เขารีบลงจากหลังควาย ทำท่ากลัวตัวสั่น ข้าพเจ้าจึงพูดออกไปโดยเร็วว่าอย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าต้องการมามอบตัวแก่ทางการ ช่วยพาตัวข้าพเจ้าไปหาผู้ใหญ่บ้านที  พอเขาสองพ่อลูกรับทราบถึงจุดประสงค์ของข้าพเจ้าแล้ว เขาก็มีอาการเป็นปกติเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้ายินยอมมอบปืนให้แก่ผู้เป็นพ่อเป็นคนถือไปส่งผู้ใหญ่บ้าน ทุกอย่างก็เป็นอันเข้าที่เขาให้ลูกชายขึ้นหลังความข้ามน้ำไปส่วนเขาจูงแขนข้าพเจ้า แล้วเราก็ว่ายน้ำไปด้วยกัน ข้ามไปเป็นที่ปลอดภัยดี เมื่อเดินขึ้นบ้านผู้ใหญ่บ้านเห็นมีพลทหาร  2  นายอยู่บนบ้านผู้ใหญ่บ้าน พวกลงมาจากค่ายเพื่อจีบผู้หญิง หลังจากที่คุยกันกับผู้ใหญ่บ้านเป็นที่เข้าใจแล้ว ผู้ใหญ่พร้อมพลทหารทั้งสอง เดินไปส่งข้าพเจ้าเพื่อมอบตัวต่อผู้บังคับบัญชาค่าย

                พอเข้าประตูค่ายเข้าไป ข้าพเจ้าเห็นเขาอายุคงประมาณ 35 – 36  ปี เป็นคนพูดภาษากลาง เชิญให้ข้าพเจ้านั่ง  เข้านั่งที่ด้านหน้าของหลุมบังเกอร์  และเราก็เริ่มการพูดคุยกัน  เท่าที่ได้สัมผัสหมวดคนนี้เป็นคนไม่ถือตัวอะไร เขาก็ไม่ได้ทำการค้นตัวข้าพเจ้าแต่อย่างไร เพราะตอนที่บ้านผู้ใหญ่บ้านผ่านการค้นตัวมาแล้ว อันดับต่อไปก็คือเขารายงานต่อไปยัง  บก. ส่วนหน้า   ที่เชียงคำทางวิทยุสื่อสารเสียงดังฟังชัดเจนว่า ขอรายงานทาง บก. ทราบ  เวลา  13.30  นาฬิกา  วันที่  22  สิงหาคม  พ.ศ. 2515  มีผักกาดแคมเข้ามอบตัว  1  ราย  โปรดทราบตามนี้ด้วย  และให้ บก. ส่ง ฮ. มารับเดินทางไปเชียงคำต่อไป  คืนนั้นข้าพเจ้าเข้านอนที่หลุมบังเกอร์กับผู้หมวด  โดยมีทหาร  2  นายทำหน้าที่เวรยามทั้งคืน  วันรุ่งขึ้น ฮ. มารับเวลา  11.00  นาฬิกา  แต่อากาศไม่ดี  ฮ. มารับไม่ได้  เลยเปลี่ยนมาเป็นรถหุ้มเกาะแทน โดยให้ บก.ส่งรถจิ๊บมารับที่ใต้บ้านแฮะไปเชียงคำ  เวลานั้นการคมนาคมไม่ดี  สะพานข้ามน้ำทุกจุดล้วนแต่ไม่ดี  ดังนั้นการติดทาง บก. จึงไม่สะดวกเลย ที่ค่ายน้ำมิ้นรถจิ๊บทหารก็ไม่มีใช้ มีแค่รถหุ้มเกาะ  2  คันเท่านั้น  ถ้า ฮ. มาไม่ได้ก็มีรถหุ้มเกาะเท่านั้นที่ใช้ได้  ไอ้ตัวรถหุ้มเกาะนั้นมีความสามารถพิเศษอยู่ในตัว  กล่าวคือมันมีใบพัดติดอยู่ด้านท้ายของรถ  เวลาลงน้ำมันก็ทำหน้าที่เป็นหางเรือแทนเรือได้สบาย ข้าพเจ้าต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงเดินถึงจุดนัดพบได้ เมื่อขึ้นรถหุ้มเกาะเดินทางไปถึง รถจิ๊บทหารคันที่มารับข้าพเจ้า ก็จอดรออยู่แล้ว พอข้าพเจ้าลงจากรถหุ้มเกาะก็ขึ้นรถจิ๊บทหารทันทีมุ่งหน้าที่เชียงคำ ประมาณ 4 – 5  โมงเย็นเห็นจะได้  หลังจากนั้น บก. ส่วนหน้าก็จัดเครื่องแต่งกายมาให้ข้าพเจ้า  1  ชุด  มีกางเกงขายาว  เสื้อยืด  1  ตัวเอาไว้เปลี่ยนหลังทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว  ทาง บก. ให้ข้าพเจ้าเข้าไปนอนในเรือนจำเชียงคำ  1  คืน

                ในเรือนจำเชียงคำ  สวัสดิการแย่มาก ข้าพเจ้านี่ชอบขับถ่ายตอนตี  4  ตี  5  เสมอทุกเช้า เนื่องจากเรือนจำ สวัสดิการเลว ห้องน้ำห้องส้วมไม่มีให้ผู้ต้องขัง ข้าพเจ้าจำเป็นต้องขับถ่ายลงถังขยะด้วยความจำใจ เพื่อผู้ต้องขังของข้าพเจ้าก็ไม่ว่ากระไร ถึงในใจส่วนลึกเขาอาจรังเกียจข้าเจ้าก็ว่าได้ แต่ภายนอกเขาก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมาว่ารังเกียจการกระทำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านึกชื่นชมเขาอยู่ในใจ เมื่อเจ้าหน้าที่มาเปิดประตู  ข้าพเจ้าก่อนที่จะจากเขาไป ข้าพเจ้าก็จัดการล้างถังขยะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจากไป ดูเขาพอใจการกระทำของข้าพเจ้าไม่มากก็น้อย และข้าพเจ้าก็ไม่ได้พบผู้ต้องขังรายนี้อีกเลย

                เวลาประมาณ 8 – 9  นาฬิกา ท่านที่มารับข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้กองจาก บก. ส่วนหน้าอีกเหมือนเมื่อวาน แต่เป็นปลัดอำเภอ ฝ่ายป้องกันและปราบปราม เขามีชื่อว่าปลัดบุญธรรม นามสกุลไม่ทราบ สำหรับท่านปลัดบุญธรรมคนนี้   ในสายตาของข้าพเจ้าเท่าที่รู้จักเขาเป็นคนดีพอการ  ข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่กับเขา  5  วัน  วันแรกที่ท่านไปรับข้าพเจ้าจากเรือนจำ เขาพูดกับข้าพเจ้าว่า มั่นต่อแต่นี้ไปหลายวันมั่นไปอยู่กับผมนะ ข้าพเจ้าคิดในใจว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าเดินทางไกลจากภูชี้ฟ้า ถึง เขาจินกังซาง  จากจินกังซาง ถึง กำแพงเมืองจีน ภูลังกา ก็ล้วนเพื่อการแสวงหาและการจากภูลังกา สู่เชียงคำ ก็เพื่อประโยชน์ของการแสวงหาเช่นกัน ไม่มีอะไรที่คนชาวม้ง  แซ่ท้าว  แห่งภูชี้ฟ้าคนที่มีชื่อว่า มั่น  คนนี้ทำไม่ได้  เพื่อการปฏิวัติ  อยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น  ไม่ว่า  ในที่สุดข้าพเจ้าก็ไปอยู่กับกองร้อย  อ.ส.  ของอำเภอเชียงคำนั่นเอง ในฐานะที่ท่านปลัดบุญธรรมทำหน้าที่เป็นฝ่ายป้องกันและปราบปรามของอำเภอพวก  อ.ส. จึงอยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน ท่านจึงนำตัวข้าพเจ้าไปฝากผีไว้ที่  อ.ส.  มาวันที่  24  สิงหาคม  เนื่องด้วยข้าพเจ้าเป็นผู้กลับใจ ท่านปลัดจึงไม่กักขังข้าพเจ้าแต่อย่างใด ข้าพเจ้ามีสิทธิ์เดินเล่นตามบริเวณใกล้เคียงแถวนั้นได้  ข้าพเจ้าเดินเล่นอยู่ที่หน้าบ้านยกพื้นหลังหนึ่ง บนบ้านมีคนอยู่  3  คน  หญิง  1  คน  ชาย  2  คน  ชายทั้งสองเป็นตำรวจ  ส่วนหญิงอีก  1  เป็นเมียของตำรวจในสองคนนั้น ผู้เป็นหญิงนั้นออกปากเรียกข้าพเจ้าขึ้นไปบนบ้านหลังนั้น   เพื่อเป็นการให้เป็นเกียรติแก่ผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น  ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธการเชิญ  พอขึ้นบนบ้านผู้หญิงก็ออกปากถามอีกว่า อยากอ่านหนังสือไหม  ข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธอีก  เพราะข้าพเจ้าชอบและแสวงหาอยู่แล้ว  อะไรที่เป็นประโยชน์อ่านได้ทั้งนั้น  แต่แล้วที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น  หนังสือที่ผู้หญิงคนนั้นยื่นมาให้อ่านนั้น  หาได้เป็นหนังสือมีสาระอะไรไม่ มันเป็นภาพลามกเป็นอันมากเต็มไปหมด ข้าพเจ้าก็เปิดดูเป็นปกติ  แล้วผู้หญิงนั้นถามข้าพเจ้าว่า ภาพนั้นสวยไหม  และชอบทำแบบนั้นไหม  ในความคิดของข้าพเจ้าแล้วมีความเห็นว่า  อันความรักระหว่างชาย หญิง นั้น แบบไหนเป็นความรักแท้ของมนุษย์  ต่อมนุษย์ควรมีต่อกัน  และแบบไหนควรถือเป็นเรื่องลามกที่ควรถูกคัดค้านและประนาม เมื่อถึงความจำเป็นก็กล้าแสดงท่าทีออกมาชัดเจน ดังนั้นเมื่อถูกถามว่าดีหรือไม่ภาพเหล่านี้  ข้าพเจ้าตอบตรงไปเลยว่า  มันดีที่ไหน มันเป็นภาพสกปรก มันเป็นอบายมุขที่ยิ่งกว่าหมาอีก หญิงผู้นั้นเมื่อถูกตอบไปเช่นนั้นเขาก็เงียบไป เขาก็เปลี่ยนไปถามว่าชอบทานของอร่อยไหม ข้าพเจ้าตอบไปว่าชอบ  เขาก็เอามาให้ข้าพเจ้า  หลังจากลองท้องแล้วข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณเสร็จก็ลงบันไดกลับที่ตั้งของ อ.ส. ไป  ตั้งแต่วันนั้นมาเป็นเวลา  3  ปี  ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นก็เกิดขึ้นกับข้าพเจ้านับไม่ถ้วนจนข้าพเจ้าจำมันได้  และข้าพเจ้าผ่านมันมาได้ทุกครั้งโดยไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว และก็เป็นการบอกให้ข้าพเจ้าทราบว่า สังคมไทยนั้นระดับศีลธรรม  จริยธรรมของสังคมมันตกต่ำเพียงไร

                ในวันที่  24  การสอบสวนของทางการ  เพื่อหาความลับของพรรคเอาจากข้าพเจ้า  ก็เริ่มขึ้นจากเชียงคำนี้เอง  โดยท่านปลัดสมบูรณ์เป็นผู้ดำเนินการต่อข้าพเจ้า  ใช้เวลาสอบสวน  5  วัน  ตอนเย็นท่านปลัดบุญธรรม  บอกกับข้าพเจ้าว่า  จะพาข้าพเจ้าไปพบท่านรองผู้ว่า  เวลา  2  ทุ่ม  ท่านปลัดนำรถมารับข้าพเจ้าที่สถานที่ตั้งของ  อ.ส.  รถมุ่งหน้าไปยังค่ายทหาร  พอไปถึงมีคนอยู่ข้างในแล้ว  5 – 6  คน  ทุกคนเป็นทหาร  ท่านปลัดแนะนำให้ข้าพเจ้าทราบว่า  นี่แหละท่านรองผู้ว่า  ความจริงท่านเป็นรองแม่ทัพภาคที่  3  นั่นเอง  และต่อมาท่านมักจะมาเยี่ยมข้าพเจ้าเป็นประจำ  ตั้งแต่เชียงใหม่  กรุงเทพ ฯ และก็ท่านอีกแหละที่ช่วยข้าพเจ้าได้เป็นอิสระจาก  ก.อ.ร.ม.น.  ในที่สุดในวันที่  6  มิถุนายน  2518

                ในระหว่างที่อยู่เชียงคำเหตุการณ์ต่าง ๆ ค่อย ๆ สอนให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาทุกวันข้าพเจ้าเริ่มเรียนรู้จากความจริง  เหตุการณ์เหล่านี้ได้สะสมขึ้นมาเป็นความรับรู้ใหม่  ที่มีต่อสังคมไทยวันหนึ่งเวลาเที่ยงข้าพเจ้าอยากทานอาหารที่ตัวเองชอบ  เลยขอร้องให้ อ.ส.  ไปส่งที่ร้านอาหารที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง  พอข้าพเจ้าไปนั่งทานอาหารเจ้าของร้านดูกิริยาข้าพเจ้าแปลก  ก็ถามที่  อ.ส.  ได้ความว่าข้าพเจ้าเป็นคอมมิวนิสต์  ลูกสาวของเจ้าของร้านนำอาหารมาส่งที่โต๊ะแล้วก็มาพูดด้วย  ข้าพเจ้าก็ถือโอกาสนั้นสนทนากับสาวน้อยผู้น่ารัก  เวลานั้นตัวข้าพเจ้าก็อายุแค่  20  กว่า    ว่ากันว่าอยู่ในวัยของหนุ่มหล่อก็ว่าได้  ผู้เป็นสาวน้อยก็เลยยินดีเสียเวลามาพูดด้วย  เมื่อคุยไปก็ได้ความว่าสาวน้อยเป็นลูกคนจีน  คุยไปทานไป  ข้าพเจ้าถามว่าเธอชื่ออะไร  เธอพูดเป็นภาษาจีนว่า  หลีฮัว  ซึ่งแปลเป็นไทย ว่า ( ดาว  แซ่หลี )  ถึงจะเป็นช่วงเวลาอันสั้น  แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกประทับใจในตัวคุณหลีฮัว  ในใจลึก ๆ แล้วอยากกลับมาพบเขา  เชียงคำเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหมด  ตอนหลังเวลาไปแวะเชียงคำทีไรก็ยังระลึกถึงคุณหลีฮัวตราบเท่าทุกวันนี้  แต่ก็ไม่มีเวลาพอจะไปถามหาเขาแม้แต่ครั้งเดียว

                ท่านปลัดบุญธรรม  บอกข้าพเจ้าว่า  จะให้ปลัดสมบูรณ์มาสอบปากคำข้าพเจ้าตามระเบียบของ  ก.อ.ร.ม.น.  ใช้เวลาสอบสวน  5  วันก็เสร็จ  ในวันที่  7  ของการอยู่ในสภาพผู้กลับใจ  ก็ออกเดินทางเข้าเชียงราย  โดยรถประจำทางมีปลัดสมบูรณ์ไปส่งที่เชียงรายด้วยตัวเอง  ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงเส้นทางเชียงคำ เทิง  เชียงรายในปี  2515  ข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้  ซึ่งไม่เหมือนเช่นทุกวันนี้เลย  พอลงจากรถโดยสาร  ปลัดสมบูรณ์ก็พาข้าพเจ้าเดินไปที่เรือนจำเท้าเปล่า  ก่อนเข้าเรือนจำเขาพาข้าพเจ้าเข้าร้านอาหารเมื่อทานข้าวเที่ยงเสร็จและจึงเดินเข้าเรือนจำไป  ข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่ที่เชียงราย  15  วัน  หลังเข้าเรือนจำไม่กี่ชั่วโมง  มีตำรวจเข้าเปิดประตู  และบอกว่าท่านรองผู้ว่าฝ่ายทหารต้องการพอ  ข้าพเจ้าตามตำรวจไปพบที่ตัวชั้น  2  เรื่องที่สนทนา คือ ถามถึงจำนวนทหารของพรรคคอมมิวนิสต์ในป่าว่า  ตามจุดต่าง  ๆ มีกำลังพลของฝ่ายนั้นเท่าไร  ปลุกระดมมวลชนอย่างไรบ้าง  การปะทะแต่ละครั้งมีการสูญเสียบ้างไหม  บางคืน  ก.อ.ร.ม.น.  ก็มีการพาข้าพเจ้าไปเลี้ยงอาหารเพื่อเอาใจบ้างเป็นบางครั้ง  ที่เชียงรายนี้มีชาวเย้าถูกจับมาขังไว้ก่อน  ในข้อหาสนับสนุนคนป่าทางด้านส่งข้าวของ  ซึ่งข้าพเจ้าก็รู้จักเขาดี  ตอนอยู่ในป่านั่นเอง  แต่เราทั้งสองก็ไม่ยอมบอกให้ทาง  ก.อ.ร.ม.น.  ทราบว่าเราเคยรู้จักกันมานานแต่อย่างไร  สภาพการเป็นอยู่เรือนจำมี  2  ลักษณะ  คือ  คนกลับใจได้ค่าเลี้ยงดูวันละ  15  บาท  คนที่ถูกจับมาได้วันละ  7  บาท  ส่วนข้าพเจ้าทาน  3  มื้อ  คนถูกจับทาน  2  มื้อ  ข้าวเหนียวก้อนเดียว  มื้อเที่ยงของข้าพเจ้าตำรวจให้ร้านที่อยู่ข้าง ๆ มาส่งให้ข้าพเจ้า

                ในวันที่  15  กันยายน  2515  เป็นวันกำหนดเดินทางไปเชียงใหม่ของข้าพเจ้า  โดยมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ข่าวร่วมเชียงใหม่  เดินทางโดยเครื่องบินลำเล็กมารับที่สนามบินเชียงรายนี้เอง  แต่เนื่องจากคนขับเครื่องบินเป็นคนอเมริกันมีเพื่อนอยู่ที่เชียงคำ  ข้าพเจ้าเลยย้อนมาที่สนามบินเชียงคำอีกครั้ง  ก่อนจะไปเชียงใหม่ได้  ข้าพเจ้าได้นั่งชมวิวไปในตัว  กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็บ่ายแก่    แล้ว  ถึงเมืองเชียงใหม่ลงจากเครื่อง  ข้าพเจ้าเข้าศูนย์การุยเทพ  ซึ่งอยู่ติดสวนบัวหาดเป็นสวนสาธารณะของเทศบาลนครเชียงใหม่  ตอนที่นั่งเครื่องเมื่อเห็นไอ้ฝรั่งเป็นคนขับเท่านั้น  ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าความเป็นเอกราชของไทยไม่มีจริง  แม้แต่เครื่องบินก็ขับเองไม่ได้ต้องพึ่งพาฝรั่ง  มันเป็นการสะท้อนให้เห็นการเป็นสุนัขรับใช้จักรวรรดินิยมอเมริกาได้เป็นอย่างดี  โดยไม่ต้องมีคำอะไรมาอธิบายอีก  ที่สำคัญคือการสูญเสียเอกราชทางความคิดของตัวคนไทยเป็นสำคัญ  ในตัวคนไม่มีความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองในทางความคิดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย  โดยเฉพาะพวกผู้นำทางการเมือง

                เมื่อมาอยู่เชียงใหม่คนที่จะมาทำหน้าที่สอบสวนข้าพเจ้าคือนายประเสริฐ  เวลานั้นจบจากธรรมศาสตร์  เขาอายุ  40  กว่าแล้วยังไม่แต่งงาน  มีแฟนเป็นครูสอนหนังสืออยู่กรุงเทพ ฯ  เขาใช้เวลาการสอบสวน  4  เดือนเต็ม  การซักถามบางครั้งเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงในทางความคิดทางการเมือง

-                   ปัญหาอำนาจรัฐ

-                   ปัญหาความเป็นเอกราชของไทย

-                   ปัญหาการขูดรีดของพวกนายทุน

-                   ปัญหาใครขูดรีดใคร  ใครเป็นผู้ขูดรีดคนจน

-                   ปัญหาการต่อสู้ทางชนชั้น  ใครเป็นต้นเหตุให้เกิดมีการต่อสู้ทางชนชั้นประทุขึ้น

เรื่องคอมมิวนิสต์  หรือขบวนการคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  มันเลวร้ายดังที่รัฐบาลกล่าวหาจริงหรือไม่  เป็นต้น  นายประเสริฐต้องปวดหัวกับข้าพเจ้า  เขายอมรับว่ามีแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นที่ไม่เหมือนคนอื่นในจำนวนผูกลับใจที่เขาสอบสวนมา  เช่น สหายไพเราะ  พี่สาวของสหายสุจิน  ฯ ล ฯ

                ปลายเดือนกันยายน  2515  นายสำราญแม่ทัพภาค  3  มาพับข้าพเจ้า  หน่วยงานศูนย์ข่าวร่วมของเชียงใหม่  3  ฝ่ายทำงานร่วมกัน  ตำรวจเป็นผู้อำนวยการใหญ่  และฝ่ายทหารเป็นรอง  2  คน  ของตำรวจมี  พ.ต.อ. มิ้น  เป็นผู้อำนวยการ  มีรองผู้อำนวยการ  2  คน  ของทหารมี  พ.อ. พีระพล  พ.อ. สำรองซึ่งเป็นบิดา  พ.ต.ท.ทักษิณ  คนที่ข้าพเจ้าต้องพบเป็นประจำ  นอกจากร้อยโทประเสริฐแล้วก็ยังมี  ผู้พันเสนาะ  จับพุ่ม  อีกคนเขาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรอง  เป็นทหารอากาศ  เขาเป็นคนใจดีในสายตาของข้าพเจ้า  ที่ศูนย์การุณยเทพ  ท่านรองแม่ทัพผู้อารีย์ก็ยังคงมาเยี่ยมข้าพเจ้าเป็นครั้งคราว  ข้าพเจ้ายิ่งรู้อะไรของสังคมมากขึ้นเท่าไร  ก็ยิ่งเพิ่มความไม่พอใจต่อสังคมไทยที่เป็นอยู่นี้มากขึ้นเท่านั้น  และก็ยิ่งเพิ่มความนิยมในระบอบสังคมนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ  และยิ่งเพิ่มความกล้าที่จะทำการวิพากษ์วิจารณ์  ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและต่อประชาชนปกครองมากขึ้นเป็นทวีคูณ  ไม่ว่านายประเสริฐหรือต่อเสธ  อาโนดา  เสธพีระพล  ก็ไม่ยกเว้นที่ถูกข้าพเจ้าโต้กลับ  ทุกครั้งที่มีการออกความเห็นทางการเมืองในที่ประชุม  วันที่  15  กันยายน  ถึง  28  ธันวาคม  ทางการเรียกเข้ากรุงเทพ ฯ  โดยผู้หมวดประเสริฐไปส่งข้าพเจ้า  นั่งเครื่องจากเชียงใหม่ไปโดยเก้าอี้พิเศษ  วันที่  28  ธันวาคม  ปี พ.ศ.  2515   เป็นวันที่สถานทูตอิสรเอลถูกบุกยึด  โดยคนอาหรับพอข้าพเจ้าโดยสารเครื่องบินสู่กรุงเทพ ฯ  เลยไม่มีเจ้าหน้าที่มาคอยรับ  เพราะเจ้าหน้าที่ของ  ก.อ.ร.ม.น.  ส่วนมากไปที่สถานทูตอิสรเอลกันหมด  ก่อนออกจากสนามบินดอนเมือง  ข้าพเจ้าถูกสวมตาด้วยแว่นตาติดดินกระดาษ  เปิดก็ตอนที่ถึงแล้ว  ข้าพเจ้าเข้าห้องขังนักโทษทางการเมือง  มีชื่อว่า คุกศิริราช  เมื่อเข้าไปที่กักขังจะเห็นคราบขีดเขียนไว้ตามฝาผนังว่า  แนวร่วมรักชาติแห่งประเทศไทยจงเจริญ  ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าที่นี่ต้องเป็นที่กักขังสำหรับชาวคอมมิวนิสต์ไทยเป็นแน่  และก็อย่างว่า  ประเสริฐ  อ้วนฉาย  ซึ่งเป็นเบอร์สอง ของ  พคท.  ก็ถูกขังตายที่นี่  ในคืนนี้ข้าพเจ้าต้องนอนตบยุงที่นี่  1  คืน  วันที่  29  ธันวาคม  ผู้หมวดประเสริฐ  พาผู้กองวิสิทธิ์มาหาข้าพเจ้า  และมอบข้าพเจ้าไว้ในการดูแลของผู้กองวิสิทธิ์  แล้วผู้หมวดประเสริฐก็กลับเชียงใหม่ไป  ต่อจากนั้นผู้กองวิสิทธิ์ก็นำตัวข้าพเจ้าไปฝากไว้กับจ่าจำเนียร  ซึ่งอยู่ทางคลองบางแวก  อำเภอภาษีเจริญต่อ  ข้าพเจ้าอยู่ที่คลองบางแวกเป็นเวลา  3  เดือนเศษ  ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานอะไร  นั่ง ๆ นอน ๆ โดยมีพี่ประณีย์ภรรยาของจ่าจำเนียรทำหน้าที่เป็นแม่ครัว  จัดการเรื่องอาหารการกินทั้งหมดในตัวข้าพเจ้า  ในวันหยุดคุณจ่าจะนำข้าพเจ้ากับภรรยาและน้องชายคุณประณีย์ไปเที่ยวสนามหลวงเป็นบางครั้ง  บ้านคลองบางแวกเป็นบ้านเช่า  เจ้าของเป็นคนจีน  ข้างหลังบ้านเป็นสวนผลไม้  ถัดออกไปใกล้ถนนมีโรงงานซ่อมรถวันไหนข้าพเจ้าเบื่อการอยู่เปล่า ๆ ข้าพเจ้าก็ไปช่วยเจ้าของโรงงานทำงานฟรีโดยไม่คิดค่าตอบแทนใด    ทำได้แค่สามวันก็หยุดเพราะข้าพเจ้ามีอาการแพ้น้ำมัน  เพราะต้องใช้น้ำมันทำความสะอาดชิ้นส่วนของอะไหล่รถทุกชนิด  เจ้าของโรงงานเป็นคนจีนมาจากมาเลเซีย  ว่าที่ลูกเขยคนเล็กของเจ้าของบ้านเช่าที่ข้าพเจ้าพักอยู่  บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ยกพื้นคุณจ่าและคุณประณีย์พักชั้นล่าง  ชั้นบนแบ่งเป็น  3  ห้อง  ข้าพเจ้าพักด้านหน้า  ห้องในสองห้องมีผู้กลับใจชาวใต้พักอยู่  คนหนึ่งได้ภรรยาเป็นคนแม่สาย  ส่วนอีกคนหนึ่งอยู่คนเดียว  มีชื่อว่ายุทธ์  ส่วนคนที่มีภรรยาชาวแม่สายมีชื่อว่าอะไร  ข้าพเจ้าลืมจำไม่ได้  ส่วนภรรยามีชื่อว่านางไส  ผู้กลับใจทั้งสอง  ถึงจะเป็นชาวใต้ด้วยกันแต่ก็ไม่ถูกชะตากันเลย  มีวันหนึ่งคนที่ชื่อว่ายุทธ์ไม่ได้ไปทำงาน  ปรกติเป็นเวรยามหลังจากซักผ้าแล้วเขามานั่งคุยกับข้าพเจ้า  ในสายตาของข้าพเจ้าแล้วเขาเป็นคนโง่แล้วอวดฉลาด  คุยไปได้พักหนึ่งเขาก็เริ่มรายออกมาด้วยวาจาของคนโง่  และอีกคนหนึ่งที่เป็นสามีนางไส  ก็เข้ามานั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ ตัวข้าพเจ้า  ในระหว่างที่นายยุทธ์กับข้าพเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องหลักการของลัทธิมาร์กซ เลนิน  ความคิดเหมาเจ๋อตุงอยู่นั้น  นายยุทธก็เริ่มใช้ถ้อยคำของนักเลงออกมาว่า  ไอ้เหมาเจ๋อตุงนี่  กูไม่นับถือนับเถินอะไรมันที่ตรงไหนเลย  เขาพูดเสียงจบเท่านั้น  หมัดของคนที่เป็นสามีของนางไสก็เปรี้ยงใส่ปากของนายยุทธเข้าให้  เลือดสด ๆ ไหลออกจากปาก   ได้แต่ร้องอุ้ย ๆ ด้วยความปวดร้าว  ข้าพเจ้าก็ไม่สบายใจ  เพราะถึงจะต้องมีเลือดตกยางออกกัน  มันเกินไปหน่อยล่ะ  แต่ก็นึกสมน้ำหน้าในใจเพราะนายยุทธเป็นคนมารยาททรามมาก  พูดจาหยาบคายบ้าง ก็ควรถูกสอนมารยาทด้วยวิธีนี้แหละ  เรื่องคนต่อยกันเลือดตกต้องเดือดร้อนถึงคุณประณีย์ภรรยาของคุณจ่าจำเนียรนำไปหาหมอ หลังถูกต่อยนายยุทธเป็นคนมีมารยาทดีกว่าเดิมเยอะ

