Northern students' memo about the Thai October politic movement histories

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวอันเนื่องมาแต่เหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖ และเดือนตุลา ๒๕๑๙ จาก  ความทรงจำ ของ เพื่อนพ้องน้องพี่ นักศึกษากรรมกรชาวนาและ พี่น้องชนชาติบนดอยสูง เขตภาคเหนือตอนบน

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์ แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครันจักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

 บันทึกจากบ้านนาบัวถึงหนองกุงจากสหายเสถียรถึงสหายปรีชา /ตามสัมผัสร่องรอยประวัติศาสตร์นักต่อสู้ปัญญาชนสามัญชน จิตร ภูมิศักดิ์....โดย วิญญูชน

"เขาตายในชายป่า        แต่ต่อมาก้องนาม
ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน  ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์
เป็นนักคิดนักเขียน      ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน.."
 สุรชัย จันทิมาธร  หรือ ลุงหงา คาราวาน.............เจ้าของรางวัลศรีบูรพาคนล่าสุด

มุมมองจากตาดภูวงไกลสุดคือเขตดงพระเจ้า ตรงกลางเป็นที่ตั้งของหลายภูและหลายทับ เขตงานจรยุทธ์ในยุคนั้น ปัจจุบันอดีตฐานที่มั่นหลายแห่งของพคท.กลายเป็นสำนักสงฆ์ของเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่าน

แม้จะช้าไปสักนิด แต่คงจะไม่สายเกินไปนะครับ ที่จะเล่าขานเรื่องราวของนักรบประชาชนที่ได้เอ่ยนามทั้งสองท่าน ต้นเดือนนี้คณะของเราเดินทางจากเชียงใหม่เพื่อย้อนรอยอดีตนักรบตั้งใจว่า จะไป งานรำลึกของท่าน จิตร ภูมิศักดิ์ในวันที่ ๕ พฤษภาคม เท่านั้น แต่ด้วยวิญญาณของนักเดินทางและความอยากรู้อยากเห็น เราเปลี่ยนเส้นทางอ้อมไปทางเขาวงผ่าน เขตงาน ๓๓๓ แวะที่อนุสรณ์สถานสันติภาพ แต่ก็แปลกใจว่าไม่มีรายละเอียดหรือคำจารึกใดๆ ที่บ่งบอกว่านี่คือสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ฝ่ายประชาชนได้ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล เพื่อแสดงเจตน์จำนงตามอุดมการณ์และความถูกต้อง ร่องรอยของการจัดงานบุญยังคงมีอยู่ให้เห็น แต่ที่มากกว่านั้นคือกองขยะและขวดน้ำอัดลมหลายยี่ห้อทิ้งอยู่เกลื่อนกราดรอบๆอนุสรณ์สันติภาพ ต้องกราบขออภัยหากสิ่งที่กล่าวมาไม่เหมาะสมและอาจทำให้ลุงป้าน้าอาไม่สบายใจ

คณะของเราเดินทางต่อขึ้นภูพานน้อยอ้อมไปทาง อ.ธาตุพนม ระหว่างทางเราก็พบว่าทางการก็มีการสร้างอนุสรณ์สถานเช่นกันและใช้ชื่อว่า "อนุสรณ์สถานแห่งความสงบ" คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการดูแลเพราะใช้งบประมาณจากรัฐบาลและให้หน่วยทหารรับผิดชอบ แต่คำจารึกและคำอธิบายนี่สิ ได้ให้รายละเอียดสำหรับผู้มาเยือนพอควรและยังหลีกเลี่ยงไม่ตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต

จาก ธาตุพนม เรามุ่งตรงสู่ อ.เรณูนคร(เมื่อก่อนเป็นตำบล) จุดหมายปลายทาง คือ "บ้านนาบัว" ตำนานแห่งวันเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ พอผ่านเรณูนครก่อนจะถึงบ้านนาบัวซึ่งเป็นเส้นทางลัดไป อ.นาแก เราก็พบว่ามีผลิตภัณฑ์พื้นบ้านบางอย่างบรรจุในอุ(ไห)อย่างดีปิดทับด้วยผ้าแดงมองเห็นเด่นเป็นสง่าแต่ไกล วางเรียงรายอยู่สองข้างทาง หัวหน้าคณะเดินทางอดีตสหายแห่งภูผาจิผู้เพิ่งเดินทางมาภูพานน้อยเป็นครั้งแรก อุทานอย่างตื่นเต้นพร้อมกับบอกว่า "นี่พวกเธอเราเข้าสู่เขตปลดปล่อยแล้วนะ.." ลูกคณะผู้น้อยประสบการณ์เกิดสงสัยว่าเค้าปลดปล่อยกันยังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ "อุ" ครอบผ้าแดง ยิ่งรู้อยู่ว่าหัวหน้าคณะเห็นอะไรสีแดงเป็นไม่ได้ต้องปลื้มไปตลอดทาง เหมือนเจ้าเงาะ

เพื่อความกระจ่าง..เราตัดสินใจจอดรถเพื่อพิสูจน์ความจริง ..สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนก็คือ ..เหล้าอุข้าวกล้อง (บักหำน้อย)  ผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ผลิตโดย หจก. เรณูนครโปรดักส์ เมื่อเป็นที่ประจักษ์หัวหน้าคณะอดีตสหายแห่งภูผาจิ ถึงกับตะเบ็งเสียงออกอย่างผิดหวังกึ่งขำตัวเอง "เฮ้ย ไอ้ทักษิณ มันมาถึงนี่เลยเหรอเนี่ย.."

คณะของเราไม่มีเวลาชื่นชมหรือลิ้มรสเจ้าห้าดาวแดง เพราะเป็นเวลาเย็นมากแล้วแม้ว่าหัวหน้าคณะดูจะอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อยหลังจากปรับอารมณ์อยู่ระยะหนึ่ง เพราะยังไงๆเหล้าอุบักหำน้อยก็มิได้เกี่ยวข้องกับทักษิณโดยตรง หากเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ปฏิบัติและสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพียงแต่เอาวิชาประชานิยมมาลูบหน้าปะแป้งอ้างเป็นผลงานก็เท่านั้นเอง

ทางเข้าบ้านนาบัวในวันนี้ ลาดยางตลอดจนถึงตัวหมู่บ้าน แต่ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นชนบทตลอดสองข้างทาง การเดินทางเข้าสู่ “สมรภูมิภูพาน” ในครั้งนี้คณะของเรารู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการบันทึกแฟ้มประวัติศาสตร์ของกองทัพประชาชนบนภูพานอีกหน้าหนึ่งของพวกเรา บรรยากาศโพล้เพล้ในยามเย็น ฝนเริ่มตั้งเค้าแต่เราก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจ ชาวบ้านนาบัวบางส่วนเริ่มต้อนวัวควายกลับบ้าน

หัวหน้าคณะอดีตจัดตั้งเริ่มใช้ความคิดว่าจะเริ่มอย่างไรดีเพราะไม่รู้จักใครที่นี่สักคน แต่ด้วยประสบการณ์ “ป่านำบ้าน” หลายปีจากเกือบใต้สุดถึงเหนือสุดของประเทศ จัดตั้งของเราสั่งให้หยุดรถหน้าร้านขายของชำกลางหมู่บ้าน ซึ่งไม่ห่างจากวัดมากนัก หัวหน้าคณะใช้เวลาไม่กี่นาที ราวกับว่ารู้จักผู้คนที่นั่นมาเป็นสิบปี ต่อมาผมพึ่งมาทราบที่หลังว่า ผู้คนเกือบทั้งหมู่บ้านที่นาบัวถูกคุกคามจากทางการ จนต้องกลายเป็นแนวร่วมของ พคท. ทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เจ้าของร้านชำก็เป็นลูกสาวอดีตพลพรรค พคท. และเคยขึ้นภูพานน้อยตามครอบครัวไปตั้งแต่เด็กๆ 

เมื่อแสงแห่งมิตรภาพเริ่มปรากฏ เราก็เลยแนะนำตัวและพูดกับมิตรใหม่อย่างตรงไปตรงมาว่าเรามาบันทึกประวัติศาสตร์ภาคประชาชน  “โห้ย ไอทีวี เพิ้นมาแล้วด๊ายย..”  หนึ่งในสมาชิกนาบัวมุงกล่าวด้วยสำเนียงภู้ไทกับมิตรใหม่จากต่างถิ่น “ไอทีวี มันบ่แม่นภาคประซาซ้นเด้ เฮานี่แล๊วภาคประซาซ้น” จัดตั้งของเราสวนกลับด้วยสำเนียงไทขอนแก่น เมื่อแนะนำตัวและกล่าวถึง “เข็มมุ่ง” ของเราพอสมควร ก็ได้รับการแนะนำว่าให้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นักรบที่อยู่ในวัด แต่หาเท่าไหร่ก็หาคนถือกุญแจไม่เจอ คงจะไปเสพสุขกับอุบักหำน้อยที่ไหนสักแห่ง เราได้แต่ส่องดูจากช่องประตูและรูโหว่ของพิพิธภัณฑ์ ที่ดูเหมือนจะเป็นห้องเก็บของ ของทางวัดเสียมากกว่า เท่าที่ส่องดูก็มีชุดทหารป่าเก่าๆอยู่ไม่กี่ชุด อุปกรณ์เดินป่าและอาวุธปืน นอกนั้นเป็นข้าวของของวัด 