                ข้าพเจ้าเมื่อเข้าคลองบางแวกดูทางการก็ไม่มีการสอบสวนอะไรอีก  พออยู่มาได้  3  เดือน  คำสั่งมาว่าให้จ่าจำเนียรนำข้าพเจ้าไปหานาย  ทางการได้ข้อมูลเพิ่มจากจดหมายที่ข้าพเจ้าเขียนรายงานสภาพของศูนย์ข่าวร่วมเชียงใหม่  ฝากเด็กชาวม้งเชียงคำไปให้ศูนย์  20  รับทราบ  แต่เด็กถูกจับความลับถูกทางการเอาไปได้  เรื่องเลยแดง  หลังจากออกจากบ้านคลองบางแวก  ข้าพเจ้าถูกส่งไปเข้าห้องจับเท็จที่ดอนเมืองเป็นเวลา  4  ชั่วโมง  แล้วก็กลับเข้าที่คุมขังอีก  ตกเย็น  พ.ต.ท.ประกอบ  ออกรายเอง  โดยใช้วิธีจัดเลี้ยง  เวลานั้นข้าพเจ้ารู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น  เหตุการณ์ก็เป็นไปตามคาด  หลังจากดื่มเหล้าได้ที่แล้วมันก็เอานิ้วชี้จี้ปากข้าพเจ้าเป็นการขู่ว่า  ลื้อยังมีอะไรซุ่มไว้ไม่บอกอั๊วะ  ข้าพเจ้าตอบไปว่า  พูดไปหมดแล้ว  ทันใดนั้น  พ.ต.ท. ประกอบก็ล้วงกระดาษในกระเป๋าออกมาแล้วโยนมาที่หน้าข้าพเจ้าแล้วพูดต่อไปว่า  นี่ไม่ใช่ลื้อเขียนแล้วเป็นใคร  ข้าพเจ้าหยิบจดหมายนั้นมาอ่านก็รู้ก็เข้าใจ  พ.ต.ท. ประกอบหันไปพูดกับ ผู้กองวิสิทธิ์ ด่าว่า  ลื้อมันโง่บอกว่าไม่มีอะไรและอั๊วะบอกลื้อว่าไม่เชื่อเห็นไหม  และเขาส่งข้าพเจ้าเข้าที่ขังต่อ  เมื่ออยู่ต่อหน้าสถานการณ์เช่นนี้  ข้าพเจ้าต้องใช้ความคิดอย่างหนัก  ข้าพเจ้าจำเป็นพูดขยายข้อความ  ไขไปสู่ข้อข้องใจของทางการเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนไหวในภายหน้า  และก็เป็นไปตามคาด  หลังข้าพเจ้าเข้าไปนอนในห้องขังเป็นเวลาอีก  3  เดือนรวมเป็นเวลา  6  เดือน  ในวันที่  6  มิถุนายน  2516  ข้าพเจ้าจึงกลับเชียงใหม่  ในระหว่างที่อยู่คุกกรุงเทพ ฯ มีวันหนึ่งข้าพเจ้าออกจากที่ขังมาตากแดด  ได้โอกาสพูดคุยกับร้อยเอกคนหนึ่ง  ไม่ทราบชื่อ  เขากลับมาจากจังหวัดน่าน  เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ตอนปฏิบัติการที่จังหวัดน่าน เขานำลูกน้องขึ้นดอยไปปราบพวก  ผกค.  ที่ภูเขาลูกน้องถูกยิงตาย  1  คน  ไม่สามารถติดต่อส่งศพกลับได้ เพราะ ฮ.ลงไม่ได้  ในระหว่างที่ล่าถอยต้องใช้วิธีผูกเชือกติดคนตาย  แล้วให้พวกลูกน้องส่วนหนึ่งลากถูไปกับดินเป็นเวลาวัน    กว่าจะถึงที่ ฮ. ลงมารับคนตายก็ดูเละจนดูไม่ได้ พอเขาพูดถึงตอนนี้ข้าพเจ้ากั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่  นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาพของพวกทหารรับจ้างที่ไร้วิญญาณของความรักในเพื่อนร่วมชีวิตว่า มันแย่ถึงเพียงไร  นี่เองขวัญทหารถึงต่ำ เป็นผลให้การรบแพ้ทุกครั้ง เมื่อลงสนาม  เขาเล่าต่อไปว่า  พวกทหารบ้านของ ผกค. จิตสำนึกทางวินัยการดูแลรักษาอาวุธปืนที่ถือเป็นชีวิตในสนามรบ  ก็ดีกว่ากองทหารไทยชนิดเทียบไม่ติดเลย  ข้าพเจ้าฟังแล้วภาคภูมิใจจริง    ที่ตนได้นักรรบปฏิวัติที่อยู่ใต้การอบรมบ่มเพาะของที่ดีเช่นนี้และยิ่งกว่านั้นตนเองก็เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วยคน  ใครจะว่าคอมมิวนิสต์มันเลวอย่างไรก็ช่างเขา  แต่ข้าพเจ้าภูมิใจมากที่ได้รู้จักกับพรรคนี้  และเป็นสมาชิกของพรรคนี้ด้วย  ก่อนจะเดินทางกลับเชียงใหม่  ผู้กองคนที่ไม่ทราบชื่อนี้  ก็เป็นคนที่ไปเบิกข้าพเจ้าออกมาจากที่คุมขัง  มาส่งให้ผู้พันเสนาะ  จัมพุ่ม  และให้เงินข้าพเจ้าไว้ใช้  50  บาท  ในเช้าวันที่  6  มิถุนายน  2516  และจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่พบหน้าผู้กองคนนี้อีกเลยตราบเท่าปัจจุบัน

 

                ข้าพเจ้าขึ้นรถส่วนตัวของผู้พันเสนาะ  เวลา  6  เช้าโดยประมาณ  ท่านผู้พันกล่าวว่า  เล่าเฮอผมคิดจะออกเดินทางก่อนทานอาหาร  เพราะตอนสาย ๆ รถจะติดเป็นเหตุให้เราเดินทางช้าลง  ถึงเชียงใหม่จะมืด  พอข้าพเจ้าออกจากคุกศิริราช  ก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือทันที  ผู้พันขับเอง  ในรถนอกจากข้าพเจ้าแล้วมีผู้หญิงสาวโดยสารมาด้วย  ผู้พันแนะนำแก่ข้าพเจ้าว่าเป็นหลานสาวของท่าน  เป็นนักศึกษา ม.ช. พ่อเขาทำงานการรถไฟ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่า เราทานอาหารมื้อเช้ากันที่ไหน  แต่เที่ยงเรามาทานอาหารที่นครสวรรค์  รถวิ่งตั้งแต่  6  โมงเช้าถึงเชียงใหม่  5  โมงเย็น  ท่านผู้พันนำข้าพเจ้ามาส่งศูนย์การุจเทพข้างหนองบัวห่าง  และก็เอาหลานไปส่งต่อ  ข้าพเจ้าก็มาใช้ชีวิต ครึ่งนักโทษ  ครึ่งผู้กลับใจ  ครึ่งนักโทษก็คือ  ถูกกำหนดให้อยู่แต่ในบริเวณของศูนย์  สามารถออกไปเที่ยวข้างนอกที่ไหนก็ได้แต่ก่อนไปต้องรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบเสียก่อน ครึ่งผู้กลับใจก็คือได้รับสิทธิพิเศษในการรักษาพยาบาลฟรี  จากโรงพยาบาลทุกแห่ง  กินฟรีอยู่ฟรีหมด  อยู่ที่ศูนย์ได้ประมาณ  1  เดือน  ทางศูนย์ไปเช่าบ้านให้ข้าพเจ้าอยู่เพียงคนเดียว  ให้ตำรวจ  2  นายทำหน้าที่อารักขา  มีสิบตำรวจตรีมานพ  และสิบตำรวจตรีสุทิน  เป็นบ้านไม้อยู่ในตำบลศรีภูมิ  ทิศตะวันออกเฉียงใต้ทางประตูช้างเผือก  เช่าในราคา  600  บาทต่อเดือน ต่อมาท่านรองแม่ทัพมาเยี่ยมและถามข้าพเจ้าว่า  อยากทำอะไร  ข้าพเจ้าตอบว่า  อยากเรียนหนังสือ  ท่านก็ถามว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร  ข้าพเจ้าตอบว่าเป็นครูสอนหนังสือบนดอย  ท่านตอบว่าดีมาก  ผมจะหาทางให้เรียน  โดยสั่งการผู้พันเสนาะไปดำเนินการ  เรื่องสถานที่เรียน  ผู้พันมอบหมายให้สิบตำรวจตรีสุทินรับหน้าที่ติดต่อหาโรงเรียน  ในที่สุดเขาไปติดต่อโรงเรียนหอพระ  ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแก่ข้าพเจ้า

                เป้าหมายในการเรียนหนังสือของข้าพเจ้ามี  2  ประการคือ ( 1 )  เพื่อเป็นการยกระดับความรู้ทางวิชานี้ให้สูงขึ้น  ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  เพราะข้าพเจ้าเป็นว่าทางการกลัวความคิดของข้าพเจ้าจะส่งผลต่อสังคมภายนอก  ดังนั้นทางการจะไม่มีวันปล่อยข้าพเจ้าให้เป็นอิสระแน่  ข้าพเจ้าควรใช้ความขัดแย้งนี้ให้เป็นประโยชน์  ( 2 )  ถ้าหารถไปเรียนหนังสือ  ย่อมเปิดโอกาสแก่ข้าพเจ้าในการหาทางกลับสู่อ้อมอกของพรรคผู้เป็นมารดาทางความคิดอีกครั้ง  ถึงแม้ว่าทุกวันนี้พรรคจะเหลือแต่ชื่อ  สมาชิกจำนวนมากแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นว่า  มีแต่พรรคการเมืองที่ใช้ทฤษฎีของลัทธิมาร์กซ เลนิน  ความคิดของเหมาเจ๋อตุงมาชี้นำทางความคิดของทั่วทั้งพรรคเท่านั้น  จึงจะเป็นตัวแทนของประชาชนทั่วทั้งประเทศและทั่วทั้งประชาชาติได้  เพราะลัทธิมาร์กซ เลนิน  เป็นคลังอริยะธรรมที่สะสมขึ้นมาจากมวลมนุษย์ชาติ  พรรคการเมืองที่คิดปฏิเสธลัทธิมาร์กซ เลนิน  จึงไม่อาจเป็นและไม่สามารถเป็นตัวเทนของประชาชนทั่วทั้งประเทศไทยได้เลย  ไม่เชื่อก็ลองดูต่อไป  ประวัติศาสตร์จะพิสูจน์เอง  ว่าถูกต้องจริงหรือไม่

                เมื่อข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่ที่บ้านเช่าได้ไม่นาน  ทางการก็ไม่สู้กับค่าเช่าบ้านได้อีกต่อไป  ก็จำใจย้ายข้าพเจ้ากลับมาที่สวนบัวห่างเป็นครั้งที่  3  เวลานั้นเป็นการโฆษณาของทางการว่าไม่ได้ทอดทิ้งผู้กลับใจทางการได้เปิดการฝึกอบรมการเกษตรแก่ผู้กลับใจที่เป็นชายทุกคน  ยกเว้นผู้ถูกจับ  เช่นเลี้ยงหมู  เลี้ยงไก่  เพาะปลูกพืชชนิดต่าง ๆ  โดยครูสอนมาจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ  เวลาศูนย์ตั้งอยู่ทางตรงกันข้ามประตูเข้าสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่  การเรียนวิชาการเกษตร  3  เดือน  เรียนวิชาขับรถอีก  3  เดือน  รวม  6  เดือน  จบหลักสูตร  วิชาที่ใช้ในการประกอบอาชีพมากที่สุดคือการเกษตร  ส่วนขับรถไม่ได้ใช้มันเลย  เพราะไม่มีรถให้ขับ  ในชีวิตนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดคืองานการเมือง  และการเกษตร  หรือเศรษฐศาสตร์การเมือง  เพื่อชาวบ้านนั่นเอง

                หลังจากย้ายจากบ้านเช่าที่ประตูช้างเผือกมาอยู่ที่ศูนย์ข่าวร่วมกับพลเรือนทหาร - ตำรวจแล้วข้าพเจ้าจำต้องประกอบอาหารทานเอง  การกินก็ดีกว่าที่ทำโดยปลัดบุญตัง  ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าอยู่ในสภาพนักศึกษาผู้ใหญ่ มีความจำป็นต้องใช้จ่าย ทาง ศ.ข.ร. เลยจัดการจ่ายเบี้ยให้ข้าพเจ้าจัดการเอง  โดยไม่ต้องผ่านปลัดบุญตังอีกต่อไป  เวลานั้นข้าพเจ้าได้เบี้ยเลี้ยงวันละ  15  บาท  งานประจำก็คือ  ตอนเช้าเดินไปจ่ายตลาดที่ประตูเชียงใหม่  หลังจากทานอาหาร้าแล้ว  อ่านหนังสือ เวลา  15  นาฬิกา  ประกอบอาหารเสร็จแล้วก็เดินไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนหอพระทุกวัน  กระทำเช่นนี้เป็นเวลา   1  ปีครึ่ง  จนถึงวันที่  5  มิถุนายน 2518 ข้าพเจ้าจึงสละสภาพนักศึกษาผู้ใหญ่หอพระ  และคืนสู่สภาพนักรบประชาชนเหมือน เดิม  ในวันของวันที่  5  มิถุนายน  2518  ข้าพเจ้าแต่งชุดนักศึกษาแล้วเดินมาโรงเรียนหอพระเหมือนเช่นเคย  แต่พอถึงซอยโรงเรียน  ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าซอยโรงเรียน  แต่เดินตรงไปหอสมุดประชาชนซึ่งเป็นจุดนัดพบกับอาจารย์แสง   ซึ่งเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ของข้าพเจ้าที่นัดไว้แล้ว   หลังจากนั้นสหายแสง   ก็นำข้าพเจ้าไปหาอาจารย์สามารถ  ที่บ้านพักด้านหลัวหอสมุด  เรานอนพักที่บ้านอาจารย์  1  คืน  เวลา  6  โมงเช้ารถรับจ้างสองแถว ที่อาจารย์จัดไว้แล้ว  ก็เข้ามาเทียบที่กำหนดตามเวลา  ข้าพเจ้ากับอาจารย์ก็นั่งในรถทันที  ทุกอย่างเข้าที่  รถก็ออกวิ่งทันทีผ่านถนนอารักมุ่งตรงไปทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่สู่อำเภอเถินของจังหวัดลำปาง  มุ่งหน้าไปทางเหนือสู่จังหวัดพะเยาต่อไป  ทานอาหารเช้าที่เถินก่อนไปพะเยา เมื่อไปถึงพะเยารถไม่เข้าเชียงราย แต่มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอดอกคำใต้- สู่อำเภอเชียงคำต่อไป ถึงเชียงคำเป็นเวลาเที่ยง ทานอาหารเที่ยงที่เชียงคำ หลังทานอาหารเสร็จ ข้าพเจ้ากับคณะอาจารย์ก็ขึ้นรถสู่อำเภอเทิงและถึงบ้านยางฮ่อมหลังเที่ยงเล็กน้อย และจุดนี้แหละที่ข้าพเจ้าส่งสัญญาณให้รถหยุดเพื่องานคืนสภาพของนักรบประชาชน  เป็นครั้งที่  2  ของชีวิต  ซึ่งอดีตเป็นชาวเขาเผ่าม้งบนเส้นทางแห่งการแสวงหาในวิถีของชีวิตที่คดเคี้ยวและยาวนาน เพียงเพื่อสังคมที่เที่ยงธรรม ได้ประจักษ์แก่โลกรู้  หลังลงจากรถแล้ว คำที่ออกจากปากข้าพเจ้าก็คือ บอกกับคนขับว่าที่บ้านนี้ผมมีญาติอยู่ที่นี่ จำเป็นต้องลงจากรถไปหาญาติก่อน  แล้วค่อยพบกันใหม่  เมื่อหยิบสัมภาระแล้วก็แยกกันที่นี่  โดยคณะอาจารย์มุ่งไปเชียงของต่อไป  ส่วนข้าพเจ้าเดินขึ้นดอยยาวภูเขาแห่งตำนานเหล่านักรบโดยลำพังเพียงคนเดียว  บนยอดดอยพระยาพิพัฒน์เป็นค่ายทหารของทางการ นับแต่วินาทีแรกที่ลงจากรถข้าพเจ้าก็ต้องเผชิญกับความเป็นความตายของชีวิตได้เสมอเลยก็ว่าได้  แต่ข้าพเจ้าก็เดินผ่านมันมาได้ทุกครั้ง

                วันนี้วันพระไม่เข้าข้าง เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าไม่ค่อยสบาย มีอาการท้องร่วง ไหนต้องขึ้นภูเขาสูงชัน อากาศร้อนมากในเดือน มิถุนายน 2518 คืนนี้ข้าพเจ้าจำต้องนอนกลางไร่ข้าว ของชาวบ้าน  1  คืน ทีแรกนึกว่าเป็นไร่ข้าวของมวลชนของเรา  แต่ที่ไหนได้  วันรุ่งขึ้นหลังกินข้าวเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็เดินออกจากต้นไร่ตามเส้นทางของเจ้าของไร่  มันแทนที่จะเดินขึ้นดอย  แต่มันกลับเดินลงห้วยไปสู่ถนนใหญ่  ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ทันทีว่ามันคือของใคร  แล้วข้าพเจ้าก็เลี้ยวกลับขึ้นดอยยาวอย่างไม่โลเลใจเลยแม้แต่น้อย  เพื่อสังเกตดูว่าภูชี้ฟ้าอยู่ที่ไหน  จะได้จำแน่ทิศทางของการเดินต่อไปได้ถูกต้อง  ในที่สุดข้าพเจ้าก็ขึ้นถึงยอดสันดอยยาวด้านเหนือ  เพื่อความแน่ใจข้าพเจ้าปลดเครื่องหลังไว้บนพื้นดิน  ส่วนตัวเองปีนขึ้นต้นไม้สูงเพื่อมองดูหาภูชี้ฟ้าแล้วปรากฏแก่สายตาตัวเองว่าควรจะลงสันดอยยาวได้จากไป  และก็เริ่มต้นจากหัวห้วยใจเย็นนี่เอง

 

ตอนนี่  6

                ขึ้นดอยยาวจากทิศใต้มาและก็ลงสู่ทางทิศเหนือ ทิศทางหลักคือตีนดอยของภูชี้ฟ้าพอลงจากสันดอยยาวมาได้หน่อยข้าพเจ้าพบนกคอตาย  1  ตัว  อยู่เบื้องหน้ามีเลือดสด    หัวหายไปเหลือแค่ลำตัว  แต่ไม่มีแผลอื่นนอกจากหัวหายเท่านั้น  ข้าพเจ้าไม่รอช้าจัดการเก็บมัดไว้ข้างหลังทันทีเพื่อเป็นอาหารมื้อต่อไป  ความจริง    จุดที่ข้าพเจ้าขึ้นต้นไม้เพื่อดูทิศทางนั้น  ก็คือที่ตั้งบ้านชมพูเดิม  และก็คือที่แข่งอำนาจแดงของดอยยาวเมื่อปี  2511  ภายใต้การนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  แต่หลังจากประกาศจับอาวุธลุกขึ้นสู้แล้ว  ถูกทางการส่งทหารเข้าปราบหมู่บ้านถูกทิ้งไว้  ต่อมาเวลาผ่านไปหลายปีก็คืนสู่สภาพป่าอีกครั้งดังเดิม  มีต้นไม้ใหญ่ขนาดอกคนขึ้นเต็มไปหมดจำแทบไม่ได้  เมื่อรู้ทิศทางว่าอะไรเป็นอะไรแล้วข้าพเจ้าก็เริ่มต้นการเดินทางต่อทันทีจากบ้านห้วยชมพูนี้  ข้าพเจ้าสังเกตเห็นมีรอยทางของคนเดินลงตามห้วยใจเย็น ห้วยใจเย็นมันจะไหลลงสู่ดอยยาวน้อยก่อนแล้วก็เลี้ยวกลับไปบรรจบกับน้ำงาวเหนือบ้านผาแลนี่เอง  เมื่อเดินตามรอยเท้าเก่า ๆ ซึ่งข้าพเจ้ารู้ได้ทันทีว่ามันต้องเป็นทางเก่าของเหล่าทหารปฏิวัติเป็นแน่ เดินลงไปได้ระยะหนึ่งลำห้วยจะเป็นหน้าผาสูงชันได้ยินแต่เสียงน้ำตก  ดังซานมาจากข้างล่าง ซึ่งมีความลึกเท่าไรก็ไม่ทราบได้ เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้สนใจมัน สิ่งที่อยู่ในหัวใจของข้าพเจ้าในเวลานั้นมีเพียงอย่างเดียว คือทำอย่างไรจึงจะพบสหายและมวลชนให้ได้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง รอยทางเก่าเดินเรียบหน้าผาไปทางไหล่ดอยไป ข้าพเจ้าตามรอยไปได้ไม่ไกล ก็เห็นมีสวนผักเก่า แล้วเห็นมีรังน้ำไม้ไผ่ต่อจากลำห้วยเพื่อส่งไปในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าได้จากประสบการณ์ของชีวิตของตัวเอง ข้าพเจ้าเร่งก้าวเดินให้เร็วขึ้นเดินได้ไม่กี่ร้อยเมตรก็พบบ้านเก่ามวลชนเข้า  แต่เส้นทางที่จะไขไปบ้านมวลชนอยู่ทิศไหนกันแน่ ข้าพเจ้าเริ่มสำรวจหาเส้นทางจากด้านขวางไปสู่ด้านล่างก็ไม่พบเส้นทางมวลชน ข้าพเจ้าสำรวจดูทางด้านตะวันออก พบว่ามีเส้นทางใหญ่เดินไปตามสันดอยและรอยใหม่ ๆ ของคนเดินปรากฏให้เห็นด้วย  ข้าพเจ้าตามเข้าไปทันใดนั้นเห็นมีของเก่า ๆ กองอยู่กองหนึ่งเป็นการบ่งบอกให้รู้ทันทีว่าต้องมีคนเป็นเจ้าของ ของกองนี้แน่ ข้าพเจ้าไม่ต้องเสียเวลาตามมวลชนอีกต่อไปแล้วเพียงแค่นั่งคอยอยู่ที่กองนี้ เดี๋ยวเดียวก็จะรู้ถึงการเคลื่อนไหวของสหายโดยง่ายดาย  และก็เป็นดังคาด เวลาผ่านไปประเดี๋ยว ก็ได้ยินเสียงพูดคุยของคนดังมาจากข้างล่าง เสียงนั้นเป็นเสียงชาย หญิง สื่อสารต่อกัน เวลานั้นหัวใจข้าพเจ้าเต้นเร็วกว่าปกติ  เพราะใจหนึ่งดีใจที่จะได้รู้ว่าสหายอยู่ที่ไหน อีกใจหนึ่งถ้าพบแล้วเขาจะว่ากระไรกัน  เมื่อเขามาเห็นข้าพเจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้  และพบเห็นโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน  ในที่สุดร่างที่ปรากฏแก่สายตาของข้าพเจ้าก็คือ  ผู้หญิงสูงอายุและเขาคนนั้นก็คือแม่ของสหายพาที่เสียชีวิตเพราะเป็นไข้มาลาเลียขึ้นสมอง  หมอทำการรักษาไม่ทันหลายปีมาแล้ว  เขาเดินก้มหน้าก้มตามาหาข้าพเจ้าโดยไม่ได้เลยหน้าดูมาที่ข้าพเจ้านั่งรออยู่  พอเดินมาได้ประมาณ  10  เมตรเห็นจะได้  เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นข้าพเจ้าเข้าเขาก็หยุดอยู่กับที่ไม่ยอมเดินต่อ  เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้  ข้าพเจ้าก็ไม่รอช้าทักทายเขาก่อนทันทีและชักชวนให้เขาอย่ากลัว  พร้อมทั้งพูดว่าเขาเป็นคนนี้คนนั้นใช่ไหม  เขาก็ตอบรับว่าใช่และถามย้อนข้าพเจ้าว่า  ข้าพเจ้าเป็นลูกของคนนี้คนนั้น  ซึ่งก็ว่าเป็นญาติของเขาเอง  เมื่อทราบดังนั้นเขาก็ดีใจและเดินเข้ามาใกล้  พูดต่อไปว่าเขาได้รับข่าวมาว่า  ตัวข้าพเจ้าเองตายไปแล้วมิใช่หรือ ข้าพเจ้าก็พูดกับเขาเป็นเชิงเล่นตลกว่า เมื่อก่อนชาวม้งเรามีคำพังเพยอยู่ว่า ท่านทำพิธีส่งดวงวิญญาณข้าเมื่อวันไหน วันนั้นจะเป็นวันกลับคืนสู่เหย้าของข้า เล่นเอาหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ และหวนระลึกถึงสหายพา ลูกชายของเขาที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน แล้วเขาก็ร้องไห้ด้วยความอาลัยรักในลูก อยากให้สหายพาเป็นได้ดังตัวข้าพเจ้า เขาคงดีใจอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าต้องปลอบใจเขาอีกหลายคำ ทันใดนั้นลูกชายคนโตของเขาตามขึ้นมาจากด้านล่าง และเขาถามลูกชายตนเองว่า จำคนนี้ได้ไหมเขาเป็นใคร  เขาตอบแม่ว่า  จำได้  หลังจากที่ทักทายกันแล้วเขาสองแม่ลูกก็นำทางข้าพเจ้าเดินไปสำนักของสหายรุ่ง  ซึ่งหน่วยงานมวลชนต่อไป  เราลงจากสันดอยยาวสู่ห้วยใจเย็น  แล้วข้ามทุ่งนา  เขาสองแม่ลูกบอกข้าพเจ้าว่า  นาผืนนี้เป็นของทหาร  พอข้ามทุ่งนาก็ขึ้นสันดอยยาวน้อย  ตามสันดอยยาวน้อยลงไปก็ลงสู่น้ำเงา  สำนักงานสหายรุ่งตั้งอยู่ตรงนี้เป็นที่ตั้งครกกระเดื่องของกองทหาร  โดยใช้น้ำเป็นพลังงาน  ทีแรกข้าพเจ้ากะว่าจะบุกเข้าสำนักสหายรุ่งโดยไม่ให้เขาทันรู้ตัว  แต่ดูแล้วจะไม่เหมาะ  ข้าพเจ้าเปลี่ยนเป็นมาว่า  ขอให้เขาสองแม่ลูกช่วยแจ้งให้แก่สำนักรับทราบว่าข้าพเจ้ากลับมาจากชียงใหม่  เพื่อรอพวกสหายที่นี่  ของให้ส่งสหายฝ่ายนำของเขตมาพบข้าพเจ้าด้วย  เพื่อข้าพเจ้าจะได้รายงานตัวต่อฝ่ายนำรับทราบ  พอเขาสองแม่ลูกจากไปข้าพเจ้าก็แอบอยู่ข้างทางเพื่ออำพรางคนบงคน  ข้าพเจ้าเห็นทหารบ้าน  2  นาย  ซึ่งข้าพเจ้ารู้จักเขาทั้ง  2  คน เป็นอย่างดี มีชื่อว่านายเลาตั๋ว  และนายเลามา  แซ่ฟ้าทั้งคู่  เดินด้วยท่าทางรีบร้อนผ่านข้าพเจ้าไป  ข้าพเจ้าเลยส่งเสียงว่า  เลยไปอยู่ที่นี่  เขาทั้งสองต้องย้อนกลับมาหาข้าพเจ้า  เราก็ทักทายด้วยความยินดีที่ได้พบกัน  หลังจากที่เราจากกันเป็นเวลาหลายปี  และเราก็เริ่มต้นการพูดคุย  ข้าพเจ้าถามเขาถึงสหายรุ่งหรือสหายในสำนักไม่มีใครมาหรือ  เขาทั้งสองตอบว่าเดี๋ยวก็มา  เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา  หมอชัยและสหายชาญ  เป็นสองสหายที่พบข้าพเจ้าก่อนใคร  สักครู่ทางสำนักโดนเฉพาะสหายชาญ  จังให้ข้าพเจ้าว่าให้ย้ายไปที่โรงข้าวของทหารเพื่อความสะดวก