เรากลับมาที่ร้านชำอีกครั้ง ก็ได้ทราบว่าทางคณะกรรมการหมู่บ้านกำลังอยู่ระหว่างรองบประมาณจากทาง อบต. และ อบจ. เพื่อ จัดสร้างบ้านนาบัวเป็น “อุทยานประวัติศาสตร์” ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า อุทยานประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านพูดถึงมันมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด คงต้องสืบสาวราวเรื่องกันต่อไป เจ้าของร้านชำยังแนะนำต่ออีกว่าถ้าอยากรู้อะไรมากกว่านี้ให้ไปถาม “แม่เฒ่าสุดใจกับพ่อเฒ่าไสว” ที่อยู่ “เถียงนา” ท้ายหมู่บ้าน  เราไม่รอช้าเพราะเกือบจะมืดแล้วฝนเริ่มโปรยปรายลงมา คณะของเราขับรถไปในทิศทางที่ได้รับการชี้แนะ  ตาก็สอดส่ายมองหาเถียงนาหายังไงก็ไม่มีเห็น มีแต่ท้องนาและป่าละเมาะ  หัวหน้าคณะเลยสั่งให้สมาชิกหนุ่มหนวดงามลงไปถามเจ้าของบ้านหลังสุดท้ายว่ารู้จัก “เถียงนา” แม่เฒ่าสุดใจกับพ่อเฒ่าไสวไปทางไหน หนุ่มหนวดงามกลับมาด้วยรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า  เราจึงรู้ว่าจุดไต้ตำตอเข้าให้แล้ว เถียงนาที่ว่าได้เปลี่ยนสภาพเป็นบ้านถาวรใต้ถุนสูงเหมือนบ้านส่วนใหญ่ในภาคอีสาน 

หัวหน้าคณะในชุดเก่งจากร้านดาวแดงสวมหมวกดาวก้าวลงจากรถ  มือขวาถือกระป๋องเครื่องดื่มเมรัยตรา “ดาวแดง” ที่อยู่ในบัญชี “คว่ำบาตร” ของพันธมิตรฯอีกต่างหาก  ผมตามไปติดๆ แล้วการทักทายแบบมิตรสหายก็ได้เริ่มขึ้น  เจ้าของบ้านทั้งคู่ถึงกับน้ำตาไหลพราก ด้วยความตื้นตันใจที่มีมิตรสหายมาเยือน หัวหน้าคณะสวมกอดแม่เฒ่าสุดใจร้องเพลงปฏิวัติไปพลาง เล่นเอาพวกเราซึมไปเหมือนกัน  การต้อนรับอย่างเรียบง่ายและการสนทนาก็ได้เริ่มขึ้น  พ่อเฒ่าไสวเล่าว่าผู้ปฏิบัติงานคนแรกของ พคท. ที่เข้ามาเคลื่อนไหวในหมู่บ้านประมาณ ปีพ.ศ. ๒๕๐๔ ชื่อ “ภูมี ไชยราช”  เข้าใจว่า ภายหลังการจับใหญ่จากข้อกล่าวหา “การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” เมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๑ หลังจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ  ทำให้ปัญญาชนมาร์กซิสต์ในยุคนั้น ต้องปรับขบวนและด้วยข้อหา “แดง” มีส่วนผลักดันอย่างรุนแรงให้ปัญญาชนจำนวนหนึ่งมุ่งสู่ป่าบนเทือกภูพาน พร้อมเปิดตำนานเพลงปฏิวัติต่อเนื่องยาวนาวกว่า ๒ ทศวรรษ ด้วยยุทธศาสตร์ “ป่านำบ้าน” และมีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐอย่างจริงจัง  สหายภูมี คงได้รับมอบหมายให้มาขยายเขตงานในแถบนี้ 