                ประมาณเวลา  5  นาฬิกา  สหายเลาเตงและสหายเลายี ( หรือเชาว์ ) เข้ามาพบข้าพเจ้า เวลา  6   โมงเย็น  สหายวิทย์  และสหายเลาจี๋เข้ามาตามลำดับ  เราเริ่มต้นด้วยการพูดคุย   ถามถึงความเป็นมา  ในที่สุดสหายเลาเตงเป็นคนพูดออกมาว่า  มั่นเพื่อความปลอดภัยทางคณะกรรมการเขตขออนุญาตดำเนินการจับกุมคุณด้วยการมัดมือใส่กุญแจ  ข้าพเจ้าพูดด้วยความจริงใจว่า  เรื่องที่คณะกรรมการเขตกระทำการเช่นนี้  ข้าพเจ้าไม่ได้คาดคิดมาก่อน  ข้าพเจ้าไม่ยอมรับ    ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินเลยและบ้าคลั่งไป  แต่เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดที่ไม่จำเป็นข้าพเจ้าก็ยอมได้  และในที่สุดก็ประจักษ์แล้วว่าอะไรเป็นอะไร  และในท้ายสุดก็ได้พิสูจน์แล้วว่า  ไม่ว่าเลาเตง เลาจี๋หรือใครในคณะกรรมการเขต  ไม่มีใครเป็นนักปฏิวัติที่แท้จริงได้สักคน  พวกเขาบ้างก็เป็นนักฉวยโอกาส  บ้างก็เป็นนักค้าของผิดกฎหมาย  ที่ตักตวงผลประโยชน์ใส่ตัวเองแต่ฝ่ายเดียวไป  ในเวลานั้นความรู้สึกของข้าพเจ้ามีความเห็นว่า  พวกเขาย่อมไม่ใช่นักปฏิวัติ  และไม่ใช่ ลัทธิมาร์กซ เลนินเลยแม้แต่น้อย  ลองดูพวกเขาเวลานี้ว่าเขาเป็นอะไร ข้าพเจ้าถูกใส่กุญแจมือในตอนกลางวัน  และกุญแจขาทั้งสองข้างในตอนกลางคืน  เช่นนี้เป็นเวลาครึ่งเดือน  และหมู่  3  โดยการบังคับของสหายเลาฮัว  แซ่ฟ้า  เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน  เลามาเป็นรองทำหน้าที่อารักษ์ขาข้าพเจ้า  ทั้งกลางวันกลางคืน  โดยใช้เล้าข้าวเป็นที่คุมขัง  เพื่อรอการตรวจสอบไปทางเขต 7  ( ผาจิก ผาช้าง )  ในที่สุดข้าพเจ้าว่ามันเป็นการสูญเปล่า  ทั้งเวลาและกำลังพลโดยใช่เหตุ  จึงเสนอให้คณะกรรมการเขต 8  พิจารณาเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติเสียใหม่โดยเปลี่ยนการควบคุมในเล้าข้าวมาเป็นการลงสู่ไร่นา  ภาคการผลิตและพวกเขาก็เห็นชอบข้อเสนอของข้าพเจ้า  พื้นที่ที่ข้าพเจ้ากับหมู่  3  ต้องลงคือนาบ้าน ( ปางปอ ) การลงสู่นาปางปอ  เพื่อเป็นการหนุนช่วยต่อสหายในสถานการณ์ของการสู้รบอย่างมีพลังยิ่งขึ้น  แต่ไหนแต่ไรมา  ข้าพเจ้าไม่ชอบคนที่เป็นกาฝากให้แก่ใคร  และยิ่งไม่ชอบให้ใครเป็นกาฝากมาเกาะกินค่าแรงส่วนเกินของข้าพเจ้าด้วยเป็นอันขาด  ดังนั้นข้าพเจ้าเสนอให้สหายเลาเตงและคณะพิจารณาแก้ไข  และก็ได้รับการแก้ไข

                เมื่อลงสู่นาปางปอแล้ว  ข้าพเจ้าก็ใช้ชีวิตเป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่งเป็นเวลาครึ่งเดือน  นาปางปอมีสหายแป๊ะ  สหายจันเนีย  ฯลฯ  เวลานั้นข้าพเจ้าเข้าใจว่าสภาพการหากินไม่เหมือนปัจจุบัน  ในลำน้ำง้าวมีปลามาก  นกหนูก็มีมาก  เช้าวันหนึ่งสหายแป๊ะพกปืนออกหาหนูตามใจถนัด  เวลา  7  โมงเช้า  ข้าพเจ้ากำลังจะทานข้าวเช้าอยู่  ได้ยินเสียงปืนดังมาจากชายป่า  ปัง  1  นัด  ก็เงียบไป  ประเดี๋ยวมีเสียงเรียกช่วยด้วยจากสหายแป๊ะ  ดังลั่นติดต่อกันไม่หยุด  เล่นเอาข้าพเจ้าและสหายร่วมกองนาตกอกตกใจเป็นการใหญ่  ข้าพเจ้านึกในใจว่า  สหายแป๊ะคงยิงถูกสัตว์ร้ายบาดเจ็บและเขาตามไปถึงจึงถูกมันทำร้ายบาดเจ็บแน่  เพราะเรื่องราวเหล่านี้มีมากมายให้พบเห็นแล้วในอดีต  สหายเราต่างวิ่งไปหาสหายแป๊ะด้วยความเร็วสูงสุดแรงเกิด  พอไปถึง  ภาพที่ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าก็คือ  สหายแป๊ะถูกนกเหยี่ยวกำมือไว้ทั้งสองข้าง  โดยมีปืนคู่ชีพวางกองไว้เคียงข้าง  โดยเขาจนปัญญาที่จะทำอะไรนกได้  เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากที่เขาเที่ยวหายิงสัตว์จนทั่วไม่พบอะไร  สหายแป๊ะเตรียมตัวจะกลับกระท่อมนาอยู่แล้ว  ก็แลไปเห็นนกเกาะอยู่บนยอดไม้  เขาก็ยกปืนยิงเปรี้ยงเข้าให้  ปรากฏว่านกตกลงมาสู่พื้น  สหายแป๊ะก็เข้าไปใกล้หวังจะยิบติดมือมาเป็นอาหาร  พอเขายื่นมือออกไปใกล้เท่านั้น  นกที่แสนรู้ก็ตั้งรับทันทีพร้อมทั้งใช้เล็บที่แหลมคมกดเข้าไป  เมื่อเห็นทีตัวเสียรู้ให้แก่เจ้านกน้อย  แต่ยังเหลือแขอยู่อีกข้างก็เลยวางปืนไว้และเอามือที่เหลือไปจับนก  แต่ว่าเขาช้ากว่าตีนของนกอีก  เมื่อมือทั้งสองข้างถูกล็อคด้วยกุญแจธรรมชาติ  สหายแป๊ะรู้ตัวว่าตกอยู่ในสภาพถูกกระทำเช่นนั้น  สิ่งที่พอจะกระทำได้มีทางเดียวคือร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากสหายเท่านั้น  เสียงดังลั่นว่า  ช่วยด้วย  ช่วยด้วย  ก็แพร่ออกไปโดยไม่รู้ตัว  พอเจ้านกเห็นมีหลายคนต่างก็วิ่งเข้ามาใกล้ตัว  มันก็ตกใจกลัวยอมปล่อยสหายแป๊ะเป็นอิสระแต่โดยดี  ข้าพเจ้าก็ได้แต่มองดู และนึกนิยมในความฉลาดของนกเงียบ ๆ อยู่ในใจแต่ฝ่ายเดียวตราบเท่าทุกวันนี้

                ต่อมาเราทำการปิดลำเหมือง  เพื่อจับปลา  ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุข  พอน้ำแห้งเท่านั้น  ข้าพเจ้าเห็นปลามากมายหลายชนิดเต็มไปหมด  วันนั้นเราหลายสิบคนช่วยกันจับปลาได้หลายกิโล  คนเข้าร่วมมีสหายเลายี  สหายเลามา  สหายมิ่ง  สหายฐาน  ฯลฯ  พอทำนาได้  14  วัน  สหายฝ่ายนำก็มาหาข้าพเจ้าและแจ้งว่า  เนื่องด้วยเป็นเวลาหลายปีมาแล้วข้าพเจ้าไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านเลย  จึงอนุญาตให้ไปเยี่ยมได้เพื่อเป็นกำลังใจแก่ครอบครัว  และหน่วยงานที่นั่น  น้องของข้าพเจ้าอยู่ที่ห้วยคุก  มีทหารป่างทางให้ข้าพเจ้า  เวลานั้นเป็นกลางเดือน  กรกฎาคม  2518  แล้ว  เป็นปีที่ไทย จีน          เปิดสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน   พรรคจีนและพรรคมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มซึมลงเรื่อย ๆ ข้าพเจ้าใช้เวลาช่วยน้องดายหญ้า  15  วัน  หลังจากครบกำหนดกลับเข้าทหารทางฝ่ายนำมีจดหมายมาแจ้งข้าพเจ้าว่าขอให้ช่วยหน่วยงานมวลชนที่ห้วยคุกไปก่อน  หน่วยงานมีสหายเลายี  บุญรอด  เป็นหัวหน้าทีม  ในหน่วยงานมีสหายอุทิศ  สหายจิต  สหายเลาชิน  สหายพาภรรยาสหายเลาจี๋  ข้าพเจ้าช่วยงานที่นี่เป็นเวลา  6  เดือนเต็ม  หลังปีใหม่ม้งข้าพเจ้าย้ายงานช่วยโรงเรียนเด็ก  ที่โรงเรียนมีสหายเลาเม็งดูแลอยู่  ส่วนใหญ่เป็นลูกของครอบครัวทหาร  โดยโรงเรียนตั้งอยู่ทางตะวันตกของภูชี้ฟ้า  ข้าพเจ้ามาช่วยงานโรงเรียนเป็นเวลา  3  เดือนปลายเดือนกุมภาพันธ์  สหายวิทย์มาพบข้าพเจ้าและแจ้งว่า  ฝ่ายเหนือขอให้ไปช่วยงาน  T 2  ทางโน้นเขาจะส่งคนมารับข้าพเจ้าในไม่ช้านี้แหละ  เมื่อไปถึงหน่วยงาน  T 2  จะได้งานมากยิ่งขึ้น  สำหรับข้าพเจ้าไม่มีความเห็นอะไร  พรรคให้ไปไหนก็ยินดีไปโดยไม่มีข้อแม้  ต่อมาไม่กี่วัน  บ่ายวันหนึ่งก็เห็นสหายพึ่งและสหายเสริมเดินทางมาถึง  และให้ข้าพเจ้าออกเดินทาง  ข้าพเจ้าเก็บข้าวของสัมภาระเสร็จก็ออกเดินทางทันที  เราสามคนไปนอนที่เซ็งเม้ง  วันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางไป  T 2  โดยผ่านบ้านเลาอู  บ้านบ่งช้าง ( ในลาว ) เข้าสู่บ้านถ้ำ  บตุม  ขึ้นบ้านน้ำตุมและขึ้นบ้านหัวน้ำตุมข้ามชายแดนสู่บ้านขุนน้ำยาวเป็นจุดปลายางของข้าพเจ้า  ใช้เวลาเดินทาง  2  วัน  ก็ถึงน้ำยาว  T 2  เป็นเขตงานเก่าที่เมื่อปี  2511  สหายเสริม  สหายสังข์ทอง  สหายสิงห์ประกายและข้าพเจ้าบุกเบิกเอาไว้  ปัจจุบันนี้สหายสัจจะ  สหายสุพจน์  สหายอารีย์  ฯลฯ  ร่วมกันรับผิดชอบอยู่  ทีมงานมีอยู่ด้วยกันหลายสิบคน  ที่  T 2 ข้าพเจ้าได้เข้าสู่การเป็นทหารอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง  งานหลักคืองานมวลชน  มีบ้านห้วยเกะ  บ้านน้ำลุ  บ้านแม่ปางเป็นชนเผ่าเลาเทิน ( ขะมุก ) ข้าพเจ้าเป็นทีมงานเดียวกับสหายสมศักดิ์  สหายสัญญา มีด้วยกันประมาณ 4 – 5 คน  งานมวลชนขยายลำบากมาก  แต่งานในเมืองค่อนข้างคึกคักกว่าในชนบท  และงานชาวนาในเขตใหม่ก็ขยายตัวได้ดี  จึงผลต่องานเหล่านี้ไม่มากก็น้อย  ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพี่น้องก็ยังดีอยู่  แต่ก็ไม่ได้เกิดผลอะไรในทางบวกอย่างเด่นชัด  แต่สหายเราส่วนมากจิตใจก็มั่นคงไม่โลเล  งานประจำของข้าพเจ้ากับทีมงานคือ  ศึกษาแนวโน้มทั่วไปของสถานการณ์  ทั้งภายในและภายนอกประเทศ  และมุ่งเข้มมุ่งนโยบายของพรรคและนำไปบอกกล่าวแก่มวลชน  ซึ่งก็นับว่าได้ผลระดับหนึ่ง  ปี  2519  เกิดการรัฐประหารในเมืองเป็นเหตุให้คนในเมืองหนีเข้าสู่เขตเขาเป็นจำนวนมาก  และดูเหมือนการต่อสู้ของมวลชนเกิดการก้าวกระโดดใหญ่ แต่ความจริงไม่ใช่ มันกลับมาซึ่งปัญหามากมายและในที่สุดพรรคก็ถึงจุดจบอย่างที่เห็น ๆ อยู่

                ข้าพเจ้ามาถึงสำนัก  T 2  ประมาณเดือน  พฤษภาคม  2519  งานแรกคือการสำรวจ  การก่อสร้างถนนสาย อำเภอท่าวังผา  จังหวัดน่าน และอำเภอเชียงคำ  จังหวัดพะเยา  จุดที่จะไปสำรวจคือใต้ภูลังกาเหนือบ้านป่าคา  โดยสหายพึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยของเรา  ข้าพเจ้ากับคณะเดนขึ้นจากด้านตะวันตกของสำนักขึ้นไป  ผ่านขุนน้ำพริกซึ่งเป็นดอยต่อจากบ้านหัวน้ำตุมเทือกเขาเดียวกับภูลังกา  ด้านตะวันออกผ่านดอยตมหงเชื่อมกับดอยซึงกึงยาวไปถึงภูไร่ยาหลวง  ก่อนลงกิ่วดอยซึงกึง  ข้างไหล่ดอยจะมีดอยลูกเล็ก ๆ ลงสู่ป่าค่า  เขาเรียกมันว่า ภูป่ามะโอ  ใต้ดอยป่ามะโอ  จะมีชาวเย้าหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจายกันอยู่นับจากบ้านป่าค่าขึ้นไป  ที่ค่ายทหารตั้งอยู่หลายจุด  ค่ายซึงกึงหรือห้วยเฟืองเป็นค่ายที่ตั้งมาหลายปี  นับว่าเป็นค่ายที่ค่อนข้างแข็งแรงกว่า  เส้นทางที่ผ่านอำเภอท่าวังผา  อำเภอเชียงคำ  ต้องผ่านหมู่บ้านเหล่านี้  การสร้างเส้นทางดำเนินมาถึงกึ่งกลางบ้านซึงกึงและบ้านป่าค่า  คณะสอดแนมใช้เวลาสำรวจ  5  วันติดต่อกัน  เก็บข้อมูลได้แล้วเราก็กลับสำนัก  T 2   เพื่อรายงานฝ่ายนำ  การรบครั้งนี้ใช้วิธีซุ่มตีทำลายทั้งกำลังที่มีชีวิต และอุปกรณ์การสร้างถนนเป็นเป้าหมาย และในที่สุดเราก็กำหนดแผนที่ไว้ที่ภูป่ามะโอวันที่เท่าไรข้าพเจ้าไม่ได้จำ ตอนนี้เป็นเวลาหน้าฝน เรายกกำลังจากสำนักT 2ไป ต้องใช้ระยะเวลาเดิน ทางไปจุดหมายเกือบ  2  วัน  เส้นทางยากลำบากมาก  ใช้กำลังพลประมาณหนึ่งกองร้อย  ทำลายกำลังของข้าศึกไปจำนวนหนึ่งหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็เข้าสังกัดงานมวลชนในหน่วยของสหายสมศักดิ์  ตลอด เวลาเกือบ 2 ปี ที่ T 2  ได้ปะทะข้าศึกแค่  2  ครั้ง  และครั้งนี้เป็นการดักซุ่มตี  แต่ไม่ได้ผล  ในปีของเดือนสิงหาคม 2521 ข้าพเจ้าก็ถูกเรียกย้ายไปทำงานที่ผาจิก  และข้าพเจ้าประจำสำนักป่าไผ่ โดยมีสองหน่วยงานอยู่ในสำนักเดียวกัน  ซึ่งก็คือ T 41 และ T 42 โดยมีสหายเพียงใจเป็นฝ่ายการเมือง สหายณรงค์เป็นฝ่ายการทหาร  การใช้ชีวิตในหน่วยได้ไม่นานก็ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่สำนัก เป็นเหตุให้เราต้องย้ายสำนักใหม่ จากป่าไผ่ไปอยู่ที่สำนักป่าแดง เหนือนาของสหกรณ์ธงแดง  เมื่อ T 42 ย้ายสำนัก  คนในหน่วยมีการสับเปลี่ยนกัน  ผู้กองณรงค์ย้ายไปรับงานใหม่ ที่เขตงานใหม่ สหายสุใจซึ่งเป็นผู้กอง T 41  ก็ย้าย  สหายกล้าฝ่ายการทหารถูกระเบิดเสียชีวิตที่นาริมน้ำสาว  ครั้งนี้นักรบเราถูกระเบิดเสียชีวิต  5  คน มีสหายสหายกล้า สหายชิง สหายรัง สหายกล้า อีกหนึ่งคนจำไม่ได้  ข้าพเจ้ารับหน้าที่แทนสหายณรงค์และเราก็ย้ายสำนักเป็นครั้งที่  2  ในปีเดียวกัน  เราไปตั้งสำนัก ณ ที่บ้านโป่งอัง อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดน่าน สำนักป่าดงให้สหาย T 44  เข้ามาอยู่  ข้าพเจ้าจำได้ว่าเราย้ายสำนักครั้งนี้  เป็นการเข้าไปอยู่โดยไม่มีมวลชนอยู่ในเขตหลัง  เรื่องอาหาร  เช่น  เรื่องข้าวสารต้องขนไปจากผาจิก ส่วนอื่นอาศัยจากมวลชนข้างนอกโดยวิธีซื้อ  สมาชิกในทีมมี  สหายชาย 8  คน  สหายหญิง 3  คน  สหายเพียงใจเป็นหัวหน้าทีมและข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วย งานกลักคืองานมวลชนนอกเขต หมู่บ้านในความรับผิดชอบมี 1.  บ้านสองแคว  2.  บ้านสมุน  3.  บ้านภูแครง  อำเภอสา  ฯลฯ  เป้าหมายบ้านบ่อหอย จังหวัดแพร่ ภูแครงเป็นภูใหญ่ที่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน ห่างจากบ้านสองแควประมาณ 20  กิโลเมตร นั่งบนยอดภูแครงจะมองเห็นตัวเมืองน่านได้อย่างสบาย ภูแครงเป็นเทือกเขาติดต่อยาวลงมาจากผาจิก เท่าที่ข้าพเจ้าได้เดินผ่านสำรวจมา ภูมิประเทศของอำเภอนาน้อย จังหวัดน่านก็ติดต่อถึงภูแครง ภูแครงติดต่อกับผาจิก ผาจิกติดต่อถึงส่วนยาหลวงตลอดถึงดอยขุนน้ำพริก เชื่อมต่อถึงภูลาภูช้างของประเทศลาว มันช่างเป็นตำนานในความรักธรรมชาติที่ต้องการให้มนุษย์มีความรักเชื่อมโยงต่อกันดังขุนเขาลำเนาไพร ที่มาแต่โบราณกาลนั้น แทนที่จะมาฆ่าฟันกันอย่างที่เป็นอยู่ โอ้อนิจจังมนุษย์เอ๋ย ที่โป่งอังเดิมทีเป็นบ้านของคนสองแควในปัจจุบัน  เมื่อกลางปี 2512  เสียงปืนแตกที่ผาช้าง น้อย  ทางการเลยต้อนชาวบ้านมาจากโป่งอัง โป่งอังเลยถูกทิ้งไว้ให้เป็นป่า   เนื่องจากเป็นป่าหลายปีพวกสัตว์นานาชนิดเต็มไปหมด  เช่น  ประเภทสัตว์ปีก มีไก้ฟ้า  ไก่ป่า  นกคอ  นกกบ  สัตว์ 4  เท่า  มี หมูป่า  กิ้ง  กวาง  ช้างป่าอีก 2  ฝูง นักรบของข้าพเจ้ามีนายพรานหลายคน มี 1. สหายธงชัย  2.  สหายชีพ  3.  สหายแปง  4.  สหายเด็ดเดี่ยว  5.  สหายแดง ลูกชาวนาจากแม่ริม อาหารประเภทเนื้อสัตว์มีให้ทานเป็นประจำ สหายพิทักษ์นอกจากล่าเก่งแล้วยังเลี้ยงสุนัขเป็นผู้ช่วยไว้อีกหลายตัวด้วย 

                 ปี  2522  เกิดการแยกขั้วกันระหว่าง ขบวนการคอมมิวนิสต์ในโลก นับตั้งแต่หลังการสิ้นอายุของท่านเหมาเจ๋อตุง  ส่งผลให้เกิดความเห็นขัดแย้งกันขึ้นมากมาย ข้าพเจ้ากับทีมงานทั้งหมดต้องแปรสภาพมาเป็นกองลำเลียง เพื่อขนเอากระสุนและอาวุธปืน จากลาวเข้ามาไทย เพราะลาวกล่าวหาว่า พคท. เป็นพวกของเหมา ทางลาวไม่ประสงค์เป็นมิตรด้วย ข้าพเจ้าต้องไปขนของอยู่ในลาวที่โป่งอัง เหลือสหายเพียงใจอยู่กับสหายเข้มแข็ง  2  คน ไว้ที่นี่ มันก็เข้มแข็งสมชื่อจริงดังชื่อของมัน กล่าวคือในระหว่างที่อยู่ 2 คน เข้มแข็งมันคิดวางแผนทรยศต่อเพียงใจ ถือโอกาสที่สมาชิกในทีมไม่มีใครอยู่ และเพียงก็ออกไปเที่ยวป่า มันก็เข้าไปในโกดังขโมยเอาฝิ่นของมวลชนแล้วหนีลงบ้านสองแคว แล้วฝากฝิ่นไว้ที่เลาต๋งลูกเขยของเลาเจ้อจู หลังจากนั้นเข้มแข็งก็มอบตัวต่อ ก.อ.ร.ม.น. จังหวัดน่าน ต่อมาทางการมาเอาผิดกับเลาต๋งด้วยเพราะมีฝิ่นไว้ในครอบครอง ซึ่งผิดกฎหมาย ภายหลังไม่ทราบข่าวมันเลยว่าเข้มแข็งมันมีชะตาชีวิตเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้  หลังจากเสร็จสิ้นการลำเลียง ข้าพเจ้าและลูกทีมก็เข้าสำนักโปงอังดังเดิม มีการสับเปลี่ยนโดยการโยกย้ายกัน สหายชายมีสหายพิทักษ์ สหายช่วงเพิ่มเข้ามาในทีม สหายหญิงมีสหายจิตน้อย สหายชมเชย หลังจัดขบวนการในทีมได้ที่แล้วเราก็ทำย้ายสำนักโป่งอังกันใหม่ กว่าจะเรียบร้อยก็เข้าหน้าฝนของปี 2522 แล้ว และก็เป็นเวลาที่สหายเลาลุ้งกลับจากประเทศจีนผ่านพม่ามาในเมือง และขึ้นผาจิกอีกเป็นครั้งสุดท้ายและก็เป็นครั้งสุดท้ายของข้าพเจ้าด้วย เพราะเวลานั้นข้าพเจ้าก็อายุย่างเข้า 32 ปี เต็มแล้ว ยังไม่พบรักที่แท้จริงเลย สหายอรุณคนรักของข้าพเจ้าก็ถูกเด็ดเดี่ยวแย่งชิงเอาไปครองเสียอย่างหน้าตาเฉย บวกกับใจลึก ๆ อยากจะช่วยงานเขตใหม่ เพื่อหาบทเรียนใหม่บนเส้นทางแห่งการแสวงหาของชีวิต และเพื่อสร้างความดีความชอบให้แก่การปฏิวัติไทยจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินทางกับเลาลุ้งมุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน ดินแดนแห่งความลึกลับที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยในชีวิต

  

ตอนที่  7

                จากโป่งอังถึงแม่ฮ่องสอนดินแดนที่ชื่อว่า ไซบีเรียแห่งประเทศไทย และที่หลายคนตั้งชื่อว่า เป็นดินแดนของคนต้องโทษ เป็นดินแดนของคนถูกเนรเทศ ข้าพเจ้าอ่านประวัติชีวิตการต่อสู้ของท่านเลนิน พบว่าท่านถูกพระเจ้าซาร์ แห่งรัสเซีย นำไปขังไว้ที่ไซบีเรียเป็นการลงโทษท่านเลนิน แม่ฮ่องสอนเขาก็ว่าไว้เพื่อเนรเทศข้าราชการไทยที่เจ้านายไม่พึงประสงค์ มาประจำที่แม่ฮ่องสอนเพื่อเป็นการลงโทษเพราะใครถูกย้ายเข้าแม่ฮ่องสอนก็เท่ากับผู้นั้น ถูกนำไปปล่อยที่เกาะ

                สหายเลาลุ้ง บอกถึงเป้าหมายของงานที่เขาและข้าพเจ้าที่ได้รับจากศูนย์กลาง  ว่าให้เราทั้งสองช่วยเปิดเส้นทางให้ได้ รับเอาสหายที่ค้างอยู่ที่แนวหลังกลับลำเนา T 44  ข้าพเจ้าก็มาจัดการเรื่องงานที่โป่งอังเพื่อช่วยสหายที่อยู่ทำเล้าข้าวโพดและเก็บเกี่ยวข้าวโพดไว้เป็นที่ ในสถานการณ์สู้รบ ทุกหน่วยงานต้องทำการผลิตไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง สหายเราในหน่วย 42 ก็เช่นกัน เพื่อสนองรับคำเรียกร้องจากส่วนกลางพรรคเรา ทุกคนในหน่วยปฏิบัติตามอย่างจริงจังด้วยจิตสำนึก ปลูกผักปลูกข้าวโพด เลี้ยงไก่เป็นการเลี้ยงตัวเองในระดับหนึ่ง

                วันที่  5  ตุลาคม มาถึงแล้ว ขบวนเดินทางพร้อมข้าพเจ้าก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ถนนสายน่าน บ้านหลวง เชียงม่วง ขบวนเดิมเป็นขบวนใหญ่ ประกอบด้วย สหายเชี่ยว สหายเลาลุ่ง สหายอุษา และสหายอื่น ๆ พลาธิการของเขตไปส่งพวกเราด้วยตนเอง จุดนัดกำหนดไว้ใต้บ้านสองแคว ห่างไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากหมู่บ้าน ขบวนของเราค่อย เดินเรื่อย ๆ เพื่อให้ตรงตามกำหนดเวลานัด ถ้าไม่เช้าเกินไปอาจพบชาวบ้านอาจเป็นการเสียความลับ ข่าวล่วงรู้ถึงทางการย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเดินทาง เพราะระยะทางไกลต้องนั่งรถผ่านด่านตรวจของตำรวจมากมายหลายแห่ง คนในขบวนเดินทางส่วนใหญ่คงมีหลักฐานแสดงตัวว่าเป็นพลเมืองเต็มตัว แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วไม่มีอะไรเลย พูดได้ว่าความกล้านำทางเข้าเมือง เพื่อการปฏิวัติ พรรคทำให้อะไรก็สามารถทำได้ ให้เดินทางไปไหนก็ได้ทั้งนั้น สำหรับข้าพเจ้าไม่มีอะไรยากในโลกนี้ ด่านน้ำอุ่นหรือด่านน้ำห้วยอุ่น เป็นจุดตรวจที่เข้มงวดมาก และทุกคนต้องผ่านจุดนี้ไปทั้งนั้นไม่มีทางอื่น ข้าพเจ้ายังจำได้ว่าเมื่อปี 2512 สหายสุจีน สหายเที่ยง เคยผ่านที่นี่และสุจีนก็ถูกตรวจ และเนื่องจากพกอาวุธปืนอยู่ในตัว จึงไม่ยอมที่จะปล่อยให้ค้นตัวและจับกุมตัวไปขังเล่นในกรงเหล็ก สหายเที่ยงและสหายสุจีนลงมือเป็นฝ่ายกระทำก่อน ชักปืนออกมายิงใส่เล่นเอาพวกตำรวจตายไปหลายศพ กลายเป็นผีไป แล้วเหตุการณ์ครั้งหลังจากนั้น สหายสี่คนก็แยกกัน สองคนลงมือต่อ อีกสองคนขึ้นผาช้างน้อยไปอย่างปลอดภัย โดยทิ้งพวกตำรวจที่ตายเป็นผีเฝ้าดอยไว้เบื้องหลังลำพัง สร้างความอกสั่นขวัญหนีไปตามกันระยะหนึ่ง

                เวลา 3 ทุ่มรถวิ่งผ่านเข้าไปทางบ้านสองแคว และเลี้ยวกลับมาจอดที่นัดหมายตามกำหนด มีการขนถ่ายของลงจากรถ แล้วสหายที่จะไปแม่ฮ่องสอนก็ขึ้นรถ รถผ่านเมืองน่านแล้วลงเมืองแพร่ ก่อนเข้าแพร่ด่านห้วยอุ่น พวกมันเอาไฟฉายส่องดูข้าพเจ้ากับสหายในรถชนิดผ่าน ๆ ไป พอเป็นพิธี เสร็จมันก็ส่งสัญญาณให้รถวิ่งไปได้ คนรถใจเด็ดของเราก็เหยียบคันเร่ง รถของเราวิ่งสู่เมืองแพร่อย่างปกติ เราถึงเมืองแพร่ประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 5  ตุลาคม  2523  ข้าพเจ้ากับสหายเชี่ยว สหายเลาลุ่งแยกทางกันที่เมืองแพร่ ข้าพเจ้ากับสหายอุษาไปแม่ฮ่องสอนโดยสหายนครขับรถไปส่งถึงพะเยา มีอาเหมยหน่วยเมล์มารับขึ้นรถโดยสารอีกต่อ ส่วนสหายเชี่ยว สหายเลาลุ่งลงกรุงเทพ ฯ แล้วค่อยมาสมทบกับข้าพเจ้าที่แม่ฮ่องสอนต่อไปในภายหลัง สหายนครพาข้าพเจ้ากับสหายอุษามาถึงสี่แยกพะเยา หน่วยเมล์จากเชียงใหม่ก็นั่งคอยอยู่แล้ว พอรถโดยสารประจำทางสายเชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ เร่งผ่านมาเทียบเราสามคนก็ขึ้นรถเลย การเดินทางครั้งนี้มีเรื่องทุเรศอยู่จนได้สำหรับข้าพเจ้า กล่าวคือข้าพเจ้ามีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง โรคปวดฉี่ ตั้งแต่ออกเดินทางจากแพร่ถึงเชียงใหม่ไม่ได้แวะปลดทุกข์ที่ไหนเลย ปรกติหน้าฝนวัน ๆ หนึ่ง ข้าพเจ้าต้องจัดการโรคนี้ตั้งหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เปล่าเลย รถเมล์สายเก่าท่าของมันคือศรีประกาศ ลงรถต้องเดินข้ามสะพานนวรักษ์เข้าไปอีกจึงจะถึงที่ฝากรถมอเตอร์ไซด์ของเรา ระหว่างข้ามสะพานอยู่ ข้าพเจ้าทนไปต่อไม่ไหว เลยพูดกับเมล์ว่าปวดฉี่จนทนไม่ไหวแล้ว เมล์อนุญาตให้ปล่อยมันลงแม่น้ำปิงได้ ข้าพเจ้าไม่รอช้าปล่อยลงแม่น้ำปิงชนิดไม่อายใครเลย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องปล่อยของเสียลงสู่สมบัติของชุมชนเช่นนี้

                เมื่อมาถึงเชียงใหม่ ต้องหยุดพักที่เชียงใหม่เป็นเวลา 5 วัน ต้องเป็นปัญหาเรื่องที่พักอีก เพราะคนทำเมล์ที่แม่ฮ่องสอนเป็นผู้หญิง ที่พักก็เป็นห้องพักหญิง แต่ข้าพเจ้าเป็นชายไม่ใช่หญิง ระเบียบของหอจะรับเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น เมื่อข้าพเจ้าเป็นชายถ้าเข้ามาก็ผิดระเบียบของหอ สหายอาเหมยต้องหาวิธีแก้ตัวแก่ข้าพเจ้าอีก เมื่อเจ้าของหอเดินผ่านมาพบว่ามีข้าพเจ้าซึ่งเป็นชายอยู่ในห้องด้วย สหายเมล์ต้องหาทางออกตัวโดยวิธีพูดแก่เจ้าของหอว่า ข้าพเจ้าเป็นแฟนของเขา และขออีกห้องข้าง ๆ สำหรับเมล์ คนขับรถเป็นชายมีชื่อว่า สหายเดือน ในรถที่ไปส่งนอกจากคนโดยสารซึ่งมีสหายอุษา ข้าพเจ้า 2  คน แล้วยังมีสหายอาเหมยคนทำเมล์ด้วย รถที่ใช้เป็นรถโดยสารสองแถว เราออกจากเชียงใหม่แต่เช้าจากหอซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านสนามบินเข้าสู่อำเภอฮอดมุ่งหน้าตามลำแม่น้ำแจ่มสู่กองลอย ลงแม่สะเรียง ปลายทางของข้าพเจ้าสิ้นสุดลงที่หมู่บ้านท่าผาป้อม อ.แม่ลาน้อย ถึงจุดหมายเวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อย รถจากหางบ้านไปจอดที่หัวบ้าน ซึ่งจากหัวบ้านพ้นไปไม่ไกลก็เข้าหมู่บ้านทุ่งรวง หมอสง่ามาคอยเราอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นข้าพเจ้ากับสหายอาเหมยแฟนในสภาพถูกเหตุการณ์บังคับ ก็อำลากันตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ก็ไม่เคยพบกันอีกเลยจนบัดนี้ เขาคงมีคนรักที่แท้จริง และได้ลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ส่วนสหายเดือนตอนหลังเขายังขับรถส่งข้าพเจ้าไปกองไม้สักอีกหนึ่งครั้ง และยังทราบข่าวเขาจากสหายเลาลุ่งอยู่บ้าง เมื่อหวนระลึกถึงเรื่องในอดีตรู้สึกซึ้งในน้ำใจของเหล่านักรบทางชนชั้นทั้งหลายเสียนี่กระไรหนอ ถึงแม้สถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้นตามกาลเวลา แต่ผู้ขูดรีดยังคงขูดรีดต่อไป มวลชนอันไพศาลของสังคมก็ยังคงถูกขูดรีดอีกเช่นเคยต่อไป

                หมอสง่าพาข้าพเจ้ากับสหายอุษาข้ามแม่น้ำยมโดยให้มวลชนช่วยพาเรือให้ข้าม เมื่อข้ามพ้นไป หมอสง่าก็เดินหน้านำทาง เข้าตามทางเดินไปไร่นาของชาวบ้าน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสันดอยไม่ค่อยมีนา ดูเหมือนแม่ฮ่องสอนกับเมืองน่านจะใกล้เคียงกัน มีสิ่งที่ต่างกันคือแม่ฮ่องสอนมีต้นไม้สักเยอะ เรื่องเหมือนกันคือ ภูเขาพอ ๆ กันทั้งสองจังหวัด เมื่อเดินห่างออกจากหมู่บ้านท่าผาป้อมประมาณ 7 – 8  กิโลเมตร หมอสง่าก็พาข้าพเจ้าแวะบนดอยที่หนึ่ง ซึ่งเป็นไร่ข้าวอ้ายคำ เขาเป็นมวลชนของเรา ส่วนประวัติความเป็นมาอย่างไรข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ ใครเป็นคนบุกเบิกไม่รู้เท่าที่สังเกตดูมวลชนมีน้ำใจต่อหมอสง่าและทีมงานพอสมควร ข้าพเจ้ารอสหายเลาลุ่งอยู่ที่ไร่อ้ายคำเกือบเดือน ระหว่างที่รอก็ช่วยอ้ายคำเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่ไป  กลางเดือนพฤศจิกายน  2523  สหายตะวัน  สหายยุทธ  สหายพร สหายลัดดา  เขาก็ตามข้าพเจ้ามาพบหมอสง่า เพราะกำหนดที่สหายเลาลุ่ง จะเดินทางขึ้นมาจากกรุงเทพ ฯ เมื่อมาถึงเขตงานจะเปิดประชุม เพื่อศึกษาสถานการณ์และกำหนดภาระหน้าที่ของเขตว่าจะทำอย่างไร หมอสง่าได้มอบหมายให้สหายตะวัน  สหายยุทธ  สหายแหลม  ซึ่งเป็นสหายชาวนาจากอำเภอแม่แจ่ม  พร้อมข้าพเจ้าเดินทางเข้าไปที่ขุนแม่ต๊อบ  เพื่อเตรียมสถานที่ในการเปิดเขตเป็นการล่วงหน้า  ข้าพเจ้าเห็นสหายตะวันและสหายทุกคนทำงานด้วยความเร่าร้อนและระผิดชอบในระดับสูงตลอดงานการเตรียมการ คนที่จะมาร่วมประชุมมีหลายคนดังต่อไปนี้

                1.  สหายเลาลุ่ง                                                                    2.  สหายถวิล

                3.  สหายว่อง                                                                        4.  สหายธวัฒน์

                5.  หมอสง่า                                                                         6.  สหายตะวัน

                7.  สหายยุทธ                                                                       8.  สหายอุทิศ

                สหายอุทิศเป็นคนที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นสหายนักศึกษาจากภาคใต้  และก็ได้เป็นคนสุดท้ายที่ข้าพเจ้ากลับมาจากพม่าแล้วยังมีเขาอยู่เพียงคนเดียวที่เป็นนักศึกษา  คนอื่นหายไปไหนไม่รู้ เท่าที่ข้าพเจ้าสังเกตดูเวลานั้น  สหายอุทิศยังไม่ได้เข้าพรรคหรอก  คนที่เข้ามี

                1.  สหายถวิล  เลขา                                                            2.  สหายเลาลุ่ง  กรรมการภาค

                3.  สหายสง่า                                                                     4.  สหายธวัฒน์

                5.  สหายสมศักดิ์                                                                6.  สหายตะวัน  ส.สำรอง

                7.  สหายยุทธ์  ส.สำรอง                                                       8.  สหายไพลิน

                9.  สหายพร                                                                     10.  สหายอุษา

                11.สหายว่อง  กรรมการเขต

หลังเสร็จสิ้นการประชุม มีการจัดพิธีแต่งงานระหว่างหมอสง่ากับสหายไพลินขึ้นเป็นการปิดประชุม หลังปิดประชุมต่างแยกย้ายไปตามหน้าที่ของตนเอง ส่วนข้าพเจ้าขึ้นแม่หาญ พร้อมสหายเลาลุ่ง  สหายถวิล  พักที่ขุนแม่หาญได้  1  อาทิตย์แล้วออกเดินทางเข้าพม่าไป  โดยมีสหายวิชิตเป็นคนนำพาเข้าไป  ก่อนเข้าพม่าข้าพเจ้ายื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใหม่เป็นครั้งที่  2  โดยผ่านสหายเลาลุ่ง  ส่งให้พรรคพิจารณา  แล้วข้าพเจ้าก็อำลาไปสู่พม่า  เพื่อทำงานระหว่างพรรคพี่น้อง  16  พฤศจิกายน  2523  ข้าพเจ้ากับสหายวิชิตต้องเดินย้อนกลับมาที่สถานที่ประชุมเดิม  ซึ่งหมอสง่าเจ้าของสำนักก็แยกย้ายกันไปทำงานมวลชน  วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่  17  พฤศจิกายน  ทานข้าวเช้าแล้วเราก็เดินทางทันที  ผ่านบ้านขุนแม่ต๊อบ ทวนน้ำขึ้นจนสุดหัวน้ำเลย  ที่สุดหัวน้ำเราเดินเวลากลางคืนผ่านไร่ข้าวของชาวบ้าน  มีเส้นทางของคนเข้าพม่า  เข้าใจว่าเป็นเส้นทางเดินเข้าบ้านห้วยกุป๊อ  สู่บ้านแม่สุเข้าบ้านแม่ลาน้อยในไทย  และผ่านพม่าเข้าสู่บ้านแม่แจ๊ะ  จะเห็นที่ไร่ข้าวอยู่เป็นที่เป็นหย่อม ๆ และสำนักของสหายว่องตั้งอยู่ทิศตะวันออกของบ้านเสาหิน  ซึ่งห่างจากชายแดนไม่ไกล  รุ่งขึ้นวันที่  18  พฤศจิกายน  2523  ก่อนจะข้ามแดนพม่าไป  เรา  2  คนแวะจุดนักพบกับสหายวิเชียรหัวหน้าหน่วยย่อย  แต่ไม่พบ  จากนั้นเราเดินเข้าเขตพม่าผ่านบ้านล้างหมู่บ้านหนึ่งไป  สหายวิเชียรบอกข้าพเจ้าว่า  เมื่อก่อนเป็นมวลชนของกะเหรี่ยงเสรี  ชอบรังแกชาวบ้านเป็นประจำ  เมื่อชาวบ้านทนไม่ไหวเลยหนีไปเข้าฝ่ายพม่า  นำทหารเข้ามาเป็นเหตุให้กะเหรี่ยงเสรีไม่พอใจ  จุดไฟเผาบ้านของชาวบ้านทิ้งอย่างที่เห็น  เมื่อบ้านถูกเผา  ชาวบ้านเลยย้ายไปอยู่รวมกับบ้านแม่แจ๊ะจนถึงปัจจุบัน  หมู่บ้านนี้เลยกลายเป็นบ้านล้างไป   วันที่  18  พฤศจิกายน  ข้าพเจ้ากับสหายวิชิตก็ต้องรอให้ตกเย็น  เราจึงเดินอ้อมอีกด้านหนึ่งของบ้านแม่แจ๊ะ  ข้ามทุ่งนาสู่ลำห้วยที่ไหลลงจากทิศใต้ไปบรรจบกับน้ำแม่แจ๊ะสู่แม่น้ำสาระวิน  ข้าพเจ้ากับสหายวิชิตเดินทวนน้ำขึ้นไประยะหนึ่งเราก็ส่งสัญญาณ  สิ้นเสียงก็ได้รับสัญญาณตอบรับ  พอได้ยินสัญญาณตอบรับข้าพเจ้าก็ดีใจอยู่ในใจ  ความจริงแล้วระหว่างสหายส่วนนี้กับข้าพเจ้าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย  เขาเป็นชาวไทยใหญ่ในพม่า  ในอดีตหัวหน้าของพวกเขาที่ข้าพเจ้าจะไปพบคือสหายสีแดง  ซึ่งเป็นชื่อจัดตั้งที่สหายพะเลโดตั้งเอาไว้  ส่วนชื่อจริงเป็นชื่อไทยใหญ่มีว่า  ฉะต๊ะ  เป็นคนแม่แจ๊ะ เกิดที่นั่นเติบโตที่นั่น  พ่อของเขาเป็นไทยใหญ่ในแม่ฮ่องสอน  ปัจจุบันอยู่บ้านไม้แงะ  เข้าใจว่าสมัยเป็นหนุ่มคงไปเที่ยวบ้านแม่แจ๊ะ เลยไปได้แม่สีแดงเป็นภรรยา  ต่อมาภายหลังเกิดสีแดงแล้ว  พ่อคงกลับแม่ฮ่องสอนและมามีแม่ใหม่อีกคน  และทิ้งสีแดงกับแม่ไว้ที่บ้านแม่แจ๊ะ  จนทุกวันนี้  สีแดงพอโตขึ้นก็เรียนหนังสือไทยใหญ่บ้านแม่แจ๊ะ  เรียนภาษาพม่าพออ่านออกเขียนได้  สามารถพูดภาษาพม่าได้คล่อง  ต่อมาได้เข้าร่วมองค์กรกะเหรี่ยงกู้ชาติ  หรือรัฐกะยาหรือที่สีแดงชอบเรียกกะเหรี่ยงแดง  หรืออีกชื่อว่ากะเหรี่ยงเสรี  ภายหลังสนธิสัญญาอังกฤษเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกะเหรี่ยงเสรีมาตั้งแต่ในปี  1977  ต่อมาเต่งห่าง  ซึ่งเป็นคนบ้านน้ำมัน  ตั้งอยู่ทิศเหนือบ้านแม่แจ๊ะ  เขาได้มีโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้งจนจบการศึกษากลับมา  และเข้าร่วมองค์กรกะเหรี่ยงหลายปี  เต่งห่างได้รับเอาลัทธิมาร์กซ - เลนินมาเผยแพร่ให้แก่สีแดงซึ่งไม่เคยเข้าย่างกุ้งพวกกะเหรี่ยงเสรีมีแต่ลัทธิชาตินิยมแคบ ๆ เป็นเหตุให้ความคิดขัดแย้งกันขึ้นในองค์กรกะเหรี่ยง  นำไปสู่การแตกแยกกันในที่สุด  โดยมีเต่งห่างอดีตนักศึกษาย่างกุ้งเป็นแกนนำ  และการแยกเป็นฝ่ายขวา ฝ่ายซ้ายในองค์กรกะเหรี่ยงก็เกิดขึ้นเป็น  2  พวก  แทนที่จะร่วมกันไปรบกับทหารพม่า  กลับมารบกันเอง  พม่าเลยสบายกว่ากันเยอะ  ต่อมาเนื่องจากอ่อนหัดในเรื่องบทเรียนที่ประสพมา  แกนนำในทีมถูกกะเหรี่ยงเสรีใช้วิธีหลอกให้ร่วมเจรจาแล้วฆ่าทิ้ง  ในที่สุดเต่งห่างก็ถูกยิงบาดเจ็บและถูกฆ่าตายไป  ส่วนหนึ่งขึ้นเหนือเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า  สีแดงเองรับหน้าที่เป็นหน่วยคุ้มกันการข้ามน้ำ  ในระหว่างที่ขบวนส่วนใหญ่ข้ามไปแล้ว  เหลือหน่วยของสีแดงยังไม่ได้ข้ามก็ถูกทหารกะเหรี่ยงเสรีส่งทหารพร้อมเรือหางยาวเข้าโจมตี  เลยแยกกันตั้งแต่นั้นมา  เต่งห่างก็เสียชีวิต  เหลือกำลังพลไม่กี่คน  สีแดงเลยตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตหากินอยู่ที่เสาหินของไทย  เพื่อหลบภัยจากกะเหรี่ยงและพม่า  สหายพะโลโดจากขบวนนักศึกษาไทยได้ไปพบสหายสีแดงก็เริ่มต้นการทำงานต่อ  และข้าพเจ้าก็ได้รับหน้าที่แทนต่อจากสหายเลาลุ่ง  ส่วนสหายพะเลโด  ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักเป็นส่วนตัวเลย  ทราบว่าเป็นชาวใต้และได้ภรรยาเป็นชาวเหนือ  และได้ข่าวว่าเขาอยู่ที่ลำพูน

                หัวหน้าหน่วยที่ข้าพเจ้าพบคือ  สหายวิเชียร  เราสัมผัสมือกัน  คืนนั้นเรานอนพักแรมริมห้วยข้างนาของชาวแม่แจ๊ะ  วันรุ่งขึ้นหลังทานข้าว  เรามีด้วยกัน  5  คน  เราต้องเดินหลายชั่วโมงถึงจะไปถึงที่สหายสีแดงพักอยู่  เมื่อพบสหายสีแดงข้าพเจ้าเข้าสัมผัสมือกับเขา  และพูดให้เขาทราบว่าข้าพเจ้ามาทำอะไร  เขาก็แสดงความยินดี  เราพักอยู่ที่นี่ได้  6  วัน  แล้วข้าพเจ้ากับสหายสีแดงจึงออกเดินทางต่อจุดหมายของเราในการเดินทางครั้งนี้  คือบ้านใหม่  เวลานั้นทีมงานของสหายสีแดงมีแค่  6    เท่านั้น คือ  1.  สหายสีแดง  2.  สหายวิเชียร  3.  สหายวิชิต  4.  สหายวิชัย  5.  สหายไมตรี  6.  สหายหลวง  รวมข้าพเจ้าอีกเป็น  7  คน  ประมาณวันที่  26 – 27  ของเดือนพฤศจิกายน  2523  เราทั้งขบวนก็เริ่มออกเดินทางจากจุดที่เราพักบนเนินสูงลงสู่ลำห้วยเล็ก    สายหนึ่ง  เดินสู่แม่น้ำแจ๊ะ  พอลงจากดอยก็พบถนนสายเก่าสายหนึ่งเข้าบ้านแม่แจ๊ะ  ซึ่งเป็นถนนทีญี่ปุ่นสร้างไว้เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่  2  ที่สร้างด้วยเลือดเนื้อของประชาชนชาวเผ่าต่าง ๆ ในพม่าสมันโน้น  วันนี้ข้าพเจ้ากับเหล่านักรบไทยใหญ่ทั้ง  6  คนต้องใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันเต็ม ๆ เดินอยู่กับน้ำแม่แจ๊ะ  ตลอดทางที่เดินผ่านจะเป็นที่ดอนสลับกับที่ราบ  เป็นทั่งป่าไผ่และผ่าดง  ในระหว่างทางเรื่องกับข้าวไม่เป็นปัญหา  เพราะมีของป่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์  เช่น  ลิง  ค่า  กบน้ำ  ปลา  เป็นต้น  สหายวิเชียร  สหายมนตรีไม่ได้เดินทางมาด้วย  สหายทั้งสองเกาะติดมวลชนในบ้านแม่แจ๊ะ  ที่เดินทางมีสหายสีแดง  สหายหลวง  สหายวิชัย  สหายวิวัฒน์  และน้องสหายวิเชียร  จำชื่อไม่ได้  และข้าพเจ้า  เราต้องนอนริมน้ำแม่แจ๊ะหนึ่งคืน  ในระหว่างทางสหายวิวัฒน์  ยิงค่าได้  2  ตัว  โดยเสียกระสุนนัดเดียว  ความจริงตั้งใจว่าจะยิงแค่ตัวเดียว  แต่ตัวที่สองมันมานั่งในแนวเดียวกัน  พอยิงตัวข้างหน้าก็ทะลุตัวข้างหลัง  ส่วนตัวข้างหลังตกมาก่อน  พอเวลา  5  โมงเย็นกะว่าจะหยุดพักการเดินทาง  ในระหว่างวุ่นอยู่กับการจัดของ  เตรียมสถานที่อยู่ริมน้ำแม่แจ๊ะอยู่นั้น  ปรากฏว่างูเหลือมตัวใหญ่กำลังลอยตามน้ำมาหาที่ข้าพเจ้าและพวกเราก็ช่วยกันหาไม้มาถือไว้  พอเจ้างูโผล่ออกมาอีกก็เสร็จ  เป็นอาหารแก่พวกเราอีกรายการหนึ่งตามระเบียบ  ตกกลางคืนเราออกล่า  คราวนี้เป็นกบ  ข้าพเจ้าเพิ่งมาเห็นกบที่นี่ไม่เหมือนที่ผ่านมา  จะเป็นเขียดแรวเหมือนที่แม่ฮ่องสอนนี่หรือเปล่า  ได้มาเยอะเหมือนกัน  วันนี้นับทั้งงู  ทั้งค่าง  2  ตัว รวมกับกบอีกตกคิดเป็นเงินอยู่หลายร้อยบาททีเดียว  และข้าพเจ้าก็รับความรู้มาใหม่ว่า  อุจาระค่าเขาทานเป็นยาสมุนไพรได้เป็นอย่างดี  คือได้ทั้งเนื้อและยาไปในตัว  วันรุ่งขึ้นข้าพเจ้ากับสหายก็เดินทางไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสู่แม่น้ำสาระวินต่อไป  ทิ่งแม่น้ำแจ๊ะไว้เบื้องหลัง  เราเดินทวนน้ำแพขึ้นระยะหนึ่งแล้วก็เดินลัดสันดอยหนึ่งลูกไป  ก็แลเห็นสาระวินอยู่เบื้องล่าง  ในตำนานกล่าวขานของชาวม้ง   มีเล่าสืบต่อกันว่า  แม่น้ำสาระวินเป็นคู่กับแม่น้ำโขง  โดยเล่าว่ากาลก่อนนานมาแล้ว  องค์พระเยโฮวาห์องค์พระผู้เป็นเจ้า  ได้โปรดประทานให้แม่น้ำสาระวินเป็นพระแม่ธีณี  และโปรดประทานให้แม่น้ำโขงเป็นพ่อแห่งธีณี  ผู้เป็นแม่อยู่ทิศตะวันตกของหลังคาโลกและผู้เป็นพ่ออยู่ทางทิศทางทิศตะวันออก  ทั้งสองสายจุดหมายปลายทางคือทะเล  ส่วนผู้เป็นแม่เมื่อได้รับคำสั่งจากพระเยโฮวาห์แล้วก็ออกเดินทางด้วยความตั้งใจ  สายน้ำตลอดสายของสาระวินจึงเรียบร้อยดี  ไม่มีจุดหักโค้งที่ร้ายกาจอะไร  แม่น้ำโขงตามสันดานของผู้เป็นพ่อ  ในระหว่างทางเห็นคนชนเผ่าฮั่นตั้งวงไพ่อยู่ตัวเองก็เข้าร่วมวงด้วย  พอเห็นมีนกหัวงอกเดินผ่านมาทางตะวันตก  ก็ถามเจ้านกหัวงอกว่า  เจ้าเดินผ่านมาทางนั้นเจ้าเห็นแม่น้ำสาระวินไปถึงทะเลแล้วหรือยัง  เจ้านกตอบว่าเขาไปถึงตั้งนานแล้ว  ท่านไม่เชื่อก็ลองมองดูซิ  เราใช้เวลามานานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้แต่ขอบอกเราทั้งสองมาจนหัวเรากลายเป็นหัวขาวหมดแล้ว  ท่านไม่เชื่อก็ตามใจท่านเถิด  พอทราบด้วยประการเช่นนี้  ก็รีบร้อนลงทะเลชนิดไม่ดูตาม้าตาเรือ  ลำน้ำแม่โขงจึงเลี้ยวลดคดเคี้ยว  ดังเช่นเป็นอยู่อย่างนี้  และชาวม้งยังเชื่อมาตราบเท่าทุกวันนี้เลยทีเดียว  พอลงถึงริมฝั่ง  สหายวิวัฒน์เข้าไปในป่าอ้อลากเอาเรือที่ซ่อนไว้ออกมาจากที่ซ่อน  วิวัฒน์กับสหายหลวงเป็นนายท้ายให้เราเนื่องจากลำเรือเล็กมาก  ข้ามได้ครั้งละ  2  คนเท่านั้น  ต้องข้ามสองเที่ยว  ที่หาดทรายชาวบ้านมีการปลูกถั่วลิสงเป็นหย่อม ๆ  ให้เห็นโดยทั่วไป  คืนแรกข้าพเจ้ากับสหายนอนอยู่กลางป่าเป็นห้วยแห้งหันไปทางฟากแม่น้ำสาระวิน  ดูเหมือนถูกห้อยติดอยู่กับหน้าผาไม่มีผิดอย่างนั้นแหละ    วันที่    ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาระวิน  เมื่อสหายสีแดงติดต่อมวลชนได้  และมีชายสูงอายุคนหนึ่งเป็นคนไทยมีลูกเมียอยู่ที่นี่ตอนนี้ลูกก็โตกันหมดแล้ว  ที่นี่เป็นบ้านเล็กอยู่ห่างจากบ้านใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปประมาณ 4 – 5  กิโลเมตร  ข้าพเจ้ากับสหายสีแดง  ตระเตรียมหาทางเดินขึ้นสู่มะโอ  ที่นี่ของใช้ประจำมี

1.             ปืนพกประจำตัว

2.             เสื้อผ้าเครื่องนอน

3.             ข้าวสาร  อาหารคือปลากระป๋อง  พริก  เกลือ

4.             วิทยุรับฟังข่าวสารทั่วไป

5.             หม้อสนามประจำตัว  ยากินยาฉีดจำนวนหนึ่ง

และทางพรรคมอบเงินไว้ให้ใช้จำนวนหนึ่ง

                เมื่อเตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว  สหายสีแดงกับข้าพเจ้าก็ออกเดินทาง วันที่  1  ธันวาคม  2523 ทวนน้ำสาระวินขึ้นเหนือทันที  ระยะทางประมาณ  300  กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 10  วันเต็ม ๆ ผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า  30 – 40  หมู่บ้าน  เป็นเขตอิทธิพลของกะเหรี่ยงเสรีและของพม่าสลับกัน บ้านตะตอมอเป็นบ้านใหญ่ มีเกาะกลางน้ำสาระวิน สาระวินช่วงนี้เป็นช่วงที่สวยมาก แม่น้ำสาระวินแยกออกเป็นสองสายมีเกาะอยู่ตรงกลาง เป็นทุ่งสีน้ำตาลกว้างมาก น้ำสาระวินที่ตะตอมอดูมาจากบนดอยสูงเห็นเป็นเหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีทุ่งทรายลอยอยู่กลางน้ำ โดยต้นน้ำและปลายน้ำดูแคบถนัดตา ข้าพเจ้ากับสหายสีแดงนั่งพักชมวิวอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะกลางเป็นเวลานานเท่าไรไม่ทราบ  และวันนี้นับเป็นวันที่  5  ของการเดินทางออกจากบ้านปร้าง  ที่เราเอาสหายวิวัฒน์  สหายหลวงฝากไว้กับมวลชนหลังจากได้ข้ามน้ำสาระวินมาแล้ว  3  วัน  และก็เป็นวันที่เรา  2  คน  ต้องออกพบปะชาวบ้านเพื่อหาข้าวสาร  เป็นอาหารในการเดินทางขึ้นเหนือต่อไป  เรา  2  คนปรึกษากันแล้วว่า  ตกลงใช้วิธีเข้าหาชาวบ้านแล้วพูดกับชาวบ้านว่า เราหนีการเป็นทหารพม่ามาและขอซื้อข้าวสารเพราะข้าวสารเราหมดแล้ว  ในพม่าเท่าที่พบเห็นชาวบ้านเกลียดชังพวกพม่ากันทั้งนั้น  เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่บริเวณนี้จะเป็นคนไทยใหญ่ เมื่อชาวบ้านรู้ว่าเราหนีทหารพม่ามาเขาก็เห็นใจและยินดีขายข้าวสารให้เราแต่โดยดี เขตการปกครองที่ตะตอมอเป็นของกะเหรี่ยงเสรี  เมื่อได้ข้าวสารแล้วเราก็เดินทางต่อทันที  พอพ้นตะตอมอมาก็เป็นพื้นที่ที่ว่างหมู่บ้านเป็นหน้าผาเสียส่วนใหญ่  เห็นภูเขาสูง ๆ ใหญ่ ๆ เล็ก ๆ เต็มไปหมด  สองฟากฝั่งแม่น้ำสาระวินเห็นมีไร่ข้าว  ไร่ถั่วอยู่เป็นหย่อม ๆ และเราก็ได้ถั่วฝักยาวของชาวบ้านเหล่านี้มาเป็นอาหารเป็นบางครั้ง  ในการเดินทางที่กินเวลาเดินทาง  10  วันในเที่ยวนี้  ถ้าไม่แล้วเราคงแย่เหมือนกัน เพราะปลากระป๋องที่ติดตัวมาก็หมดแล้ว  เหลือแต่เกลือและชูรสเท่านั้นที่ยังมีบ้าง