“เฒ่าภูมี เผิ้นเป๋นฅ้นเก่ง เฮ็ดหยังได้หลายอย่าง ฉีดหยาก็ได๊” พ่อเฒ่าเล่าต่อ “ลาวไป๋ๆ มาๆ บ๋างเถื่อก็ข้ามไปฝั่งลาว” การสนทนาดำเนินไปอย่างออกรส  ช่วงหนึ่งผมก็เลยถามพ่อเฒ่าว่าเคยเห็น “สหายเสถียรไหม?”  แม่เฒ่าที่กำลังปลื้มอยู่กับหัวหน้าคณะของเรา แกเคี้ยวหมากไปถามโน่นถามนี่มากมาย ก็สอดขึ้นมาว่า       “มันเป็นหลานข้อยได๊ มันเป๋นลูกพี่สาวข้อย”  จุดไต้ตำตออีกจนได้ คราวนี้พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าแย่งกันเล่าใหญ่สรุปได้ว่า  ภายหลังที่สหายภูมี (ต่อมาถูกทางการจับ) และผู้ปฏิบัติงานของ พคท. เริ่มปฏิบัติงานไปได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดแนวร่วมขึ้นมากมาย มิเพียงที่นาบัวเท่านั้น  หากรวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียงรวมทั้งบ้านนาขามด้วย  ฝ่ายทางการก็มีการตั้งแนวป้องกันในนามอาสาสมัครรักษาดินแดนและอื่นๆ สายลับของทางการมีอยู่ทั่วไป สงครามประชาชนเริ่มทวีรุนแรงและแหลมคมมากยิ่งขึ้น

ในปี ๒๕๐๘  อินโดจีนร้อนระอุไปด้วยไฟแห่งสงคราม บ่ายวันนั้นหน่วยทหารป่าจากภูพานน้อยที่มี สหายเสถียร สหายวิหาร สหายรมย์ และคนอื่นๆ ลาดตระเวนผ่านบ้านนาขาม จากนั้นก็เข้ามาติดต่อมวลชนและลำเลียงเสบียงที่บ้านนาบัว เหมือนที่เคยปฏิบัติมา เนื่องจาก สหายเสถียร เป็นคนบ้านนาบัวและครอบครัวญาติพี่น้องก็อยู่ที่นี่ จึงให้พลพรรคส่วนหนึ่งรออยู่ที่เถียงนาใกล้หนองมะแส่ว?? ไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก ส่วนสหายเสถียรได้เข้าไปในหมู่บ้านพร้อมพลพรรคทหารป่าอีกจำนวนหนึ่ง  ในระหว่างนั้นสายของทางการก็แจ้งเบาะแสไปยังโรงพักนาแกและธาตุพนม ตำรวจยกโขยงกันมาทั้งโรงพักพร้อมอาสาสมัครฯ จำนวนหนึ่ง เพื่อปิดล้อมหมู่บ้าน ด้วยสัญชาตญานของนักรบป่า สหายเสถียรสั่งให้พลพรรคแหกวงล้อมของเจ้าหน้าที่ เพื่อไปรวมกันที่เถียงนา ส่วนตัวเองยิงสกัดกั้น เปิดทางให้สหายคนอื่นหนีเข้าสู่เขตป่าตีนภูพานน้อย  สหายเสถียรยิงพลางถอยพลาง เสียงปืนดังสนั่นลั่นทุ่งนาบัว

ในที่สุดฝ่ายอำนาจรัฐมิเพียงมีกำลังที่มากกว่าหากยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย  ในที่โล่งกลางทุ่งนา ที่กลายเป็นสมรภูมิรบขนาดย่อม กระสุนหลายนัดเจาะเข้าร่างสหายเสถียร ล้มลงเสียชีวิตริมคันนาใกล้กับหนองมะแส่วนั่นเอง ..เลือดของเขาไหลล้นปนดินบนผืนนาระหว่างกลางพรรษาในหน้าฝนของวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ 

วีรกรรมป่าของการแตกเสียงปืนในครั้งนั้น บรรดานักรบแห่งภูพานและเหล่านักรบประชาชนต่างยอมรับและถือเป็นตำนานของการประกาศสงครามปฏิวัติ..
 