                จากบ้านปร้างถึงตะตอมอ 5 วันและหลังจากตะตอมอถึงสบน้ำแครง เป็นเวลาอีก 5 วัน  รวมกันเป็นเวลาเดินทางทั้งสิ้น  10  วันเต็ม วันที่ 10 หลังจากเก็บที่นอนเข้าที่แล้ว  สหายสีแดงก็ออกเดินทางทันทีเวลาประมาณ  9  นาฬิกาเราก็ถึงบ้านสบน้ำแตง  สาระวินแยกไปทางตะวันออก แม่น้ำแครงแยกไปทางตะวันตก  ทางเหนือเป็นภูเขาใหญ่  ยืนตระง่าอยู่เบื้องหน้าข้าพเจ้ากับสหายสีแดง  เราทั้งสองต่างดีใจที่บรรลุเป้าหมายของการเดินทางแล้ว  ปัญหาที่วางอยู่เบื้องหน้าเราทั้งสองก็คือ  ทำอย่างไรจึงจะข้ามน้ำแตงไปสู่ภูเขาใหญ่ลูกนั้นได้  ซึ่งแม่น้ำแตงกั้นอยู่  จากสายตาที่ดูน้ำแตงไม่เห็นจะกว้างสักเท่าไร  แต่กระแสน้ำเชี่ยวมาก  น้ำเป็นสีน้ำตาลเข้ม  เรือก็ไม่มี  ไม่ไผ่มีเต็มภูเขาแต่ไม่มีมีดตัดเอามาเป็นแพรข้าม  จนปัญญาจริง  ๆ ในขณะกำลังคิดหาวิธีข้ามน้ำไปหาภูดอยหลวงก็มีคนปรากฏให้เห็นทางเหนือซึ่งอยู่ด้านเดียวกับข้าพเจ้ากับสหายสีแดง  และกำลังเดินตามกันมาเพื่อหาข้าพเจ้ากับสหายสีแดงด้วยความเร็ว  เหมือนมีนัดกับใครไว้อย่างนั้นแหละ  ข้าพเจ้าไม่รอช้ารีบหลบอยู่ข้างก้อนหินใหญ่  เพื่อดูว่าเป็นใครและชักปืนประจำตัวออกมารอเหตุ  ข้างหลังเป็นสายน้ำแตงที่ไหลเชี่ยว  ข้างหน้าเป็นคนถือปืนอาวุธสงครามที่ไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายไหน  คิดแต่ว่าครั้งนี้เป็นไก้แค่สองทางคือ  ถ้าเป็นทหารปฏิวัติก็รอดไป ถ้าเป็นทหารพม่าละก็ไม่มีทางอื่นตายสถานเดียว  เพราะยอมให้พม่าจับตัวก็เท่ากับว่าตายเหมือนกัน  เรื่องนี้สหายสีแดงรู้ดี  คนที่เดินทางเข้ามาจาก  1  เป็น  2  3  4  เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีประมาณ  30  กว่าคน  และคนนำหน้าก็ห่างจากข้าพเจ้าแค่  5  เมตร  เห็นชัดว่าชุดที่ใส่เป็นชุดสีเขียวที่ผลิตในประเทศจีน  ปืนประจำกายก็เป็นปืนมีดาบของจีนเช่นกัน  เท่านี้ข้าพเจ้าก็แน่ใจว่าเป็นอื่นไปไม่ได้  นอกจากจะเป็นและต้องเป็นทหารปฏิวัติเท่านั้น  แค่นั้นแหละข้าพเจ้าก็กระโดดออกจากข้างหลังก้อนหินที่หลบอยู่  เข้าไปหาพวกเขาด้วยความดีใจ  คำแรกที่ข้าพเจ้าพูดออกไปก็คือ  สหายซอปะบู่เขามาด้วยหรือเปล่า  คนนำทางยืนงงเป็นไก่ตาแตก  ไม่ทราบว่าจะทำประการใด  พอได้ยินเสียงข้าพเจ้าถามหาซอปะบู่  คนนำทางจำใจบอกข้าพเจ้าว่า  กำลังตามมาข้างหลัง  สักครู่มีคนร่างเล็กผิวขาวเดินมาหาข้าพเจ้า  และพูดว่าเขาคือซอปะบู่  ข้าพเจ้าเข้าไปสัมผัสมือ  และแนะนำตัวเองว่าสหายเลาลุ่งส่งข้าพเจ้ามาพบ  เพื่อไมตรีจิตระหว่างสองพรรค  เขากล่าวแสดงความยินดีต้อนรับการมาของข้าพเจ้าและสหายสีแดง  จากนั้นข้าพเจ้ากับสหายสีแดงเดินไปทางทิศตะวันตกของแม่น้ำแตง  แทนที่จะขึ้นดอยภูหลวงเพื่อร่วมประชุมกับผู้เฒ่าตาเกเล  ซึ่งเป็นประธานของขบวนการปะโอ  ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของเผ่าปะโอปะโอเขามีกำลังพลเท่าไหร่ข้าพเจ้าไม่ทราบ  แต่เท่าที่สังเกตพื้นที่การเคลื่อนไหวค่อนข้างกว้างพอประมาณ  นับจากดอยหลวง  เมืองใหม่  รังเกอ  บ้านห่าง  และเมืองไน่  เป็นต้น  เท่าที่สังเกตเห็นชาวบ้านเกลียดความโหดร้ายของทหารพม่า  เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของพลเมืองยังต่ำมาก  คงล้าหลังประเทศไทยหลายสิบปีอยู่  แต่ทั้งไทยและพม่าต่างมีข้อเด่นข้อด้อยของตนเอง  ส่วนเป็นเรื่องอะไรข้าพเจ้าไม่ชำแหละตอนนี้  ข้าพเจ้าใช้เวลาไปสัมผัสกับทหารพม่า  2  ช่วง  ช่วงแรก  16  พฤศจิกายน  2523  ถึง  25  มกราคม  2524   ช่วงที่สอง  2  กุมภาพันธ์  2524  ถึง  25  พฤศจิกายน  2524

                ดังที่กล่าวมาแล้วพอได้พบกับสหายซอปะบู่แล้ว  ข้าพเจ้าก็เป็นแขกของเขา  ชีวิตความเป็นอยู่ของสหายสีแดงกับข้าพเจ้าอยู่ในความดูแลทั้งหมด  ร่วมเวลาเป็นเดือนเมื่อปรึกษาเรื่องการงานเป็นที่รับรู้ร่วมกันแล้ว  ข้าพเจ้าก็เดินกลับแม่ฮ่องสอนรายงานสหายเลาลุ่ง  โดยออกเดินทางวันที่  25  มกราคม  2524  ใช้วิธีเดินทางมากับคนค้าวัว  ผ่านตะตอมอเข้าบ้านนาอ่อน  เข้ากงไม้สักที่ปางหมู  โดยพาสหายใจคำมาจักเส้นไว้  ขึ้นรถสองแถวที่ห้วยโป่ง  มาลงที่แม่ฮ่องสอน  แล้วขึ้นรถเมล์เปรมประชามาลงแม่ลาหลวง  ความจริงกะจะลงที่บ้านท่าผาบุ้ม  แต่ไม่ชินเส้นทางลงผิดที่  ต่อรถสองแถวมาลงท่าผาบุ้มอีกที  ลงจากรถข้าพเจ้าก็นำสหายใจคำเข้าสำนักหมอสง่า  เวลาสองเดือนเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมากชนิดที่คาดไม่ถึง  สหายร่วมคิดใครต่อใครในเขตงานแทบไม่มีเหลือ  หมอสง่าไปเช่าบ้านให้ภรรยาอยู่ในเชียงใหม่  สหายตะวันก็ลงจากเชียงใหม่  สหายว่องเข้ากรุงเทพฯ  สหายถวิลไปไหนไม่ทราบ  สหายลัดดา  สหายน้อมเอย  ล้วนหายไปหมด  แนวโน้มชัดแจ้งแล้วอะไรเป็นอะไร  เมื่อหาใครไม่พบข้าพเจ้านำสหายใจคำเข้าขุนแม่หาญ  ปรากฏว่าสหายวิทยุสื่อสารเหลือ  3 – 3  คนเฝ้าเครื่องอยู่  ทราบการเคลื่อนไหวของสหายเลาลุ่งได้จากพวกเขา  เริ่มที่สหายเขต 8  ทยอยกันมาสมทบมี  สหายคม  ลุงขยันชาวนาจากสันกำแพง  แต่เรื่องขึ้นในขบวนการก็ตามข้าพเจ้าก็ยังมุ่งเช่นเดิม  หลังจากพูดคุยเรื่องงานกับสหายเลาลุ่งแล้ว  ข้าพเจ้ากับสหายคมก็เดินทางเข้าพม่าอีก  สหายคมเป็นพลลื่อสาร  เอาเขาไปอาจเป็นประโยชน์ต่อการติดต่อกับสหายเลาลุ่ง  ตกลงออกเดินทางเส้นทางวังกง นาอ่อน  โดยสหายเดือนเอาเมล์จากเชียงใหม่ไปส่งข้าพเจ้ากับสหายใจคำและสหายคมถึงห้วยโป่ง  3  กุมภาพันธ์  2524  เราออกเดินทางโดยจุดที่นัดกับรถอยู่ที่แม่เตี๋ย แม่สะเรียง  ก่อนเข้าห้วยโป่งแวะแม่สุยน้ำเย็นก่อน  เส้นทางฝุ่นเยอะมากในรถมีลุงขยัน  สหายแหลมจากแม่แจ่ม  สหายเลาลุ่ง  บ่าย  2  โมงรถก็นำเราไปส่งห้วยโป่งหลังลงจากรถเราทั้งสามก็เดินผ่านบ้านวังกง  วังกงเป็นชาวจีนฮ่อ  หมู่บ้านไม่ใหญ่  พ้นวังกังเราก็นอนกลางดอย  เข้านาอ่อนเที่ยงวัน  ทานข้าวกับกะเหรี่ยงเสรี  1  มือ  ข้าพเจ้าเป็นเจ้าภาพเอง  หมดไป  300  บาท  คราวนี้เราเดินแค่  3  คน  เลยเร็วกว่าขากลับขาเข้ามาเราใช้เวลาเพียง  3  วัน  ส่วนขากลับข้าพเจ้ากับสหายใจคำต้องใช้เวลาเดินทาง  6  วัน  ข้าพเจ้ากับสหายใจคำต้องใช้เวลาค้นหาท่านประธานอะโปเกือบเดือนถึงจะพบ  ใช้เวลาอยู่ทางทิศตะวันตกเป็นเดือนถึงมาทางดอยหลวง  ก่อนเข้าดอยหลวง  ข้าพเจ้ากับสหายใจคำก็แยกหน่วยกัน  และจนถึงวันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้พบกับสหายใจคำอีก

                เดือนกุมภาพันธ์  ปี  2542  สหายสีแดงติดต่อกับหน่วยของตนได้แล้ว  หรือที่เรียกว่า (อีกะละต๊ะ ) เป็นชื่อทางการ  แต่ทางการไทยชอบเรียกว่า  กะเหรี่ยงดาวแดง  มีซายุเป็นประธาน  ชวยหว่างเป็นรอง  ทุนชุยฝ่ายทหาร  สหายสีแดงเป็นการเมือง  คณะกรรมการชุดนี้จัดตั้งใหม่  เมื่อข้าพเจ้ากับสหายสีแดงได้มาพบกับสหายซอปะบู่ที่น้ำแครงแล้วขึ้นใหม่  สหายสีแดงและคณะเดินทางเก่ากลับแม่แจ๊ะ  ส่วนข้าพเจ้ากับสหายคมขึ้นดอยหลวงกับสหายตาเมี๊ยะกรรมการคนหนึ่งของปะมะโอที่ดอยหลวง  โดยสหายซอปะบู่มอบข้าพเจ้ากับสหายคมให้แก่สหายตาเมี๊ยะด้วยตนเอง  สหายซอปะบู่จากกับกับข้าพเจ้าตั้งแต่นั้น  แต่ข้าพเจ้ายังคงติดตามข่าวสารของสหายซอปะบู่เรื่อย ๆ มา  และข้าพเจ้าอยู่กับสหายตาเมี๊ยะนานเกือบปี  เริ่มถูกมอบหมายให้ร่วมงานกับเขา  ข้าพเจ้าก็เริ่มใช้ชีวิตกับสหายตาเมี๊ยะด้วยการเดินทางผ่านทุ่งราบทางตะวันตกของแม่น้ำแตง  ขณะที่บ่ายวันหนึ่งราว ๆ 4  โมงเย็น  พึ่งทานข้าวไปได้  3 – 4  คำ  เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน  เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ  เต็มร่างกาย  มีสหายตาเมี๊ยะนี่แหละช่วยก็สถานการณ์ไว้  โดยการฉีดยาโทปิงใส่หน้าท้องข้าพเจ้า  ทันใดนั้นอาการปวดท้องก็หายเป็นปลิดทิ้ง  ข้าพเจ้าได้ภาวนาของคุณเขาด้วยความลึกซึ่งยิ่ง  เราข้ามน้ำแตงโดยเรือไม้ลำเล็ก ๆ ลำหนึ่ง หลังจากข้ามน้ำแตงแล้ว  ใช้เวลา  1  วัน  กับอีกครึ่งวันจึงเข้าสู่บ้านขายพะหนามในภาษาไทยใหญ่  แปลว่า  บ้านผักมากในภาษาไทย  จากบ้านขายพะหนามเข้าบ้านดอยแปด  บ้านน้ำกะและบ้านน้ำเงิน  ฯลฯ  อยู่จนถึงเดือน ตุลาคม  2524   ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินทางกลับไทย  เพื่อรายงานต่อสหายเลาลุ่ง  เพราะรับสหายคมเข้าไปเพื่อทำการต่อทางโทรเลขแต่ไม่เป็นผล  สาเหตุอะไรไม่ทราบ  เมื่อกลับไทยโดยติดสหายคมมาด้วย  ย่อมไม่เป็นผลดีเพราะเส้นทางไม่ทางเดิมตองเดินเส้นทางใหม่  คือต้องใช้เส้นทางสายดอยหลวง เชียงใหม่  โดยวิธีมากับพ่อค้าวัวพม่า  ตัวข้าพเจ้าทำตัวเป็นพ่อค้าพม่า  จากพม่าเข้าเชียงใหม่เพื่อศึกษาหาลู่ทางในการค้าขายระหว่างไทยพม่าในอนาคต  เส้นทางการค้าสายนี้ความจริงภายนอกดูเป็นเส้นทางค้าวัวจากพ่อค้าพม่า  แต่ลึก ๆ ลงไปมันก็เส้นทางขนยาฝิ่นจากพม่าเข้าไทยโดยขุนส่า  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเดินทางเข้าไทยโดยวิธีเป็นพ่อค้าฝิ่นจากพม่า  เชื้อสายจีนฮ่อ

                   ข้าพเจ้าออกเดินทางจากดอยหลวงสู่บ้านเปียหลวงของไทย ก่อนเข้าไทยข้าพเจ้าจัดการให้สหายคมเดินทางกลับเข้าทางตะวันตกแม่น้ำแตงไปหาสหายซอปะบู่อีก  เพื่อกลับไปไทยทางแม่ฮ่องสอนในโอกาสต่อไป  หลังจากส่งสหายคมไปแล้ว  ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางทันที  ปลายเดือนตุลาคม  2524  ข้าพเจ้าก็ออกจากดอยหลวงมุ่งหน้าเข้าเปียหลวง  ก่อนเข้าเปียหลวงต้องผ่านน้ำยาวก่อน  ด่านตรวจคนเข้าออกที่น้ำยาวเป็นทหารไทยใหญ่  ที่เป็นพื้นที่เขตไทยเฮ  และข้าพเจ้าต้องถูกกักตัวไว้ที่น้ำยาวเป็นเวลาครึ่งวัน  เขาสงสัยว่าข้าพเจ้าจะมาสืบความลับของเขา  เมื่อค้นตัวโดยทั่วไปไม่ปรากฏว่ามีของผิด  เมื่อหาหลักฐานมามัดตัวไม่ได้  ทหารไทยใหญ่ก็ต้องปล่อยตัวข้าพเจ้าเป็นอิสระ  คนสืบสวนสอบสวนดูจะเป็นคนระดับร้อยโท  ถามข้าพเจ้าว่าเป็นชนผ่าอะไร  ข้าพเจ้าตอบว่า  ผมเป็นคนจีนฮ่อ  สัญชาติพม่า  ถือถิ่นอยู่จังหวัดลอยเกาะ  ประเทศพม่า  ถามว่าจะไปทำอะไรที่ไทย  ตอบว่าไปค้าขาย  รู้จักกับใครที่เปียหลวง  ตอบว่า  รู้จักหัวหน้าทหารจีนฮ่อที่นั่น  ถามว่าพูดได้ภาษาอะไรบ้าง  ตอบว่าพูดไทยใหญ่  ไทยกลาง  ภาษาเหนือ  ภาษาจีนฮ่อ  ในที่สุดไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนร้ายแต่ประการใด  หัวหน้าด่านก็ยอมออกหนังสือเดินทางเข้าไปตามเส้นทางจนถึงยอดดอย  จะมีด่านของทหารไทเฮา  อยู่บนยอดดอยนั้น  และเอาใบเดินทางนี้ไปยื่นแท่ทหารไทเฮาที่นั่น  ข้าพเจ้าเมื่อรับกระดาษใบนั้นมาไว้ในกระเป๋า  กล่าวคำว่ายินดียินจงเข้าข้า  ในภาษาไทยใหญ่  แปลเป็นภาษาไทยว่า  กระผมขอบคุณมาก  และก็ก้าวเดินตามที่เขาแนะนำ  เมื่อแยกจากลำห้วยขึ้นยอดดอยเห็นมีป้อมยามตั้งอยู่บนนั้นข้าพเจ้าไม่มีรีรอเอากระดาษที่ถือมาไปยื่นให้เขา  เมือเขารับแล้วก็เขียนอะไรลงไปข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามีใจความว่าอะไร  อ่านไม่ออกเพราะเป็นภาษาไทยใหญ่  เขายื่นคืนแก่ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็เดินข้ามแดนไทยทันที สัญลักษณ์ว่าเขตไหนถึงไทย  ก็คือสภาพป่านั่นเอง  เขตพม่ายังคงเต็มไปด้วยป่านานาพันธ์  อีกด้านหนึ่งในไทยเป็นภูหัวโล้นทั้งนั้น  ทางเขตมาปรากฏว่ามีด่านตรวจคนเข้าเมืองแต่อย่างไร  จะมีแต่ไร่สวนไร่นาเท่านั้น  เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้  กระดาษใบนั้นข้าพเจ้าก็โยนมันลงข้างทาง  ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้ากลับเข้าสภาพของของนักรบปฏิวัติใต้ดินต่อไป  จากชายแดนถึงเปียหลวงทางประมาณ  30  นาที  คำว่าเปียหลวงเป็นภาษาไทยใหญ่  แปลเป็นไทยว่าทุ่งราบใหญ่นั่นเอง  หลังจากเข้าเปียหลวงแล้วข้าพเจ้าเข้านั่งที่ร้านอาหารเล็กที่หนึ่งในเปียหลวง  ซึ่งเจ้าของร้านเป็นคนจีน  สั่งอาหารมาทาน  หลังทานอาหารเสร็จแล้ว  ก็หาแลกเงินพม่าเป็นไทย  เปียหลวงมีฐานะเป็นตำบลตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้  อยู่ภายใต้การปกครองของอำเภอเชียงดาว  พลเมืองส่วนใหญ่มี  2  ส่วน  ส่วนที่กุมเส้นชีวิตเศรษฐกิจของเปียหลวงเป็นคนจีน  อีกส่วนชาวไทยใหญ่  2  ส่วนนี้ส่วนไหนข้างมากข้าพเจ้าไม่ทราบได้  แต่เท่าที่เห็นไทยใหญ่ประกอบอาชีพการทำไร่ทำนาเป็นหลัก  คนจีนค้าขายเป็นหลัก  หลังทานอาหารเสร็จเป็นเวลา  17  นาฬิกา  ถึงเวลาหาที่นอน  เปียหลวงไม่มีโรงแรมเลยสำหรับผู้มาจากต่างแดน  ส่วนใหญ่อาศัยสายสัมพันธ์  2  ลักษณะ  ลักษณะแรกคือสายเครือข่ายทางพี่น้อง  ลักษณะที่สองคือเครือข่ายของการทำการค้า  ในลักษณะที่ว่านี้ข้าพเจ้าไม่มีเลยในสองลักษณะนี้  เวลา  6  โมงเย็น  ข้าพเจ้าจำเป็นต้องหาให้ได้บ้านนอนก่อน  เมื่อตระเวรไปทั่วเปียหลวงก็ยังไม่มีที่ไหนยินดีให้ข้าพเจ้าเข้านอนอาศัยเลยรายเดียว  ไปหาคนจีนเจ้าของบ้านตอบว่าให้ไปอาศัยพี่น้องไท  เพราะบ้านเขาไม่ว่างมีทหารเข้านอนเต็มแล้ว  พอไปหาพี่น้องไท  คนไทตอบว่าข้าพเจ้าเป็นคนจีน  จงไปหาคนจีนเถิด

                เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้  ข้าคิดขึ้นได้ทันทีว่า  ถึงเวลาต้องสำแดงความคิดของนักปฏิวัติออกมาให้เห็นว่า  ข้าพเจ้าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป  ปากของข้าพเจ้าก็เริ่มออกเสียงว่า  แม่เฒ่าโปรดกรุณาสงเคราะห์ข้าพเจ้าด้วยเถิด  โปรดเมตตาสักคืนแล้วจะคิดค่าตอบแทนบ้างก็ยินดีจ่ายให้  เมื่อได้ยินคำว่าจะคิดเงินก็ได้เท่านั้น  แกหาว่าข้าพเจ้าบังอาจดูถูกแก  เห็นว่าแกหน้าเงินไปอย่างนั้นหรือ  ตะโกนด่าลั่นออกมาว่าใครว่าล่ะที่นี่โรงแรมก็ไม่ใช่  ข้าจะไปเก็บเงินทำไมเล่า  แม่เฒ่ากับลูกสาวซึ่งกำลังดายหญ้าผักสวนครัวอยู่ต่างยืนมองหน้าข้าพเจ้า  เสียงพูดตอบโต้ไปมาระหว่างแม่เฒ่ากับข้าพเจ้าดังถึงหูของผู้เฒ่าผู้อารีย์  พ่อเฒ่าซึ่งกำลังอาบน้ำอยู่  ก็ถามแม่เฒ่าว่าอะไรหรือ  ในภาษาไทว่า  อะหา   แม่เฒ่าเห็นถามเช่นนั้น  จึงหันไปอธิบายให้พ่อเฒ่าฟัง  มีแขกมาจากลอยเกาะ  จะมาขอนอนบ้าน  ฉันว่าเป็นแขก (แปลว่าจีน ) ให้ไปหาพี่น้องชาวแขกเขาก็ได้  แกตอบว่าขอให้อาศัยเถิดจะคิดเงินเท่าไรก็จ่าย  มีอย่างด้วยหรือโรงแรมก็ไม่ใช่

                พอสิ้นเสียงแม่เฒ่าเท่านั้น  พ่อเฒ่าก็เชิญให้ข้าพเจ้าเข้าไปบนบ้านแล้วค่อยพูดกันทีหลัง  ข้าพเจ้านึกถึงคำว่าที่คนดีตกน้ำไม่ไหล  ตกไฟไม่ไหม้  เป็นจริงทุกประการ  เวลาหนึ่งทุ่มไปแล้วขอบคุณมากต่อพ่อเฒ่าผู้อารีย์ตลอดกาล  ตกลงคืนนี้ข้าพเจ้าได้ที่พักแล้ว  นอกจากได้ที่นอนแล้วยังได้ญาติที่แสนดีมีน้ำใจอีกต่างหาก  ความจริงเขาไม่เคยแล้งน้ำใจเลย  สำหรับเพื่อนมนุษย์ที่มาจากแดนไกล  ตาเขาไม่รู้จักข้าพเจ้า  เพราะมาคนเดียวเกรงจะเป็นคนร้าย  แม่เฒ่าจึงตอบปฏิเสธข้าพเจ้าไม่ให้เข้าพักในบ้าน  หลังพูดคุยเข้าใจแล้ว  แม่เฒ่าได้ขอโทษ  และพ่อเฒ่าพูดคุยกับข้าพเจ้าว่าครอบครัวพ่อเฒ่าเป็นคนจนเรื่องที่นอนแล้วข้าวกินไม่ต้องซื้อ  ส่วนกับข้าวถ้าจะกินเนื้อให้ซื้อเอง  เพราะเขาไม่มีเงินซื้อ  จะอยู่กี่วันที่บ้านก็ไม่ว่าถ้าเป็นคนดี  วันรุ่งขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจไมตรี  ข้าพเจ้าได้ออกไปช่วยพ่อเฒ่าเก็บเกี่ยวข้าวหนึ่งวัน  นางสาวแตง  ถามออกมาว่า  พ่อค้าอย่างข้าพเจ้าเกี่ยวข้าวเป็นด้วยหรือ  เมื่อเห็นข้าพเจ้าทำได้จริง  ชาวบ้านที่ไปร่วมการเก็บเกี่ยวต่างแสดงความยินดีต่อข้าพเจ้า  และต่างก็ยินดีให้ข้าพเจ้าร่วมชีวิตกับเขาต่อไปโดยไม่มีกำหนด  ครอบครัวพ่อเฒ่าแม่เฒ่าคู่นี้มีลูกสาว  4  คน  ลูกชายไม่มี  แต่งงานไปแล้ว  2  คน  เป็นสาวโสด  1  คน  และเรียนหนังสือ  1  คน  คนโตแต่ละคนสวย ๆ ทั้งนั้น  โดยเฉพาะนางสาวแตง ข้าพเจ้าประทับใจในความสวยของเขามาก  คือสวยแบบแรงงานผู้สร้างสรรค์โลก  มิใช่นางงามในตู้กระจก  ข้าพเจ้าต้องอยู่บ้านพ่อเฒ่าถึง  5  วัน  จึงออกเดินทางมาสู่เชียงใหม่ได้  ถ้าไม่ใช่ต้องเข้ารายงานการงานต่อสหายเลาลุ่งที่เชียงใหม่แล้ว  ข้าพเจ้าคงมีภรรยาเป็นชาวไทที่เปียหลวง ณ บ้านนางสาวแต่ง  ก่อนจากมาท่านพ่อเฒ่า  ถามว่าจะกลับมาที่เปียหลวงอีกไหม  ข้าพเจ้าตอบว่ามีโอกาสเมื่อไรก็จะมาแน่  แต่ยังหาโอกาสไปไม่ได้เลยจนตราบเท่าทุกวันนี้  เวลาล่วงเลยมาจากวันเป็นเดือน  จากเดือนเป็นปี  และหลายปี  ในที่สุดจากปี  พ.ศ.  2524  มาเป็นปี  พ.ศ. 2547  แล้วยังไม่มีโอกาสไปเสียที  ท่าพ่อเฒ่าแม่เฒ่าคงอายุมากแล้ว  ข้าพเจ้าไม่เคยลืมคำเชิญให้ขึ้นบ้านของท่าน  เมื่อครั้งกระโน้น  คำที่แม่เฒ่าว่าโรงแรมก็ไม่ใช่จะเก็บเงินหรือ  ล้วนยังคงก้องกลางวานในหูของข้าพเจ้าอยู่เสมอ  เมื่อใดที่หวนระลึกถึงเรื่องราวเหล่านี้

                เปียหลวงเมื่อปี  พ.ศ. 2524  เป็นเส้นทางการค้าสู่พม่าเส้นทางหนึ่ง  เพราะอยู่ติดชายแดน  เป็นเส้นชีวิตของขุนส่าทางหนึ่งรองจากแม่ฮ่องสอนและแม่สาย  ในตลาดเปียหลวงจะเห็นพ่อค้าวัวชาวพม่าเต็มตลาด  เข้าตลาดจะเห็นเจ้าของกิจการซึ่งเป็นคนจีนเปิดร้านต้อยรับลูกค้าชาวพม่าแต่เช้ามืดเลยทีเดียวตามบ้านและตลาดจะเห็นทหารกองพล 93  จัดเป็นกลุ่มเดินไปมาในเครื่องแบบทหาร  แต่ไม่ใช่เครื่องแบบของทหารไทยน่ะ  ดูเหมือนเป็นอาณาจักรของกองพล  93  ผสมรัฐไทยใหญ่ของขุนส่าไม่มีผิดเลย  ทั่วเปียหลวงเห็นมีตำรวจเพียง  3  นายเท่านั้น  วันนั้นเป็นวันที่เท่าไหร่  ของปลายเดือนตุลาคม  2524  ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ  แต่เป็นวันที่  5  ที่ข้าพเจ้าเข้ามาหัวน้ำยาวของพม่ามาอาศัยที่บ้านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าผู้อารีย์แห่งเปียหลวง  และเป็นสุดท้ายสำหรับข้าพเจ้าที่นี่  เวลานั้นเปียหลวงไม่มีรถโดยสาร  เพราะถนนยังไม่ได้พัฒนา  หน้าฝนไม่มีรถวิ่งแม้แต่คันเดียว  ระหว่างอำเภอเชียงดาวเข้าเปียหลวงต้องไปกับรถจิ๊บหรือรถแลนด์  ข้างหน้าติดสปริงพ่วงขนาดใหญ่ไว้เพื่อระวังเหตุฉุกเฉิน  รถเหล่านี้จะส่งสินค้าในเปียหลวงตามกำหนดเท่านั้น  และขากลับเชียงดาวก็ติดรับคนโดยสารไปด้วย  มีแค่  2  คัน  สำหรับเที่ยวนี้ข้าพเจ้าไม่ไปด้วย  ตามกำหนดว่าจะออกแต่เช้า  แต่พอเอาเข้าจริงก็  8.00  นาฬิกาไปแล้ว  จึงออกเดินทางเพราะอะไรไม่ทราบ  วันนี้ระยะทางแค่  60  กิโลเมตร  จากเปียหลวงถึงเชียงดาว  กินเวลาเป็นวันเลยทีเดียว  ถึงเชียงดาว  3  ทุ่มกว่าไปแล้ว  สภาพเส้นทางพูดได้ว่ามหาทรหดก็แล้วกัน   ต้องใช้ทุกวิถีทางก็แล้วกัน  ส่วนว่าอะไรมันละเอียดเกินไปไม่ขอพูด  คืนนี้ข้าพเจ้าพัก    โรงแรมเชียงดาว  ค่าบริการถูกมากแค่  50  บาทต่อคืนต่อหัว  ตั้งอยู่กับถนนสายเชียงใหม่ ฝาง นี้เองหาง่ายมาก อาบน้ำทานข้าวเสร็จข้าพเจ้าก็เข้านอน  ตอนเช้า 6 โมงเช้าระเมล์สายฝาง เชียงใหม่ผ่านมาข้าพเจ้าก็ขึ้นรถเข้าเชียงใหม่ ระเข้าเทียบท่าที่ประตูช้างเผือก เนื่องจากก่อนเข้าพม่าไม่คิดว่าจะเข้ามาเปียหลวง เลยไม่ได้ประสหายในเมืองเชียงใหม่ไว้ เลยย้อนขึ้นแม่ฮ่องสอน ช่วงเช้าเข้าชมสินค้าเลือกซื้อสินค้าบางชิ้น  บ่ายโมงขึ้นรถเมล์สายเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เนื่องจากไม่คุ้นเคยเลยลงผิดที่อีกจนได้ แทนที่จะลงท่ารถแม่สะเรียงกลับไปลงที่โรงพยาบาลล่มแจ้ง เป็นการเดินทางอีกท่อน ในที่สุดก็เหมารถสองแถวให้ไปส่งที่บ้านแม่หาญ  ถึงบ้านแม่หาญก็เดินต่อไปขุนแม่หาญนอนที่ไร่ของสหายประชา  1  คืน  เวลา 6 เดือนที่ข้าพเจ้าอยู่ในต่างแดน เป็นผลให้ข้าพเจ้าไล่ไม่ทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเลย ที่ขุนหาญไม่มีใครอยู่  แกนนำของมวลชนที่เราวางไว้ก็เงียบไปหมด  ประชาก็เป็นอีกคนหนึ่ง หลังจากแต่งงานแล้วไม่ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวของสหายเราเลย  รู้แต่ว่ามีการเคลื่อนไหนที่บ้านแม่สุขเท่านั้น รูปธรรมไม่ทราบว่ายังดี  ประชาก็ยังให้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริง  เมื่อรับทราบจากประชาดังกล่าวแล้ว เพื่อรายงานการไปพม่าให้เขาทราบ ระหว่างทางจะถึงท่าผาป้อมเป็นไร่ข้าวโพดของพ่อสหายหาญ ข้าพเจ้ได้ยินเสียงพูดคุยของกลุ่มคนดังมาจากไร่ก็เข้าไปดู  ปรากฏว่าเป็นสหายหาญ  และหมอสง่ามาช่วยพ่อสหายหาญมาเก็บเกี่ยวนั่นเอง

                เมื่อปรึกษากับหมอสง่าแล้ว  หมอสง่าให้ข้าพเจ้าอยู่ที่ผาปุ่ม  ส่วนเขาเข้าไปขุนแม่สุข  ต่อมา  2  วันหมอสง่าให้สหายมั่นมาพบข้าพเจ้า  ฝากเงินมาให้อีก  1,000  บาท  ไว้ใช้ในการเคลื่อนไหว  และตัวหมอสง่าเองเข้าเชียงใหม่ไป  ตอนนี้เป็นช่วงที่ขบวนปฏิวัติปั่นป่วนที่สุด  สหายเลาลุ่งเข้ากรุงเทพ ฯ แนวหน้าสหายนักศึกษาตีตัวออกห่างพรรคไป  เขตงานที่แม่ฮ่องสอนกำลังถูกท้าทาย  ส่วนเชียงใหมา ลำปางก็ปรากฏแนวโน้มทั่วไปว่ากำลังจะแย่  ข้าพเจ้าเองเข้าใจ  แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรในความคิดของตัวเอง  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ต่อมาอีกกี่วันข้าพเจ้าไม่ได้จำ  หน่วยของสหายทุนชุ่ยก็ตามมาถึงรับข้าพเจ้าไปขุนแม่สุข  ตอนนี้เป็นปลายปี  2524  แล้ว  เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ออกเดินทางทันที  เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน  จากบ้านท่าผาปุ่มผ่านบ้านแม่ลามอญ แม่ลางิ้ว เข้าบ้านแม่แร่บ สู่บ้านกุเป๊าะ  สิ้นสุดที่บ้านแม่สุขคี้ ซึ่งเป็นบ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนบ้านน้ำขุนแม่สุข เป็นหมู่บ้านสุดท้าย  ก่อนที่จะข้ามชายแดนไทยสู่พม่า  พอถึงบ้านแม่สุขคี้ขบวนของเราเปลี่ยนมาเดินในเวลากลางวันแทน  จุดหมายปลายทางคือขุนน้ำแม่แจ๊ะของฝ่ายพม่านั่นเอง  เป็นสมาชิกของหน่วยโท  ซึ่งสถานที่ตั้งอยู่ในเขตแดนพม่า แต่เคลื่อนไหวในเขตไทย  ขอบเขตของการเคลื่อนไหวมี อำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย  ขุนยวม อำเภอปาย แต่อำเภอเมืองยังไม่ถึงเพราะกำลังพลไม่พอ  จุดสูนย์กลางได้ย้ายมาจากแม่หาญมาไว้ที่บ้านกะป๊ะตำบลแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย  เจ้าสำนักคือสหายหมอรับผิดชอบทางขุนแม่สุข  สหายสมศักดิ์รับผิดชอบทางเสาหินไป  โดยประสานกับสหายสีแดงในเขตแม่เจ๊ะ น้ำมัน  ด้านตะวันออกของแม่ลาน้อยมีสหายอุทิศเป็นผู้รับผิดชอบ ถึงตอนนี้ลุงถวิลก็หายไป สหายว่องก็หายไป สหายเลาลุ่งต้องรับผิดชอบงานหนัก ข้าพเจ้าเมื่อต้องเข้าพื้นที่ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าคิดคือต้องช่วยเหลือสหายเลาลุ่งอย่างสุดกำลัง เนื่องจากสหายเลาลุ่งไม่อยู่ กลับจากพม่ามา ก็ยังไม่มีโอกาสได้พบปะกับฝ่ายนำเลย  ไม่ว่าจะเป็นสหายเลาลุ่งหรือสหายเชี่ยว  คืนหนึ่งของเดือน  พฤศจิกายน  2524  ข้าพเจ้าตกลงใจเข้าเชียงใหม่ไปกับสหายสมศักดิ์ เขาเป็นชาวใต้เป็นสามีของสหายพร สหายสมศักดิ์กับข้าพเจ้ามารอรถประจำทางสายแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่อยู่บ้านแม่ลาหลวง รถจะออกจากแม่ฮ่องสอนเวลา  2  ทุ่มถึงแม่ลา  เวลา  3.30  นาฬิกา  ในเวลาปรกติ  แต่ปรากฏว่ารถไม่มาตามกำหนด  สหายสมศักดิ์กับข้าพเจ้าตัดสินใจอาศัยโดยสารไปกับรถเหมืองแร่  ของแม่ลาหลวงไปรอรถประจำทางอีกต่อที่แม่สะเรียง  รอจนถึงเที่ยงคืนรถโดยสารมาเทียบท่า ปรากฏว่าเป็นคันที่  2  คันแรกถูกปล้นที่ระหว่างที่แม่ลาหลวง แม่ปาง คนร้ายทิ้งเข็มแทงที่ผลิตในประเทศจีนไว้เป็นหลักฐาน พอได้ทราบดังนี้ก็ไม่สบายใจ เพราะเข็มแทงมีแต่พวกเราเทานั้นที่มีใช้ หมอทั่วไปจะไม่มีสิทธิ์เลย และก็ขอขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ข้าพเจ้าไม่ขึ้นมากับรถคันดังกล่าว ครั้งนี้ข้าพเจ้าได้เข้าพักบ้านเช่าที่ใช้เงินพรรคเช่าเป็นที่อยู่ นับตั้งแต่เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้  และก็เป็นภาพที่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มรับรู้ว่าทิศทางของการปฏิวัติไทยจะเป็นเช่นไรต่อไปในอีกไม่กี่ปีต่อแต่นี้ไป  เมียหมอสง่าเกิดลูกคนแรกที่บ้านเช้านี้  และสหายพรเมียสหายสมศักดิ์ก็กำลังตั้งท้องพักที่บ้านพักเช่นนี้กัน บ้านหลังนี้เรามักเรียกว่าบ้าน ป. พัน 7 ข้าพเจ้ารอสหายเลาลุ่งหลายวัน วันที่เท่าไรไม่ทราบจำแต่เดือน พฤศจิกายน 2524 เมื่อสหายเลาลุ่งกลับจากกรุงเทพฯ เราก็เตรียมตัวกลับขึ้นแม่ฮ่องสอน ครั้งนี้มีสหายลัดดาขึ้นไปด้วย เขาเป็นผู้หญิงชาวลำพูน เป็นนักเรียนการเมือง การทหาร  7  สิงหาคม ที่ผาจิก  รุ่นเดียวกับสหายณรงค์การเข้าเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้เป็นโอกาสดีสำหรับข้าพเจ้า  เพราะได้รู้จักกับพ่อประสิทธิ์ สหายอนันต์เพิ่มขึ้นอีก  2  คน  พ่อประสิทธิ์เป็นผู้นำชาวนา อำเภอดอยสะเก็ต  ชื่อจริงว่าพ่อหลวงศรีทน ยอดกาทา ส่วนสหายอนันต์เป็นผู้นำชาวนา ชาวอำเภอพ่นนี่เอง  ชื่อ จริง  อิงทร ( สมบัติ )

                เมื่อสหายเลาลุ่งพร้อมข้าพเจ้าถึงแม่ฮ่องสอนแล้ว  งานแรกคือ  นัดพบกับบริษัททำไม้ มีข้าพเจ้าเป็นคนจัดการการนัดพบ  เรื่องสถานที่นัดพบ  ครั้งแรกต้องใช้วิธีจู่โจมที่พักของบริษัทขอพบหัวหน้าคนงาน และส่งสารไปแม่สะเรียง เรียกตัวของผู้จัดการใหญ่ของบริษัทให้มาพบเรา  ได้ผลตามแผน  การเข้าจู่โจมครั้งนี้ส่งผลให้ตำรวจก็ถูกเราควบคุมตัวไว้เป็นเวลาสั้นตามที่เรากำหนด  ซึ่งตำรวจก็พอใจทำตามเราสั่งทุกอย่างโดยดี  วันรุ่งขึ้นบริษัทซึ่งมีแม่เลี้ยงนิยมเป็นเจ้าของได้ส่งนายเภา  เป็นตัวแทนในนามบริษัทมาพบเราตามกำหนด  หลังจากเจรจาแล้ว  ตกลงย้ายการเจรจาเข้าไปในเชียงใหม่เพื่อความสะดวกทั้งสองฝ่าย  งานนี้เรามอบให้สหายอนันต์และสหายส่องเป็นผู้แทนการเจรจา  หลังจากจัดการเรื่องบริษัท  สามารถพูดจากันรู้เรื่องและมอบไว้กับสองสหายคนรับไปแล้ว  ข้าพเจ้าก็รับงานใหม่มาทำ  เป็นงานไปรับสหายวิทย์ที่ติดอยู่  T 2   เพราะงานเขต  8  ล้มจึงต้องโอนย้ายผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งมาแม่ฮ่องสอน  ส่วนสหายวิทย์ติดอยู่  T 2  มีสหายวิทย์  สหายประจัญ  สหายพลี  ฯลฯ  ร่วม  10  คน เส้นทางที่ใช้คือบ้านสานระหว่างบ้านฮ่อง  บ้านสาน  อำเภอเชียงคำ  จุดที่ข้าพเจ้าต้องลงรถคือบ้านสาน  ข้าพเจ้าได้นัดพบพี่ชายของสหายพลีที่เชียงใหม่  และให้เขาไปส่งข้าพเจ้า  ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปกับเขา  สหายเลาลุ่งได้ให้เขาเดินเป็นการเบิกทางมาแล้ว  1  ครั้งปรากฏว่าได้ผล  T 2  ตอนนี้ย้ายเขตเข้าแดนลาวแล้วไม่ได้อยู่ที่ขุนน้ำยาวต่อไป  การไปในลาวก็ไม่ง่ายเหมือนในอดีตต่อไป  ข้าพเจ้าต้องใช้วิธีติดต่อลับ ๆ กับสหายวิทย์แบบเดียวกับที่เคยใช้ในเขตขาว  โดยข้าพเจ้าไปซุ่มตัวอยู่ในป่า  และเรียกให้สหายวิทย์กับพวกเข้ามาพบข้าพเจ้าในป่าเป็นราย      เที่ยวแรกนำเยาวชนเข้าเชียงใหม่  1  คน  เที่ยวที่  2  นำสามแม่ลูก  โดยสามแม่ลูกนี้เป็นเมียของสหายพลี  เพื่อจะได้ไม่หนักเกินไปสำหรับเที่ยวสุดท้าย  เที่ยวนี้เกิดปัญหาเพราะมีเด็กผู้ชายตั้งสองคน กล่าวคือครั้นมารอรถทำให้เป็นที่น่าสนใจแก่ผู้พบเห็น เกิดเหตุการณ์คนมองขึ้นมา  มีคนมองเป็นจำนวนหลายสิบคน  อ.ส. เห็นเข้าจึงเดินเข้ามาสอบถาม  ว่าเด็กผู้ชายสองคนนี้มาทำอะไร  ไปไหนมา  และจะไปไหนต่อ  ถึงตอนนี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว  เพื่อเอาตัวรอดก็รอดมาได้  ขึ้นรถสองแถวจากบ้านสานเข้าเชียงคำ  จากนั้นเหมารถแท็กซี่ให้ไปส่งเชียงใหม่  ในราคา  1,000  บาท  การไป  T 2 เที่ยวนี้เป็นการไปเพื่อนัดสหายวิทย์ไว้ให้รถมารับที่บ้านสานในเวลาต่อไป  เมื่อนัดเป็นที่แน่นอนแล้วก็ดำเนินการไปตามแผน  แต่พอถึงวันกำหนดสหายวิทย์ลงมาตามนัด  ส่วนคนที่จะไปรับสร้างเรื่องขึ้นจนได้  เป็นเหตุให้งานไม่บรรลุเป้าหมาย  สาเหตุเพราะความไม่รับผิดชอบของอ้ายช่างซึ่งเป็นคนขับรถนั่นเอง  งานไปรับสหายวิทย์ที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากสหายเลาลุ่ง  ที่ใช้เวลาตระเตรียมเป็นเวลาหลายเดือน  เสียเงินไปไม่รู้เท่าไรก็พังทลายลงเพราะความไม่เอาถ่านของคนขับรถด้วยประการนี้  กล่าวคือให้ไปรับสหายวิทย์  แต่กลับขับรถไปเที่ยวที่อำเภอพาน  เป็นเหตุให้ตำรวจจับงานเลยล้มเหลวไปหมด

                เมื่องานรับสหายวิทย์เป็นอันต้องยุติลงแล้ว  ข้าพเจ้าก็ขึ้นแม่ฮ่องสอนต่อทันที  งานแรกคือจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยแก่สหายที่ลงมาจากเขต  8  จำนวนหนึ่ง  ซึ่งมีสหายชาญ  สหายสุรักษ์  สหายมิ่ง  สหายเลาใช่และครอบครัว  เสร็จงานแล้วต่อไปคือ  การติดต่อพวกบริษัททำไม้ที่แม่ฮ่องสอน  เช่น  บริษัทพนกิจในนามขององค์กรทหารผ่านศึก  บริษัทสาระวิน  บริษัทนครใหม่ทำไม้จำกัด  ซึ่งโรงเลื่อยตั้งอยู่ที่แม่สะเรียง  ในการติดต่อ  ทั้งหมดประสบผลสำเร็จด้วยดี  ได้ผลตามประสงค์  ต้นปี  2525  สถานการณ์ของการปฏิวัติของไทยเข้าสู่สภาพตกต่ำสุดขีดแล้ว  หลังการมอบตัวของลุงอุดม  ศรีสุวรรณ สมาชิกกรมการเมืองของพรรคเรา  สหายเลาลุ่งกับสหายเชี่ยว  ก็หาทางออกแก่หน่วยพรรคพื้นฐานไม่ได้  สมาชิกพรรคที่เป็นนักศึกษาก็แยกตัวออกห่างไปเป็นส่วนใหญ่  ข้าพเจ้าได้รับการพิจารณาและรับเข้าเป็นสมาชิกพรรคสมบูรณ์เป็นครั้งที่  2 ในชีวิต  ครั้งนี้เข้าเป็นสมาชิกพรรคสมบูรณ์ก่อน  6  เดือนเพราะมีงานที่ต้องรอทำอยู่  พิธีเข้าพรรคครั้งนี้ทำที่ห้วยกุปร้า  ตำบลแม่ลาหลวง  อำเภอแม่ลาน้อย  โดยหน่วยพรรคที่นี่  ซึ่งมีจำนวนสมาชิกจำนวนสิบกว่าคน  เช่น  สหายเลาลุ่ง  สหายสุรัตน์  สหายมิ่ง  สหายหาญ  สหายส่วน  สหายไพจิต  สหายมอ  สหายคม  และสมาชิกใหม่อีกสองคน  มีข้าพเจ้าและสหายอุทิศ  ข้าพเจ้าเข้าพรรคภายใต้สถานการณ์ที่ลำบากอย่างยิ่ง  ข้าพเจ้าก็ยินดีจะเจ้าเพื่อรับการทดสอบ  กลังเข้าพรรคมีการใช้ชีวิตที่หน่วยพรรคได้แค่  2  ครั้งเท่านั้น  หน่วยพรรคที่ห้วยกุปร้าก็ล่มสลายไปจนตราบทุกวันนี้  ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง  สหายชาญ  สหายสุรัตน์กับสหายมิ่งกลับไปดอยยาว  สหายไพจิตเข้ากรุงเทพฯ  ที่เหลือมีสหายอุทิศ  สหายคม  กับส่วนข้าพเจ้า  3  คน  สหายเลาลุ่ง  เข้าออก    ระหว่างกรุงเทพ ฯ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน  เวลานี้อายุของข้าพเจ้าย่าง  36 ปี แล้ว เรื่องความรักยังไม่มี ได้รับความสนใจจากเพื่อนฝูงว่า สมควรแล้วที่ต้องมีกันเสียที เพื่อให้เวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง จึงมีการถ่ายโอนงานให้คนอื่นรับช่วงต่อไป บริษัทนครใหม่ให้สหายคมรับไป บริษัทสาระวินให้ซอทูรับไป บริษัทพนกิจให้ดำรงรับไป ข้าพเจ้าแบ่งเวลาว่างมาจัดการเรื่องที่อยู่ของตัวเองและสหายอีกส่วนหนึ่ง จัดหาที่ดิน และข้าพเจ้าได้เหลือไว้ ณ. บ้านห้วยเดื่อ  หมู่ 3 ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเป็นท่าเรือ ห่างจากบ้านแม่สะกึด บ้านแฟน (คนรัก) แค่ 3  กิโลเมตรเท่านั้น และเดือน มิถุนายน 2526 ชีวิตคู่สามีภรรยาก็เริ่มต้นจากบ้านห้วยเดื่อนี่เอง เมื่อผ่านการติดต่อกันมาได้ครึ่งปี วันจัดพิธีสมรสก็ถูกกำหนดไว้ ในวันที่ 22 มิถุนายน 2526 อย่างที่ปรารถนา เวลานั้นข้าพเจ้า 36 ปี แฟนแค่ 14 ปีบริบูรณ์ สาวรุ่นสด ๆ จากนี้ไปการเคลื่อนไหวการปฏิวัติเริ่มห่างกันไปเรื่อย ๆ สหายเลาลุ่งก็มีการติดต่อมาน้อยลงมาก ส่วนข้าพเจ้าไม่ค่อยไปหาเขา  เพราะค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องหลัก  ต้องยืนหยัดช่วยตัวเอง  เพื่อการดำรงอยู่เหมือนคนทั่วไป ฝึกที่จะประกอบอาชีพทุกอย่าง  ที่ถนัดคือการเกษตร  แต่ต้องทำอย่างไรจึงจะมีเหลือกินเหลือใช้บ้าง  นี่เป็นเรื่องหนักและยากมากสำหรับข้าพเจ้า จนปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนี้อยู่  ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา  ข้าพเจ้ายิ่งมายิ่งแจ่มชัดในปัญหาคือ  โครงสร้างการเมืองเป็นตัวกำหนดให้สังคมเป็นแบบนี้  ถ้าจะแก้ต้องแก้ที่ตัวระบบ  กล่าวคือทำการปฏิวัติสังคมนั่นเอง  แต่ดูจากประสบการณ์จากชีวิตจริงของข้าพเจ้า  การปฏิวัติที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมที่จะทำในเวลานี้

                เวลาล่วงเลยมา 13  ปีของการใช้ชีวิตสมรส  ยิ่งมาเราสองคนยิ่งมีความแตกต่างออกไปมากขึ้น  และมากขึ้น  ภรรยาข้าพเจ้ามีชื่อว่าพรเพ็ญ  เกิดวันที่  1  พฤษภาคม  2512  เป็นบุตรคนที่  2  ของพ่อแม่ พ่อชื่อนายคะปะพอ  แม่ชื่อนางมน  เป็นชนชาติกะเหรี่ยงขาว  มีลูกทั้งหมด  6  คน  เป็นหญิงทั้ง  6  คน ไม่มีลูกชายเลย  ฐานะยากจนแต่ก็ไม่ทำไร่ทำสวนเหมือนคนทั่วไปเขา  แม่ชอบทำสวนครัว  ส่วนพ่อเป็นหมอเป่าน้ำมนต์  และเป็นครูสอนฟันดาบเป็นหลัก  ก่อนที่จะมาแต่งงาน  สหายอุทิศได้มาขอให้ข้าพเจ้าช่วยทางตะวันออกของอำเภอแม่ลาน้อย  พื้นที่เป้าหมายค้อบ้านรากไม้ เหนือ ใต้  2  หมู่บ้านนี้ชาวบ้านเป็นเผ่ากะเหรี่ยง  เป็นเขตปกครองของอำเภอแม่สะเรียง  ขุนห้วยรากไม้เป็นก็สายธารยอดสุดของลำน้ำแม่สะเรียงนี่เอง  เป็นดอยสูงชัน  ชาวบ้านทำไร่ข้าว  นาไม่มีเลยเนื่องจากเป็นขุนน้ำของแม่สะเรียง ทางหารจึงส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปตั้งประจำอยู่ โดยมีนายสนอมเป็นหัวหน้า หน้าที่หลักของเขา คือ แบ่งยึดพื้นที่ทำกินคืนชาวบ้านและปลูกป่าสน เรื่องการปลูกป่าพอยกโทษให้ได้  แต่เรื่องชาวบ้านไม่ยอมและยอมไม่ได้ ก็คือเรื่องบ่อนพนัน  ชาวบ้านถือคริสต์  ในพระวัจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าถือผู้ชอบเล่นการพนันเป็นฝีมารศาสตราที่ให้อภัยไม่ได้  ดังนั้นชาวบ้านลงเรียกร้องให้สหายอุทิศไปจัดการเพราะตัวหัวหน้าสนอมเมื่อมาตั้งประจำขุนน้ำห้วยรากไม้แล้ว   เขาก็เปิดบ่อนพนัน  ชักชวนให้ลูกหลานชาวบ้านเข้าวงการพนัน  เป็นเหตุให้ผู้ปกครองของเด็กเดือดร้อนไปต่าง ๆ กัน  จึงมาหาสหายอุทิศให้ไปจัดการที  สหายอุทิศในฐานะเลขาของเขตงานในเวลานั้น  ได้มอบหมายงานนี้ให้ข้าพเจ้าไปจัดการให้ เมื่อได้รับมอบหมาย  ข้าพเจ้าได้นำเหล่านักรบชาวกะเหรี่ยงไปประมาณ  20  คน  เดินทางจากบ้านแม่งะขึ้นสู่บ้านห้วยรากไม้ต่อไป  เราใช้เวลาเดินทาง  1  วัน  ก็มาถึงขุนห้วยรากไม้ เราอาศัยพักอยู่ตามไร่ของชาวบ้าน  เมื่อทำการสำรวจดูสถานการณ์  ทั้งหมู่บ้านและที่ตั้งของหน่วยป่าไม้  เมื่อสำรวจแล้วเราก็เลือกลงมือปฏิบัติงานได้คือวันที่  2  ของการมาถึง    ขุนห้วยรากไม้  เวลาประมาณ  8.00  นาฬิกา หน่วยปฏิบัติการเคลื่อนพลประจำที่ทันที ข้าพเจ้าและเหล่านักรบต่างเข้าใจในหน้าที่ จู่โจมบ้านพักของนายสนอมพร้อมกันจากทิศเหนือ ปิดตายเส้นทางเข้าออกไว้ แต่เสียดายตัวนายสนอมไม่อยู่ มันได้ออกจากที่ตั้งก่อนที่เราจะทำการจู่โจม มิฉะนั้นอาจมรการตัดหัวของคนเกิดขึ้นแน่ เพราะชาวบ้านเขาต้องการอย่างนั้น ขอขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้น แต่เราได้จุดไฟเผาที่ทำการของนายสนอมทิ้งไปสมความปรารถนาของชาวบ้าน  ก่อนจะเผาเราเรียกเมียของนายสนอมให้ออกมารวมทั้งคนในบ้านพัก  ให้ออกห่างจากบ้านพักและจุดไฟเผาต่อหน้าต่อตาให้เขาดู  กล่าวแก่เขาว่าเพราะที่นี่เป็นบ่อนการพนันชาวบ้านเขาไม่ต้องการให้รู้ไว้  เราจึงเผาขอให้เข้าใจด้วย  และฝากเมียนายสนอมบอกสามีด้วยว่าอย่าไปเปิดแห่งใหม่อีกต่อไป  มิฉะนั้นเรากับชาวบ้านจะเอาหัวเขาในโอกาสต่อไป

                หลังเสร็จสิ้นข้าพเจ้าและนักรบชาวบานห้วยรากไม้  ชาวบ้านต่างแสดงความยินดีต้อนรับกันถ้วนหน้า  ด้วยการเชื้อเชิญแวะบ้านนี้ออกบ้านโน้น  เลี้ยงอาหารข้าพเจ้ากับสหายร่วมรบอย่างอบอุ่นใจอย่างยิ่ง  และครั้งนี้เป็นการปิดฉากชีวิตของนักรบปฏิวัติภายใต้ร่มธงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยลงอย่างสิ้นเชิงในภาคปฏิบัติมาเป็นเวลา  3  ทศวรรค  ของข้าพเจ้า ต่อจากงานที่ห้วยรากไม้ ก็มีงานอีกชิ้นหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำ  คืองานฝึกวิชาการทหารแก่สหายกรรมกรจากกรุงเทพฯ  ขึ้นมาฝึกที่บ้านงะ  มีด้วยกัน  4  คน  หญิง  3  คน  ชาย  1 คน สหายอุทิศเป็นผู้อำนวยการ ครูฝึกมี 2 คน ข้าพเจ้าและสหายชัด เป็นชาวใต้ เป็นครูฝึกให้เหล่านักเรียนทหารทั้ง 4 คน ใช้เวลาฝึก 1 สัปดาห์ สหายพร (ชาย) สหายเกื้อ (หญิง) สหายหล้า (หญิง) สหายหญิงกรรมกรอีกคนจำชื่อไม่ได้แล้ว  ทุกคนได้ยิงเป้าด้วยกระสุนจริง  หลังจากเสร็จงานการฝึกทหารแก่สหายกรรมกรชุดนี้แล้ว  ข้าพเจ้าก็เข้าแม่ฮ่องสอนเพื่อใช้ชีวิตแบบธรรมดาทั่วไป  การเคลื่อนทางทหารของข้าพเจ้าวางมือหมด  เหลือไว้เพียงการเมืองเท่านั้น เข้าร่วมประชุมเขต  2  ครั้ง ในปี 2526 และเดือนพฤษภาคม 2527 หนึ่งครั้ง จากวันที่ 27 พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2527 เป็นปีสุดท้ายจริง ๆ สำหรับชีวิตการเมืองของหน่วยพรรคที่แม่ฮ่องสอน สหายอุทิศตัวเลขาลาออกไป ถึงแม้จะมีสหายทนองผู้พันแห่งภูพานเข้ามาช่วยก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นแต่อย่างไร ต่อมาสหายทนองก็ได้ชาวกะเหรี่ยงที่บ้านหาญเป็นภรรยา กลายเป็นขุนพลเดียวของแม่ไป จนปัจจุบันเขาก็ยังอยู่ที่นั่น โดยไม่ได้มอบตัวต่อทางการแต่อย่างใดเลย เป็นยอดเลือดนักสู้จากภูพานโดยแท้

                ภรรยาของข้าพเจ้าเป็นเด็กจริง ๆ ซ้ำยังเป็นเด็กที่ไม่สมประกอบด้วย เป็นเด็กปัญญาอ่อนเสียด้วย เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปีเขาก็ให้กำเนิดลูกคนโตแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตั้งชื่อว่าน้องเสี้ยวซง เป็นชื่อจีนแปลว่าน้องหมีน้อยในภาษาไทย มีชื่อจริงว่าเด็กชายเสนาะ ขณะที่ข้าพเจ้านั่งเขียนชีวิตจริงจากชีวิตอยู่นี้ น้องเสี้ยวซง เขาอายุ 15 ปีบริบูรณ์ ในปี 2544 นี้แล้ว  หลังการแต่งงานสหายเลาล่งไม่ได้ส่งข่าวมาหาข้าพเจ้าเลย ส่วนการทำมาหากินยิ่งมายิ่งแย่ลงไปตามระบอบสังคม สำหรับข้าพเจ้าอาชีพค้าขายทำไม่เป็น กล่าวคือทำการค้าไม่ขึ้น เริ่มแรกก็ลองซื้อของมาขายดู  โดยฝึกให้ภรรยาทำวงเงินไม่มาก ส่วนข้าพเจ้าทำสวนเลี้ยงหมูตามที่ตัวเองชอบ ผลปรากฏว่าขาดทุนทั้งสองรายการ เวลาต่อมาข้าพเจ้าก็เลิกขายของ เปลี่ยนมาทำสวนผักและนำส่วนที่เหลือกินไปนั่งขายในตลาด  ผลปรากฏว่าไม่พอกิน  การปลูกผักก็มีปัญหาเช่นกัน  กล่าวคือฤดูที่ปลูกง่ายแต่ข้าพเจ้าก็ขายไม่ได้ราคา  ฤดูที่ราคาดีปลูกยากเพราะศัตรูพืชเยอะ  น้ำก็มีน้อยยากในการดูแลรักษามัน  เมื่อตกอยู่สภาพเช่นนี้  ข้าพเจ้าตัดสินใจเลิกคิดทุกอย่าง  เปลี่ยนเข็มมาเป็นลูกจ้างคนอื่นอย่างเดียว แต่งงานวันที่ 22  มิถุนายน  2526 ทำมาหากินด้วยตนเองมาจนถึงปี 2529 ใช้เวลา 3 ปี ไม่มีทีท่าว่าดีขึ้น  เงินทุนที่ลงไปก็ค่อย ๆ หายไป สู้เก็บสะสมไว้ดีกว่า การรับจ้างดูเหมือนว่าจะเป็นการสูญเสียบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อการขาดทุน แค่อาจถูกขูดรีดแรงงานส่วนเกินไป แต่อยู่ใต้โครงสร้างของสังคมทุนเพื่อการดำรงชีวิตต่อไป ก็ต้องทนเอา ดังนั้นข้าพเจ้าตัดสินให้ภรรยาไปลองดูก่อน ส่วนตัวข้าพเจ้าเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน เนื่องจากยากไม่มีเงินส่งเรียนต่อตามระบอบของการศึกษาของประเทศ เรียนได้ตามภาคบังคับเท่านั้น ภรรยามีความต้องการอยากเรียนต่อ ข้าพเจ้าไม่ขัดข้องจึงให้เรียน ก.ศ.น. ต่อ  จนเทียบมัธยมปลายและการไปเรียนก็เป็นจุดหันเหชีวิตของภรรยาในเวลาต่อมา เนื่องจากเวลา  1  ปีของชีวิตคู่มาเป็น 6  ปี และก็เป็น 10 ปี จนกระทั่ง 13 ปี ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของทุกอย่างที่ต้องจบลงด้วยชีวิตสมรสที่เหลือไว้คือความเจ็บปวดของหัวใจเท่านั้น

                 ข้าพเจ้าตัดสินใจให้ภรรยาเริ่มต้นของการเป็นลูกจ้างแก่แม่ฮ่องสอนรีสอร์ท  การเลือกที่จะทำแม่ฮ่องสอนรีสอร์ทก็เพราะตั้งอยู่ในหมู่บ้านห้วยเดื่อนี้เอง สะดวกแก่การไปมา เริ่มแรกด้วยการเป็นคนล้างจาน จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นคนเดินอาหาร เป็นคนขายของให้กับแขกผู้โดยสารสายการบินเที่ยวแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เรื่อยมาจนเป็นผู้หญิงหากินในเวลากลางคืนในที่สุด  และติดเอดส์และกลายเป็นผีป่าช้าในวาระสุดท้ายของชีวิตที่เกาะสมุยไป  เมื่อปีที่แล้วนี่เอง  รวมอายุ  32  ปีบริบูรณ์ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเขาไม่น่ามาตายในเวลาอันสั้นนี้เลย  แต่ถ้าหากเขาไม่ด่วนตายเขาก็ก่อกรรมไว้อีกเยอะ การตายของเขาเพราะกรรมที่เขาก่อไว้โดยแท้  ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีต่อการตายจากไปของเขาด้วยความชื่นชม  ในนามองค์พระผู้เป็นเจ้า  อาเมน  อาเมน

                  ข้าพเจ้าหลังจากให้ภรรยาไปเป็นลูกจ้างแม่ฮ่องสอนรีสอร์ทได้  1  ปี  ข้าพเจ้าต้องพาลูกเสี้ยวซงย้ายที่อยู่ชั่วคราวมาอยู่กับพ่สาวที่บ้านห้วยแล้ง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพราะภรรยาชิงทุนการเรียนเสริมสวยที่โรงเรียนเสริมสวยคุณโรจน์ได้ เวลานั้นเงินไม่มีจะทำอย่างไรถึงได้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนของภรรยา เอาจากที่ไหนเล่า มีทางเดียวคือขายบ้านมาใช้จ่ายทั้งบ้านทั้งที่ดิน เวลาซื้อที่ดินราคา 7,000 บาท ค่าอุปกรณ์การก่อสร้าง 40,000 บาท รวมเป็น 47,000 บาท ขายแค่ 20,000 บาท เพื่อไปเรียนเสริมสวยเท่านั้น เพื่อเขาและอนาคตของลูก ข้าพเจ้ายินดีให้เสมอ หลังจากขายบ้านแล้วข้าพเจ้านำครอบครัวของเราย้ายมาที่ห้วยแล้ง ลาออกงานที่แม่ฮ่องสอน เมื่อถึงห้วยแล้งแล้วเอาลูกชายฝากไว้กับหลานสาว  ส่วนข้าพเจ้าเดินไปส่งภรรยาที่กรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนเสริมสวย  ข้าพเจ้าจากห้วยแล้วเข้าเชียงของเพื่อจองตั๋วรถเข้ากรุงเทพฯ  วันรุ่งขึ้นบ่ายโมงข้าพเจ้านำเขามารอขึ้นที่บ้านท่าเจริญ ปากทางเข้าเวียงแก่น  นั่งรถตลอดคืน  รถวิ่งจากเชียงของเข้าเชียงคำ ผ่านอำเภอจุลเข้าดอกคำใต้มาลงที่กรุงเทพ ฯ ถึงกรุงเทพฯ เวลา 7 – 8  โมงเช้า รถเทียบท่ารถหมอชิต  ต่อรถแท็กซี่เข้าสะพานควาย  โรงเรียนอยู่ที่นั่น  เจ้าของยังไม่เปิดประตู  โรงเรียนเป็นตึก  3  ชั้น  ในห้องกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ ด้วยไม้อัด ดูจากสภาพที่เห็นคนอยู่กันแน่น ใช้ชั้นล่างเป็นห้องเรียน เห็นความเป็นจริงแล้วรู้สึกทันทีว่าถูกหลอกแล้ว ที่เชื่อหนังสือพิมพ์มากเกินไป แต่ว่าไหน ๆ ก็มาถึงแล้วเพื่อเป็นการไม่เสียเที่ยวก็ต้องปักใจเรียน เมื่อมอบตัวกับสถานการณ์เรียนเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็อำลากลับห้วยแล้งทันทีเพราะเป็นห่วงลูกเสี้ยวซงที่เอาไปฝากไว้ที่หลาน ถึงห้วยแล้งก่อนเที่ยง เวลานั้นลูกซงอายุขวบครึ่งเริ่มหัดพูดได้บ้าง ต่อมาอีก 3 วันก่อนเที่ยงภรรยาก็โผล่หน้ามา ปรากฏว่าหลังเขาเรียนแล้ว 3 วันแล้วเบิกเงินที่ธนาคารมาเป็นค่าใช้จ่ายลงทะเบียน ทางธนาคารไม่ให้เบิก เอาสมุดบัญชีเงินฝากให้ดู ธนาคารบอกว่าต้องโอนเข้าบัญชีสาขากรุงเทพฯ ก่อนถึงเบิกได้ เมื่อรับทราบความจริงต่าง ๆ แล้ว ภรรยาก็เกิดการเปลี่ยนใจใหม่ แทนจะกลับโอนเงินเข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อใช้ แต่กลับเป็นเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขนของกลับห้วยแล้ง เหตุเพราะถูกหลอก การสอนมีจริงแต่เรียน 3  วัน  ภาคทฤษฎีมันก็จบไปแล้วไม่เห็นมีอะไรมาก  เหลือเพียงภาคปฏิบัติเท่านั้นและรักลูกไม่อยากจากลูกไป  ลูกคิดถึงแม่  เมื่อเราปรึกษากันแล้ว  ตกลงว่าเรียนแค่นี้ก็พอ ที่สุดภรรยาเข้ากรุงเทพ ฯ ขนของกลับ  เรื่องเรียนเสริมสวยก็จบลงเท่านี้  เมื่อภรรยากลับจากกรุงเทพ ฯ มา ข้าพเจ้าปรึกษากับภรรยาว่าเขากับข้าพเจ้าจะหากินอยู่ที่เวียงแก่นต่อไป  ดูว่าจะพอมีช่องทางไหนไหมในการค้าขาย  เอารถเครื่องไปทำพ่วงเพื่อขายไอศกรีมในหน้าร้อน  หมดไป  4,500  บาท  เดือนตุลาคมย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน  ถึงเวลาที่ภรรยาต้องไปสอบเพื่อวัดผลการเรียน ก.ศ.น.  เมื่อไปถึงแม่ฮ่องสอนแล้ว  ภรรยาหลังสอบเสร็จ  เขาก็เข้าทำงานต่อที่แม่ฮ่องสอนรีสอร์ทอีก  ไม่กลับ้านห้วยแล้งตามที่ตกลงกันไว้ก่อน  โดยส่งจดหมายถึงข้าพเจ้ากับลูกว่า  แม่ตกลงทำงานแล้ว  ขอให้พ่อเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านห้วยแล้ง  โดยไม่ต้องทำอะไรแม่จะส่งเงินมาให้พ่อกับลูกใช้  ข้าพเจ้ารู้สึกดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถ้าเชื่อเขา  ด้วยเสียงคัดค้านจากญาติพี่น้องการกลับเข้าแม่ฮ่องสอนของสองพ่อลูกจึงเกิดตามมา  เวลานั้นเงินที่ขายบ้านได้ก็เกือบหมดแล้ว  ด้วยการหนุนช่วยเหลือของญาติพี่น้องที่ปรารถนาไม่อยากเห็นครอบครัวของข้าพเจ้าต้องแตกแยก  เขายินดีหยิบยื่นให้ข้าพเจ้าเพื่อใช้ในการเดินทาง  ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมและซึ้งพระคุณในความรักของพี่น้องทั้งหลายต่อการนี้  มา    โอกาสนี้ด้วยใจจริง  ถึงแม่ฮ่องสอนเวลา  6  โมงเช้า  ให้มอร์เตอร์ไซค์รับจ้างไปส่งที่แม่ฮ่องสอนรีสอร์ท  ถามหาภรรยาจากลุงเอที่ทำหน้าที่เวรยามอยู่  ลุงเอตอบว่า  โพวาเขาไปกับแฟนเขาเข้าเมืองไป  เมื่อคืนหลังเลิกงาน  เวลา  23.00  นาฬิกา  เวลานั้นความรู้สึกลึกๆโกรธมาก แต่ก็เอาชนะอารมณ์ตัวเองได้เพราะเข้าใจตัวโพวาพอดี ว่าเขาเป็นคนแบบไหน มันไม่ใช่เรื่องสำหรับเขา  เวลาประมาณ  7.00  นาฬิกา  เขาก็มา  เพราะเขาต้องเข้าเวรช่วงเช้า เมื่อเห็นหน้าข้าพเจ้าจึงเรียกเขาเข้ามาถาม  เขาก็ตอบดังที่เคยพูด  คือไปหาพี่ศรีดาในเมือง

                จากวันนั้นชีวิตการเป็นลูกจ้างก็เริ่มจากแม่ฮ่องสอนรีสอร์ทนี่เอง  ตอนสาย ๆ ของวันนั้นข้าพเจ้าได้ไปพบคุณชาญ  ซึ่งเป็นหัวหน้าครัว  นำเรื่องประสงค์จะเข้าทำงานด้วย  เมื่อเขาพิจารณาแล้วตอบตกลงให้ข้าพเจ้าช่วยงานในครัวทันที  ส่วนลูกไปฝากไว้กับยายที่แม่สะกึด  ข้าพเจ้าช่วยได้ไม่กี่วันเปลี่ยนมาทำสวนและทำสวนเป็นเวลา  3  ปีเต็มที่แม่ฮ่องสอน  รายได้เริ่มแรกแค่ 400 บาท ต่อเดือนเท่านั้น ปีที่3 เพิ่มมาเป็น 1,350 บาท ต่อเดือน  ต้นเดือนมกราคม  2533  ข้าพเจ้าได้พบปะกับคุณหญิงอรนุร์ภรรยาท่านพลตรีสุดสาย คุณหญิงอยากให้ข้าพเจ้าไปช่วยงานที่กรุงเทพ ฯ โดยมีสวัสดิการทุกอย่างให้รวมถึงค่าเล่าเรียนของลูกด้วย  เมื่อผ่านการพูดคุยแล้ว  คุณหญิงให้นามบัตรแก่ข้าพเจ้าเพื่อสะดวกในการติดต่อทางจดหมาย  หลังจากข้าพเจ้ากับภรรยาได้ปรึกษากันแล้วมีความเห็นว่าน่าจะลองดู  เมื่อเห็นด้วยจะลองดูข้าพเจ้าจึงมีจดหมายถึงท่านคุณหญิงที่กรุงเทพ ฯ เวลาผ่านไปแค่ 1 อาทิตย์ ท่านพลตรีก็มาปรากฏ  และพร้อมที่จะรับเข้ากรุงเทพ ฯ ได้  เมื่อท่านอุตส่าห์มารับถึงที่เลย ข้าพเจ้าก็พร้อมจะไป เพราะตอนนี้ภรรยาของข้าพเจ้าถูกไล่ออกจากงานไปแล้ว เพราะความไม่เอาไหนของเขาในเรื่องหน้าที่การงานที่ทำ  เหลือตัวข้าพเจ้าเท่านั้น ที่คุณเฉลิมชัยไม่ยอมไล่ออกจากงาน  และมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคนสวน  จัดการหลายที่รวมทั้งสวนลำไยที่แม่ริมด้วย  เวลานั้นภรรยาข้าพเจ้าทำหน้าที่เลี้ยงลูก  ในที่สุดข้าพเจ้าก็เขียนใบลาออกจากงานไปกะทันหัน  สร้างความโกรธไว้กับคุณเฉลิมชัยไม่น้อย  เพราะลาออกวันนี้ออกในพรุ่งนี้เลย  เขาหาคนมาแทนไม่ได้  ก่อนจากข้าพเจ้าเข้าพบเขาที่หน้าสำนักงานเพื่ออำลา  คุณเฉลิมชัยพูดด้วยอาการคนผิดหวังว่า  จรูญเธอทำฉันเจ็บมาก  ถ้าเธอกลับมาหาฉัน  ฉันจะไม่มีงานให้เธออีก  แต่ต่อมาอีก  8  เดือน  ข้าพเจ้าก็กลับมาจริงแต่ไม่เคยเข้าง้อทำงานกับคุณเฉลิมชัยอีก  แต่เคยไปหาคุณอรนุร์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายโรงแรม  และนักเรียน  ม. 3 ของโรงเรียนจิตอารีย์  ลำปางเป็นชาวเขาเผ่าเย้า  เราสองคนมีความเข้าใจตรงกัน  ข้าพเจ้าเลยมักแวะไปหาเขาเมื่อมีโอกาสไปแม่ฮ่องสอนทีไรข้าพเจ้ายังมีบ้านอยู่ที่แม่สะกิด  ซึ่งเหลือไว้แก่ลูกมัน  เป็นผลแห่งหยาดเหงื่อและแรงงานของข้าพเจ้าโดยแท้  จะขายหรือไม่ก็เป็นสิทธิของลูกทั้งสองคน  เมื่อเขาบรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อลาออกจากงานข้าพเจ้าและภรรยาก็นั่งรถสองแถวไปพบพลตรีสุดสายท่ารถเมล์แม่ฮ่องสอน ท่านจ่ายค่ารถแก่ข้าพเจ้า  พร้อมทั้งฝากค่ารถเชียงใหม่ กรุงเทพ ฯ  ไว้ที่คุณพรซึ่งเป็นคนงานของคุณจอก และให้เงินติดตัวข้าพเจ้าและภรรยาคนละ  500  บาท  เพื่อใช้จ่ายส่วนตัว  ถึงเชียงใหม่บ่าย  2  โมง  รอขึ้นรถเชียงใหม่ กรุงเทพ ฯ  เวลา  2  ทุ่ม  ระหว่างรอรถข้าพเจ้าพร้อมคุณพรกับภรรยาไปชมสินค้าที่ตลาดไนบาร์ซ่าและซื้อกางเกงสุดที่รักของลูกชายของข้าพเจ้าคนเดียว ถึงเวลาขึ้นรถเมล์แล้ว  รถเมล์วิ่งทั้งคืน  ถึงกรุงเทพ ฯ เวลา 8.00 นาฬิกา การอยู่กรุงเทพฯ  8  เดือน ทำให้รู้อะไรได้อีกมาก  เช่นการเมืองประเทศไทย ท่านพลตรีสุดสายซึ่งเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงเป็นไม้เบื่อไม้เมาของขบวนนักศึกษาและกรรกรชาวนาไทยมาหลายปี  ที่แท้ไม่เห็นจะน่ากลัวที่ไหนเลย  ย่างมากก็เป็นไม้แค่อันตรพาลการเมืองเท่านั้น  จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายปีที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว  ท่านพลตรีสุดสายมีข้อดีอยู่  2  ข้อ  คือข้อแรก  เป็นคนตรงไปตรงมา  ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เอาเปรียบจนเกินไป  ช่วยได้ช่วยเลย  เรื่องเงินถึงไหนถึงกัน  ข้อที่สอง  รอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่อง  ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ  ถ้าขอร้องไป  ข้อเสียข้อแรกคือ  ชอบเล่นผู้หญิง  ถึงหัวหงอกแล้วก็เป็นเหมือนหนุ่มน้อย  เรื่องมีอยู่ว่าปีนั้นเป็นปี พ.ศ.  เท่าไรไม่แน่ใจ  คุณจ้อกลูกสาวคนรองมีท้องแก่  ว่าที่ลูกเขยกับพ่อตาชอบไปไหนมาไหนด้วยกัน  เป็นเหตุให้คุณนายว่าที่แม่ยายเกิดโกรธจัด  เข้าใจว่าลูกเขยบังอาจหานางบำเรอประเคนให้ท่านนายพล  คุณนายเลยเล่นงานคุณจ้อกจนแท้งลูกออกมาก่อนกำหนด  คุณจ้อกก็ได้แต่ขื่นขมมาถึงทุกวันนี้ ข้อเสียข้อที่สอง  ชอบคบคนเลว  เช่นขุนส่าก็เป็นเพื่อนท่านนายพล  พวกยารักษาโรคที่ใช้ในกองทัพไทใหญ่  ท่านนายพลก็เป็นกองพลาธิการใหญ่  ขนจากกรุงเทพฯ มาส่งที่ลำปาง โดยใช้นามของพ่อเลี้ยงมารับที่ลำปางอีกต่อไปเขตพม่า

                ในระหว่างที่ข้าพเจ้าไปทำงานกับท่านนายพลมีอยู่ครั้งหนึ่ง ตัวข้าพเจ้าต้องไปเป็นพี่เลี้ยงดูแลลูกคุณจ้อก  เพราะผู้เป็นแม่ต้องเข้าห้องขัง  ไม่มีใครดูแล  สามีไปราชการทหารที่บางไทร อายุชายาคนใช้กลับบ้านที่ อำเภอหลังสวน เรื่องอยู่ระหว่างประกันตัวสู้คดี  แต่ทนายความไม่ดำเนินการ ตำรวจเลยเอาตัวไปขังคุก  มันเลยร้อนมาถึงข้าพเจ้าในฐานะคนงานของคุณนายอรนุชผู้เป็นแม่ดังกล่าว  การกลับแม่ฮ่องสอนของข้าพเจ้าเพราะท่านพลตรี  รับพวกพม่าเข้ามาเลี้ยงไว้เยอะเกินไป  เป็นเหตุให้เกิดปัญหา  พวกพม่าส่วนใหญ่เป็นพวกนักศึกษาชาวพม่า  พวกนี้ชอบจะไม่ทำงานเอาแต่นอนกินกับกิน  นอนแล้วกินถ้วยชามไม่ช่วยล้าง  ขณะภรรยากำลังตั้งท้องลูกคนที่สองและใกล้กำหนดคลอด  ข้าพเจ้าเองก็ออกไปทำงานที่ไนต์คลับของท่านนายพล  วันที่เกิดเหตุ  ท่านคุณนายกลับจากขายข้าวแกงที่โรงงานเหน็ดเหนื่อยเห็นถ้วยชามเลอะเทอะไปหมด  ก็เปิดปากด่าไม่เลือกหน้ารวมถึงตัวภรรยาและข้าพเจ้าเองรวมเข้าไปด้วย  เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้  ภรรยาของข้าพเจ้ารับสภาพไม่ไหว  ขอร้องท่านนายพลโทรเรียกข้าพเจ้ากลับบ้านท่านนายพลโดยด่วน  พอเห็นหน้าภรรยานัยน์ตาแดง  แสดงว่ามีปัญหาเกิดกระทบกระทั่งกันขึ้น  เมื่อถามภรรยาพูดว่าเราขอเบิกเงินท่านนายพล  เพื่อกลับบ้านที่แม่ฮ่องสอนเถิด  คุณนายอรนุชด่าแบบนี้เท่ากับว่าเขาไม่ต้องการเรา ขอให้ข้าพเจ้าพบท่านทั้งสองเพื่อเบิกเงินเป็นค่าเดินทางของเรา  เมื่อข้าพเจ้าพบท่านแล้วท่านถามว่าจะคิดเท่าไร ข้าพเจ้าตอบว่าขอแค่เดือนละพัน 8 เดือน รวมเป็นเงิน 8,000 บาท ท่านก็ไม่ขัดข้องยินดีจ่าย หลังจากนั้นเราก็อำลาคุณนายแล้วเดินออกจากบ้านท่านนายพลไปที่หน้าโรงแรมเวกะเพื่อหารถเข้าท่าหมอชิต ถึงท่ารถในเวลา 17.30 นาฬิกา รถออกเวลา 19.00 นาฬิกา ถึงแม่ฮ่องสอนก่อนเที่ยงเล็กน้อย ภรรยากับลูกพักร้อนนอนที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแม่สะกิด ข้าพเจ้าขนของเข้าบ้านก่อน แล้วกลับมารับอีกเที่ยว แต่ในทันใดที่ขึ้นบันได ภาพที่ปรากฏแก่สายตาข้าพเจ้าก็คือ รูปลักษณ์ของยายแก่ที่กำลังอยู่ในอาการเมาเหล้าไม่ได้สติขวางทางขึ้นบันไดอยู่ พอเห็นข้าพเจ้าก็ปล่อยเสียงร้องฮือ ๆ ออกมา ที่แท้คือแม่ยายข้าพเจ้านั่นเอง การกลับแม่ฮ่องสอนครั้งนี้ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง อยู่ในระหว่างการสร้างบ้านหลังที่สองของข้าพเจ้า ภาระจึงหนักกว่าเดิมเงินที่ได้มา 8,000 บาทก็ใช้หมด  ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ก็ลงเสามุงหลังคาไว้แล้ว กะจะทำบ้านยกพื้นห่างจากดินแค่สองศอกก็เพียงพอ ดังนั้นที่จะทำคือซื้อไม้มาตีใส่ทั้งพื้นและฝาข้าง เนื่องจากบ้านกำลังทำไม่เสร็จ  หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าจึงต้องพักอาศัยอยู่บ้านแม่ยาย ณ แม่สะกิดไปก่อน  เพื่อรอให้บ้านที่ห้วยเดื่อเสร็จก่อน แล้วค่อยย้ายเข้าไปอยู่  เวลานี้เป็นกลางเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2533 แล้ว ใกล้ฤดูหนาวเข้าทุกที  ลูกคนเล็กก็ใกล้คลอดมาดูโลก เรื่องที่แน่นอนก็คือเงินค่าใช้จ่ายในการอยู่ไฟของภรรยากับลูกน้อยจะเอามาจากไหน  แต่ก็ได้รับจัดการจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างทันกาล ลูกพระเจ้าได้ประทานให้ 2,000 บาท  หลังลูกเกิดแล้วไม่นานนัก  เวลาเช้าตรู่ของวันที่ 30 กันยายน  ปี พ.ศ. 2533 ภรรยาข้าพเจ้ามีอาการปวดท้องคลอด  จึงตัดสินใจทุบออมสินที่ภรรยาเก็บสะสมมาจากกรุงเทพ ฯ ได้เงินทั้งหมดรวมแล้ว 500  บาท  เป็นค่าใช้จ่ายในการเกิดลูกครั้งนี้  เป็นดังในพระวจนะที่ว่าผู้ชอบธรรมย่อมไม่มีวันขัดสนเลย

                ลูกสาวเกิดในวันอาทิตย์ที่  30  กันยายน  2533  ปีม้า  ลูกสาวเป็นผู้นำพระพรความรักของพระเจ้ามาสู่ครอบครัว หลังจากลูกเกิดข้าพเจ้าก็ได้งานทำ  จู่ ๆ ก็มีคนเดินขึ้นบ้าน  และตรงเข้ามาทักทายพูดคุยกับข้าพเจ้า และถามข้าพเจ้าว่าจำผมได้ไหม พอถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็นึกได้ทันที เขาคือสหายสุดใจ มิตรร่วมรบของข้าพเจ้านั่นเอง ที่ได้จากกันมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว  เขานำเอาความรักและความห่วงใยของสหายเลาลุ่งมาสู่ข้าพเจ้าและครอบครัว เวลานั้นใจส่วนลึกของข้าพเจ้าเหมือนได้ตายไปแล้วเกิดใหม่อีกครั้งในชีวิต ต่อมาอีกไม่กี่เดือนข้าพเจ้าก็ได้พบหน้าสหายเลาลุ่ง ผู้ที่เป็นทั่งครู  เป็นทั้งบิดาทางจิตใจความคิดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาในชีวิต  นักรบปฏิวัติของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าขอคารวะแทนมิตรสหายร่วมอุดมการณ์มายังดวงวิญญาณของสหายเลาลุ่ง  และขอประทานโทษด้วยที่ไม่ได้ไปงานพิธีศพของสหายที่กรุงเทพ ฯ  การจากไปของสหายเลาลุ่งเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่  สำหรับขบวนการปฏิวัติไทยในยุคนี้  สหายเลาลุ่งเป็นคนกรุงเทพ ฯ เป็นลูกชายคนโตของพ่อแม่ เป็นคนจีน เป็นหุ้นส่วนกับพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิราวงค์ ร่วมหุ้นกันสร้างโรงแรมชิงเอิงที่เชียงใหม่ ข้าพเจ้าได้พบสหายเลาลุ่งครั้งแรกที่โรงเรียนการเมือง การทหารของพรรคที่ T 3   ประเทศลาว ในปี พ.ศ. 2509 ในฐานะครูการเมือง  ร่วมกับสหายสังข์ทอง  ดังที่เคยกล่าวมาดังตอนก่อนแล้ว อีกครั้งที่ข้าพเจ้าของแสดงจิตคารวะกาลนี้ด้วยใจจริง  ขอให้ดวงวิญญาณของสหายเลาลุ่งจงหลับสนิทเถิด ลูกศิษย์คนนี้จะสืบทอดจิตใจของสหายต่อไปตราบเท่ายังมีลมหายใจอยู่  ก็โฆษณาความคิดปฏิวัติและจิตใจแห่งนักสู้ที่เสียสละของสหายไปตลอดชั่วชีวิต

                 จากนั้นสหายสุดใจก็มาพบข้าพเจ้าเป็นประจำ  ข้าพเจ้าก็เล่าชีวิตการทำมาหากินในเวลาที่เราไม่ได้พบกันว่าข้าพเจ้าทำอะไรบ้าง และการเป็นอยู่ในครอบครัวเป็นอย่างไร  และจะทำอย่างไรในอนาคตและเราจะช่วยกันทำงานในเรื่องอะไรบ้าง เมื่อเป็นที่เข้าใจแล้วเราก็เข้ากรุงเทพ ฯ ร่วมกัน ในครั้งแรกข้าพเจ้าไปเพียงคนเดียว เป้าหมายคือติดต่อพวกนักศึกษาพม่า เพื่อสร้างเป็นแนวร่วมในการคัดค้านรัฐบาลปฏิกิริยาพม่าในโอกาสต่อไป เมื่อนัดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครั้งต่อไปก็พาสหายสีแดงไปพบนักศึกษาที่กรุงเทพ ฯ การเข้ากรุงเทพ ฯ ครั้งหลังนี้ไปกับร้อยตำรวจเอกคะนอง หัวหน้าสถานีตำรวจแม่งา  อำเภอขุนยวม และ ส.จ. สมบูรณ์  อำเภอขุนยวม  ซึ่งเป็นแนวร่วมของสหายสุดใจ พวกนี้ความจริงเป็นสายของผู้การของแม่ฮ่องสอนเสียมากกว่าที่เป็นแนวร่วม สหายสุดใจถูกหลอก ซึ่งในเวลาต่อมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เมื่อสหายสุใจถูกจับกุมในเดือนเมษายน  ปี พ.ศ. 2534 ที่ผ่านมา เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยรายงานให้สหายเลาล่งทราบแล้วก่อนหน้าที่จะเกิดขึ้น 1 เดือน หลังจากสหายสุดใจถูกจับกุม สายงานของสหายสีแดงในเขตไทยแย่ลง ทั้งตัวข้าพเจ้าก็ถูกเพ่งเล็งตาม ปรกติผู้กองสุวิทย์ก็ติดตามอยู่แล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวของข้าพเจ้า ด้านหนึ่งต้องคอยวิ่งเต้นหาทางช่วยเหลือสหายสุดใจ อีกด้านหนึ่งก็ยิ่งระวังตัวมากกว่าเดิม เพราะทางการรู้เรื่องการติดต่อ ระหว่างสหายสุดใจกับข้าพเจ้าหมด จากผู้กองคะนอง บวกกับโรคภัยไข้เจ็บก็เล่นงานข้าพเจ้าอีก ต้องนอนที่โรงพยาบาลหลายคืน หลังจากนั้นด้วยการชี้แนะจากสหายเลาลุ่ง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเข้ารายงานต่อ ก.อ.ร.ม.น. ที่ศูนย์บัวหาด จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2534  นี้เอง เมื่อรายงานตัวต่อทางการแล้ว  เรื่องถูกทางการก่อกวนก็หมดไป

                แต่ก็โชคร้ายสำหรับข้าพเจ้า กล่าวคือปลอดภัยจากการถูกก่อกวนของคน  ก็ถูกก่อกวนจากโรคภัยไข้เจ็บ คือตั้งแต่ย่างเข้าปี 2534  เกิดโรคไวรัสลงตับ  ทำให้ร่างกายไม่ดีทำงานหนักไม่ได้และต้องลาออกจากงาน   รายได้ในครอบครัวขาดหายไป  ภรรยาต้องออกทำงานหารายได้  ข้าพเจ้ารู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง  และลูก  2  คน   และเวลาผ่านไป  2 – 3  ปี  ความล่มสลายของครอบครัวก็เกิดขึ้นจริงตามคาดไว้  ภรรยาเริ่มไม่ตรงต่อเวลากลับเข้าบ้าน  อ้างเรื่องรถไม่มีบ้าง  ตื่นนอนไม่ทันบ้าง  ทำโอบ้าง  เวลาสิ้นเดือนก็ไม่เคยเห็นเงินได้เป็นกอบเป็นกำเลยในเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุคือ ภรรยาไม่ได้เข้าเวรทำงาน เลยถูกตัดออกไป พอเวลาสิ้นเดือนก็ไมมีเงินดังกล่าว  และเมื่อปกปิดต่อไปไม่อยู่ก็ยอมสารภาพว่าตัวเองจะขอมีสามีสองคน  ข้าพเจ้าเป็นสามีคู่ชีวิตส่วนคนใหม่จะเป็นสามีคู่เงิน ฟังดูเหมือนเรื่องตลกสิ้นในความดีของมนุษย์  เป็นเรื่องของสัตว์ชั้นต่ำที่สุดนั่นเอง  ในปี  พ.ศ. 2538  ความแตกแยกก็คืบคลานเข้ามาสู่เราจนได้  เมื่อใช้ความพยายามมาเป็นเวลา  3  ปีไม่เป็นผล  ข้าพเจ้าก็ยินดีจากบ้านไปปล่อยภรรยาอยู่กับลูกตามที่เขาต้องการ  จากเดือนมกราคม  2538  ถึง  พฤษภาคม  2538  เมื่อข้าพเจ้าจากเชียงรายไปเยี่ยมภรรยากับลูก  ข้าพเจ้าขึ้นจากเชียงใหม่ถึงบ้านแม่สะกึด เวลา  2  ทุ่ม ภาพที่ปรากฏแก่สายตาข้าพเจ้า คือความว่างเปล่า ภาพสะเทือนใจในความทรงจำของชีวิตก็คือ เขาบังอาจทิ้งลูกไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดีเลยแม้แต่น้อย  ข้าพเจ้าเจ็บปวดและแค้นใจ  อยากฆ่าเขาทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอดไปแต่ด้วยความรักที่มีต่อลูก ก็เตือนใจของข้าพเจ้าว่าอย่าทำ ถ้าทำอะไรจะเกิดตามมา ข้าพเจ้าเข้าใจ และรักลูกไม่อยากให้เกิดความเลวร้ายกว่านี้แก่ลูกอีก ทางที่ดีก็คือรับลูกไปอยู่เชียงรายด้วยกัน โดยรับลูกสาวไปก่อนลูกชายตามไปทีหลัง เมื่อเขาเรียนจบชั้น ป. 6  ที่โรงเรียนบ้านป่าปุ๊บ  แต่พอรับลูกสาวมาเชียงรายแค่ 1 เดือนเท่านั้น ก็กลับไปรับลูกชายมาด้วย  ในที่สุดข้าพเจ้าก็เป็นผู้ชนะภรรยาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความดี  เรื่องความเข้มแข็งก็ดี  ข้าพเจ้าก็ล้วนชนะเขาทั้งนั้น  แม่แต่ความตายข้าพเจ้ายังเป็นผู้กำชัยชนะเหนือเขา  จากนั้นข้าพเจ้าเริ่มต้นการใช้ชีวิตครอบครัวโดยมีลูก  2  คน บวกกับข้าพเจ้า ส่วนภรรยาตัดสินใจปล่อยเขาไปตามวิถีชีวิตแห่งความชั่วของเขา  และในที่สุดความตายก็มาเยือนเขา และพากายเขาไปจากโลกนี้ไปชั่วกาลนานในเดือนเมษายน  ปี พ.ศ. 2542  นี้เอง  ในโลกนี้ความชั่วใคร่กอคนนั้นได้รับตอบแทนทันตาเห็นจริง  เขาอายุเพียงแค่  32  ปีเท่านั้น

                ข้าพเจ้า  3  คนพ่อลูกใช้ชีวิตเป็นคนทำสวนแก่คุณวิเนศน์  ซึ่งอดีตเขาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ทางความคิดด้วยกัน  แต่ส่วนตัวข้าพเจ้ากับเขาไม่เคยพบปะกันมาก่อน  ข้าพเจ้ารู้จักคุณวิเนศน์ก็ด้วยการแนะนำของสหายมิ่ง  สหายเลาลุ่ง  เมื่อครั้งสหายเลาลุ่งยังมีชีวิตอยู่ครั้งนี้ที่ข้าพเจ้าได้มาทำสวนให้เขา  ก็ด้วยความช่วยเหลือของสหายมิ่ง  สหายสนิทของข้าพเจ้านั่นเอง  และอีกนั่นแหละที่ไปช่วยรับลูกชายของข้าพเจ้ากลับมาจากที่แม่ฮ่องสอนให้แก่ข้าพเจ้า  การใช้ชีวิต อยู่ในแม่ฮ่องสอนเป็นเวลานานถึง 15 ปี ก็สิ้นสุดลงแล้ว  และก็เริ่มต้นใหม่ของวิถีชีวิตการเป็นลูกจ้างชาวสวนเหมือนเดิม  ต่างกันก็คือนายจ้างอดีตสหายสิงหา  เข้าเรียนโรงเรียน  การเมือง การทหาร  6  ตุลาคม  ที่เขต  8  ภูชี้ฟ้านี่เอง  เป็นคนชาวอำเภอขุนตาลโดยกำเนิด  เป็นหุ้นส่วนกับสหายตะวันแห่งขุนแม่หาญ  อำเภอแม่สะเรียง  ซึ่งปัจจุบันเป็นนักธุรกิจของเชียงราย  เจ้าของกิจการเรือนคำ  เมื่อเริ่มทำถ้าจะไปได้ดีรายได้นับว่างามมาก แต่เวลาผ่านไป  1  ปีให้หลังเริ่มปรากฏว่าจะมีปัญหาอีก  และเกิดปัญหาหนักข้อ เรื่อย ๆ มา เมื่อดูแล้วไปไม่รอดอีกต่อไป ข้าพเจ้าก็เริ่มหาหนทางในการดำรงชีวิตแห่งใหม่ต่อไป เส้นทางของการแสวงหายังไม่สิ้นสุดสำหรับชีวิตน้อย ๆ ของข้าพเจ้า  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตนี้ก็ตามที  ข้าพเจ้าเคยกล่าวต่อหน้าธงแดงของพรรค  ว่าจะเป็นเมล็ดพืชสีแดงของการปฏิวัติไปตลอดกาล  คำกล่าวนี้ยังก้องกังวานอยู่ในหูของข้าพเจ้าอยู่เสมอ  ข้าพเจ้าเคยกล่าวว่าจะไม่เป็นผู้ทรยศต่อตัวเองอย่างเด็ดขาด  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ๆ ก็ตาม

                การเริ่มต้นที่สวนหนองบัว  หมู่  2  บ้านป่าซาง  อำเภอแม่ลาว  จังหวัดเชียงราย  คุณนิเวศน์  นับว่าเป็นคนมีน้ำใจพอใช้  สำหรับเพื่อนฝูง  ถึงแม้ว่าชีวิตส่วนตัวจะใช้ไม่ได้ก็ตาม  เขาเป็นคนเสนอให้ข้าพเจ้า  3,000  บาท ต่อเดือน  และจะเพิ่มอีก  1,000  บาท  เมื่อครบ  1  ปี  และเขาก็รักษาคำพูดของเขาเป็นอย่างดี  ถึง 1 ปีก็เพิ่มเป็น 4,000 บาท ต่อเดือน  ข้าพเจ้าคนเดียวก็สามารถส่งเสียลูกให้เรียนได้ โดยคนร่วมงานมีสหายพึ่งจากผาจิกมาทำด้วยกัน ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ขาดอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ  ที่ข้าพเจ้าไม่มีภรรยาก็ตามที ต่อมาเริ่มมีปัญหาเรื่องเงินปรากฏให้เห็น  ว่าจะแย่ถ้าโครงสร้างของสังคมยังเป็นอย่างที่เป็นอยู่  สหายพึ่งตัดสินใจพาครอบครัวกลับผาจิก  ทิ้งข้าพเจ้ากับลูกไว้เพียงลำพัง  ถึงไม่มีสหายพึ่ง  แต่ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็ได้เพื่อนร่วมงานใหม่มาร่วมงานแล้ว 3 คน คือ 1. ลุงสวน  2. ลุงสิงห์แก้ว  3.  พี่พร ( เป็นหญิง ) เป็นคนในท้องถิ่น  ลุงสวนเป็นคนดีมีน้ำใจ  บางครั้งดูเหมือนจะดีกว่าคนร่วมอุดมการณ์มาด้วยเสียอีก  ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังไปแวะหาลุงสวนอยู่  ลุงสวนเป็นคนทำงานเอาการเอางาน  อารมรณ์ดีเสมอ  ส่งเสียงหัวเราอยู่ตลอดเวลา  เป็นการสร้างโอกาสแห่งรสนิยมที่ดี  มีความสุขเสมอ  เวลาผ่านไป  2  ปี  การเงินยิ่งมาก็ยิ่งแย่ลงเป็นลำดับ  คุณนิเวศน์เริ่มไม่มีเงินจ่ายให้คนงาน ส่วนข้าพเจ้าเองไม่ค่อยได้รับด้วย จากทุกสิ้นเดือนได้ 4,000 บาท กลายมาเป็นได้บ้างไม่ได้บ้าง 2,000 บ้าง  1,000  บ้าง เรื่องข้าวสารก็ไม่ค่อยได้รับ จากเดือนละ 4 ถัง  มาเป็น  1  ถัง 2  ถัง เริ่มสางผลต่อความเป็นอยู่ในครัวเรือนขาดแคลน และสุดก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปหากินที่อื่น

                เริ่มต้นการเป็นนักศึกษา  พระวจนะเพื่อชีวิต เพื่อแสวงหาหนทางแห่งชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง โลกนี้ทำไมถึงเป็นแบบนี้อยู่ได้ ข้าพเจ้าเข้าเรียนพระคัมภีร์ ตามหลักสูตรระยะสั้น 2 ปี ตามวิชาศาสนศาสตร์นานาเผ่า  ซึ่งศูนย์การเรียนอยู่ที่เวียงป่าเป้า  เป็นศูนย์นานาเผ่าของคริสตจักรความหวังกรุงเทพ ฯ โดยมี อาจารย์ มนู เป็นผู้รับผิดชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ คุณสุรพล เป็นฝ่ายวิชาการสอน เรื่องการสอนนั้น  คุณสุรพลจะต้องติดต่อ   อาจารย์จากแต่ละคริสตจักรจากที่ต่าง ๆ  ในเครือข่ายความหวังมาสอนในแต่ละวิชาไป  การเรียนวิชาศาสนศาสตร์ในพระคัมภีร์ครั้งนี้  ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการรับรู้อะไรมากมายหลายประการ  และอะไรที่เป็นแก่นสารที่แท้จริง  เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์แยกแยะว่าสิ่งไหนควรเชื่อไม่ควรเชื่อหรือไม่เพียงประการใด  ในทัศนะของข้าพเจ้าเห็นว่า  ในแง่ของวิชาแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์แล้วเป็นประโยชน์มาก  เพราะได้เรียนละเอียด  มีการค้นคว้าถึงประวัติศาสตร์  ความเป็นมาก่อน  ค.ศ.  7 – 8  ร้อยปีด้วย  และเสริมความรู้ในลัทธิมาร์กซ เลนิน  ให้เป็นระบบยิ่งขึ้น  เข้าถึงคุณประการอันยิ่งใหญ่ท่านมาร์กซ เลนิน  ที่เคยมีต่อโลกมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น  และจากนี้เอง  ข้าพเจ้าจึงไม่ยินยอมไปเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร  เมื่อเรียนจบหลักสูตร  2  ปี  ออกมา  แต่ยินดีเป็นผู้เชื่อก็พอแล้ว

                สาเหตุของการไปเรียนก็เพื่อรู้  และนำสิ่งที่เป็นคลังอริยธรรมของมนุษย์ที่สร้างมาเป็นเวลาหลายพันปีมาใช้อย่าง  วิพากษ์วิธี  วัตถุนิยม  กล่าวคือศึกษาอย่าง  เรียนเป็น  ใช้เป็น  นั่นเอง  เส้นทางแห่งการแสวงหายังอีกยาวไกล  ท่านมาร์กซได้สร้างตัวอย่างแก่ข้าพเจ้าในการเรียนแบบจากท่าน  ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า  เมื่อ 2,000  ปีก่อนพระเจ้าได้โปรดประทานให้องค์พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อถ่ายบาปของมนุษย์  และกู้มนุษย์ให้รับความรอดฉันใด  มื่อ  100  กว่าปีก่อน  ค.ศ.  พระเจ้าก็ได้โปรดประทานให้ท่านมาร์กซ  มาเกิด  เพื่อสอนมนุษย์ให้รู้มูลค่าส่วนเกินของมนุษย์ที่ถูกปล้นเอาไป  ทวงลัทธินั้นคืนมาจากผู้ถูกขูดรีด  ก็ฉันนั้น  มีแต่ใช้ทฤษฎีของท่านมาร์กซไปวิเคราะห์ปัญหาสังคมเท่านั้นจึงจะเข้าใจมัน  และหาวิธีแก้มันได้  มวลมนุษย์จึงจะได้รับการปลดปล่อยจากโซ่ตรวนเหล่านี้ได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าขอเพียงแต่ระบอบนี้ยังดำรงต่อไป  ขอแต่เพียงชนชั้นยังคงดำรงอยู่ต่อไป  การต่อสู้ระหว่างผู้ขูดรีดกับผู้ถูกขูดรีดก็ไม่ยุติลง  และการต่อสู้ระหว่างสองชนชั้นนี้ย่อมนำมาซึ่งการปฏิวัติในไม่ช้าก็เร็วอย่างแน่นอน  จุดอ่อนของคริสต์เตียนก็คือการปฏิเสธการดำรงอยู่ของชนชั้นในสังคม  หนักกว่านี้คือการเข้าข้างผู้ขูดรีด  ช่วยแก้ต่างให้ผู้ขูดรีดอีกต่างหาก  ว่าเป็นความผิดบาปของมนุษย์มาแต่ชาติก่อนโดนอาดัม  เอวาห์  มนุษย์คู่แรกของโลก  ในบทเพลงของคริสต์เตียนนั้น  เป็นบทที่สะท้อนถึงความรักความผูกพันของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันจริง  แต่ทางปฏิบัติที่แท้จริงก็เป็นปัญหา  เพราะไม่ยอมรับทฤษฎีชนชั้นของท่านมาร์กซนั่นเอง

                หลังเรียนจบหลักสูตร  ข้าพเจ้าคิดว่าจะทำสวนให้อาจารย์มนู  เพื่อลูกและงานรับใช้บางอย่างแต่แล้วก็ต้องล้มเลิกไป  ข้าพเจ้าเข้ามาเรียนคัมภีร์  15  พฤษภาคม  2541  จบปี  พ.ศ. 2543  ก็ต้องออกจากศูนย์พระคัมภีร์นานาเผ่า  เพราะกระท่อมพังลงมาเนื่องจากถูกลมพัดล้มในต้อนฤดูฝน  เพราะอาจารย์มนูไม่ยอมสร้างกระท่อมหลังใหม่ให้  ข้าพเจ้าจำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่  กะว่าจะไปช่วยงานรับใช้ที่แม่ขะจาน  แต่ต้องล้มเลิก เพราะแก้ไขเรื่องค่าใช้จ่ายของลูกไม่ตกเลย  และยังพบกับปัญหาเรื่องซุกหัวนอนอีก  ข้าพเจ้าและลูกก็เลยย้ายมาทำงานที่ศูนย์ม่อนแสงดาว  ที่ข้าพเจ้าใช้เป็นที่อยู่อาศัย  และเขียนเรื่องยาวของครอบครัวมาโดยสวัสดิภาพ  ขอพระเจ้าอวยพรแด่ทุกท่านที่มีส่วนในการหนุนใจข้าพเจ้ามาตลอดเวลาผ่านมา  ในพระนามของพระองค์เยซูคริสต์เจ้า  อาเมน  อาเมน ๆ

 

 

ตอนที่  8

                บทประเมินโดยสังเขป  ต่อเรื่องเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นจากชีวิตจริงบนเส้นทางของการแสวงหา  ตามทัศนะของข้าพเจ้า  มี  2  ข้อใหญ่  ดังต่อไปนี้

                1.  ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์  วัตถุนิยมวิพากษ์  วิธี  ถือว่า  การดำรงอยู่ของสังคมของคนเรากำหนดความคิดของเรา  เมื่อใดความคิดอันถูกต้อง  อันเป็นตัวแทนชนชั้นที่ก้าวหน้า  ได้เป็นที่ยึดกุมของมวลชนอันไพศาล  มันจะกลายเป็นพลังทางวัตถุในการดัดแปลงทั้งโลก

                ชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้น  บางชนชั้นได้ชัยชนะ  บางชนชั้นสูญสิ้นไป  นี่แหละคือประวัติศาสตร์  อริยะธรรมแห่งมวลมนุษย์นับพันปี  นับหมื่นปี  การอธิบายประวัติศาสตร์ด้วยทัศนะนี้เรียกว่าวัตถุนิยมประวัติศาสตร์  ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับทัศนะนี้เรียกว่า  จิตนิยมประวัติศาสตร์

                 ในประวัติศาสตร์  ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ  ในเรื่องความได้เปรียบของธรรมชาติที่เหนือกว่าประเทศอื่น  การดำรงอยู่ที่ไม่ต่อสู้ชนิดที่ไม่ต้องเอาเลือดทาแผ่นดินก็ยังดำรงอยู่ได้และสามารถอยู่ได้อย่างสบายด้วย  จากการดำรงอยู่ด้วยเหตุผลดังกล่าว  ได้ก่อเกิดขึ้นมาเป็นรูปการจิตสำนึกทางความคิดที่เลวร้าย  เป็นผลทางลบแก่สังคม  จากที่ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตสัมพันธ์กับผู้คนมาเป็นเวลา  30  ปี  คนทุกกล่ม  ทุกชนชั้น  ทุกวงการสิ่งที่เห็นคือ  การใช้ชีวิตที่เลวเละเทะ  ชอบของที่ได้มาโดยง่าย ไม่อยากใช้ชีวิตที่เหนื่อยยาก  การพนันทุกชนิดไม่มีการยกเว้น  กินมากแต่ประกอบกิจน้อย  ข้าพเจ้าไม่ได้เสกสรรปันแต่ง  หรือใส่ร้ายป้านสีอะไรทั้งสิ้น  หรือใครว่าไม่จริง  และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ว่ามันเป็นความผิดของใครด้วย  มันควรเป็นผลิตผลของสังคม  ทุกสาขาอาชีพต้องร่วมกันรับผิดชอบ  และนี่มันได้กลายมาเป็นตกผลึกทางความคิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย  มันมีผลต่อชนรุ่นหลานที่แก้ไขไม่ได้เลย  มันควรถือดังเสมือนหนึ่งเนื้อร้ายของชนรุ่นต่อ ๆ ไป ปัจจุบันทุกคนล้วนทราบดีว่า  ในอนาคตอันใกล้อะไรจะเกิดขึ้นแก่ลูกหลานและประเทศชาติโดยรวมทั้งบ้านทั้งเมืองล้วนรู้ทั้งนั้น  และทุกคนก็เคยพูดรักชาติด้วยกันทั้งนั้น  แต่สิ่งที่ทำกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามเป็นส่วนใหญ่  ในความคิดของข้าพเจ้า  มีความเห็นว่า  ในอดีตบรรดาผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยสอนข้าพเจ้าว่า  ประเทศไทยได้สูญเสียเอกราชให้ต่างชาติไปแล้ว  จากการปฏิบัติมาเป็นเวลาเกือบ  40  ปี  สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่าเป็นความจริง  ข้าพเจ้ายิ่งเห็นว่า  หนักข้อยิ่งไปกว่านี้อีก  กล่าวคือ  ประการแรกคนไทยส่วนใหญ่ได้สูญเสียเอกราชทางความคิดแก่ต่างชาติ  ประการที่สอง  เมื่อสูญเสียเอกราชทางความคิดแล้ว  การสูญเสียเอกราชทางการเมืองก็ตามมา  ประการที่สาม  สูญเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ  และประการสุดท้าย  ก็ตามมา  และก็เป็นการสูญเสียซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง  เพราะในทางความคิดที่เป็นวิญญาณจิต  ของคนนั้นมันไม่เหลือเป็นตัวของตัวเองแล้ว  อะไรก็หวังพึ่งต่างชาติ  คุณต้องยอมตามเขา  การช่วยคุณจึงจะตามมาให้คุณ  มิฉะนั้นการช่วยเหลือจะไม่มีอะไรเลย  ปัจจุบันประเทศไม่มีเอกราช  ประชาชนไม่มีประชาธิปไตยเลย  ในหลายปีที่ผ่านมา  ในทัศนะของข้าพเจ้าเห็นว่า  มันมีสองกลุ่มให้เห็น  กลุ่มแรก  เป็นกลุ่มที่รักชาติ  กลุ่มที่สอง  เป็นกลุ่มรักชาติที่ดีแต่ปาก  กลุ่มรักชาติโดยมีบรรดาผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นแกนนำ  ในกลุ่มนี้ถึงแม้จะดูไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร  แต่ก็มีลักษณะมวลอันกว้างใหญ่ไพศาล  ปัจจุบันเขาจะมีความคิดขัดแย้งกับผู้ปฏิบัติงานอาวุโสของพรรคในอดีตก็ตาม  แต่ถ้าไม่มีอดีตก็ไม่มีปัจจุบันได้เลย  จอแต่ให้ยืนหยักต่อสู้ต่อไป  หมั่นสรุปบทเรียนจากการต่อสู้  อาศัยพลังสร้างสรรค์ของมวลชนอย่างใกล้ชิดเท่านั้น  ไม่ว่าเรื่องมหัศจรรย์ใด ๆ ในโลกล้วนสร้างขึ้นมาได้ทั้งนั้น

                กลุ่มที่สอง  อันมีพวกรักชาติแต่ปาก  อันเป็นกลุ่มทุนนายหน้า  ไม่ต้องให้ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อออกมาก็รู้ว่าเป็นใคร  กลุ่มนี้แม้ว่าปัจจุบันดูเหมือนว่าน่ากลัว  แต่กำลังก็ไม่เท่าไร  ดังที่เหมาเจ๋อตุง  เคยกล่าวไว้นานมาแล้วว่า  พวกปฏิกิริยาทั้งปวง  ล้วนเป็นเสือกระดาษรูปร่างหน้าตาของพวกปฏิกิริยาดูน่ากลัว  แต่ แท้จริงไม่เท่าไร  เมื่อพิจารณาจากทัศนะที่เล็งเห็นการณ์ไกลแล้ว  กำลังของพวกเขาไม่เห็นน่ากลัวเลย  กำลังที่เข้มแข็งเกรียงไกรจริง ๆ ไม่ใช่อยู่ที่พวกปฏิกิริยา  แต่อยู่ที่ประชาชน

                ในประวัติศาสตร์ยุคก่อน  นับแต่ถนอม ประภาส  ถึงปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้  คือล้วนแต่เป็นเสือกระดาษ  และล้วนถูกเก็บไว้หรือตีตราไว้บนแผ่นหนังหมาทางประวัติศาสตร์ไปแล้วทั้งสิ้น  ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า  พวกคนขายชาติของไทยในปัจจุบัน  ก็พบจุดจบเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขาในที่สุด  ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า  ถ้าอยากให้ประเทศไทยกลับสู่ความเป็นไท  ก็ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงทัศนะคติเก่า ๆ บางอย่างทิ้ง  กล้าล้มเลิกความคิดเลว ๆ  และกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาแทนที่เก่า  เพื่อทำการปลดปล่อยทางความคิดเสียก่อน  โดยเฉพาะโครงสร้างส่วนบนของปัจจุบัน  เป็นตัวผูกมัด  หรือเป็นโซ่ตรวนผูกมัดพลังความคิดการสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมให้หยุดอยู่กับที่  ยิ่งกว่านี้คือ  กลับไปรับเอาปรัชญาชีวิตแบบขี้ข้าฝรั่งเข้ามาเต็มประตู  มาเป็นตัวกำหนดเส้นทางทางเศรษฐกิจของประเทศ  เป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่เดินตามก้นผู้นำ  และผู้นำประเทศพาคนทั้งประเทศเดินตามก้นไอ้ฝรั่งเทียมไป  ผลก็คือเมื่อรู้ตัวอีกทีประเทศไทยก็ตกเป็นเมืองขึ้นของไอ้ฝรั่งเทียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เหมือนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน  แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามที  ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า  พระเจ้าตากสินคนใหม่กำลังปรากฏตัวขึ้น  เพื่อกู้กรุงคืนจากไอ้ฝรั่งเทียมกับไอ้ทองอินทร์ผู้เป็นสุนัขรับใช้ของมัน  วันเวลาที่จะเอาไอ้ทองอินทร์มาตัดคอ  ก็คงไม่นานเกินรอ

                ในวาระดิษฐ์ถี  วันขึ้นปีใหม่  2544  นี้  ข้าพเจ้าองค์พระเยซคริสตร์เจ้าจงอวยพระพรแก่ผู้เป็นลูกหลานขององค์พระเจ้าตากสิน  ทั้งหลายจงประสบแต่ผลสำเร็จในปี  พ.ศ.  2544  นี้โดยถ้วนหน้ากันด้วยเถิด

                ท้ายสุดขอให้มิตรและสหายทั้งหลายจงโชคดีในรอบปีใหม่

                จิตวิญญาณของเลือดนักสู้ทั้งหลาย  จงเจริญ !

 

ด้วยจิตคาระวะปฏิวัติ

สุชาติ   ปริยะกุล

31  ธันวาคม  2544