คณะของเรารับฟังอย่างสงบไม่มีคำถามอีก “ข้อยนี่แล้วเอามันไปฝัง!” พ่อเฒ่าไสวบอก “รูปเสถียรมันอยู่ซั้นเถิง ฮั่นเด้” แม่เฒ่าเสริม พวกเราขึ้นไปดูปรากฏเป็นภาพวาดของสหายเสถียร วาดด้วยดินสอสีใส่กรอบอย่างดีแขวนอยู่ข้างฝาแถมถูกจับใส่สูทอีกต่างหาก  ไม่นานคณะของเราต้องบอกลาเจ้าของ “เถียงนา” ด้วยเกรงว่าจะดึกเพราะต้องเดินทางไปพักที่สกลนคร ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนักเราต้องขับรถอย่างระมัดระวัง  ระหว่างนี้หัวหน้าคณะสั่งให้เปิดเทปเพลง “ภูพานปฏิวัติ” เทปที่เก่าคร่ำคร่าต้องทำงานอย่างหนักส่วนท่านผู้นำก็คลอเพลงไปพลาง จิบดาวแดงไปพลางจนกระทั่งถึงสกลนคร

แทรก-โดย...คุณภูเรือ / เมื่อ 2 ปีก่อนได้ไปร่วมงานวันเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว ได้พบสหายผู้เฒ่าหลากหลาย แต่ละท่านอยู่ป่ากันมาคนละ 10 กว่าปี เมื่อต้องถอยทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ลุงป้าหลายคนเมื่อเข้าบ้าน ยังปรับตัวกับสังคมไม่ได้ เพราะเมื่อท่านเหล่านั้นได้ตัดสินใจออกป่าเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ไร่นาที่ทำกินได้มอบให้พี่ๆน้องๆหรือส่วนรวมเข้าทำกิน  ครั้นกลับมาจะเอาคืนก็ใช่ที่ จึงทนยอมต้องไม่มีที่ไร่ที่นาทำกินและต้องไปรับจ้างทำงานรายวันแปรสภาพเป็นคนจนเมือง มีรายได้พอประทังชีวิตเท่านั้นดำเนินชีวิตเช่นนี้อยู่เป็นระยะเวลานานพอควร บางท่านได้พี่น้องช่วยเหลือก็พอมีที่ดินทำกิน นี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องติดตามดูแลผู้ปฏิบัติงานเก่าของพรรค


คืนนั้นเรากะว่าจะไปพักแถวคุ้มวัดศรีสระเกศ ใกล้ๆกับบ้าน “ตาเทียม ศิริขันธิ์” ลูกผู้น้องของอดีต “ขุนพลภูพาน” นายเตียง ศิริขันธิ์ ผู้นำเสรีไทยสายอีสานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยว่าหนึ่งในสมาชิกของเราเป็นเหลนของที่นี่  เผื่อว่าจะได้พูดคุยกับตาเทียม ศิริขันธิ์ ซึ่งก็เป็นอดีตเสรีไทยอีกท่านหนึ่ง ผู้มีส่วนรับผิดชอบในการสร้างเส้นทางบนเทือกภูพานสายสกลนคร - กาฬสินธิ์ และสนามบินลับของเสรีไทยที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธิ์  แต่เนื่องจากว่าเราไปถึงสกลนครค่อนดึกเกรงใจคนแก่ ประกอบกับตาเทียม ศิริขันธิ์ ก็อายุเก้าสิบกว่าปีแล้วหูตาไม่ค่อยดีจะคุยกับแกคงไม่ค่อยรู้เรื่อง  เหมือนคนแก่ทั่วไปที่มักจะพูดซ้ำและวกวน

คณะของเราเลยเปลี่ยนมาพักที่ คุ้มนาอ้อย ซึ่งก็เป็นญาติลูกผู้พี่ของนายเตียง  เจ้าบ้านซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าของหนึ่งในคณะท่านเป็นข้าราชการบำนาญและสนใจการเมือง  ดังนั้นในเช้าของวันที่ ๕ กว่าพวกเราจะออกจากบ้านได้ต้องติดอยู่กับวงสนทนาจนกระทั่งสาย  แน่นอนที่สุด เรื่องราวเล่าขานไม่พ้นตำนานนักรบแห่งเทือกภูพาน  คุณป้าแกเล่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อหลายปีก่อน ราวกับว่าพึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง ก่อนออกเดินทางท่านยังให้หนังสือพวกเรามาเล่มหนึ่งชื่อ “๒๔๘๘ ครูอีสานกู้ชาติ” เรียบเรียงโดย นายสีดอกกวาว (นิยม รักษาขันธ์)  จัดพิมพ์โดยสถาบันราชภัฏสกลนคร ข้างในปกรองของหนังสือเขียนไว้ว่า อุทิศแด่  เตียง  ศิริขันธ์  ครอง จันดาวงศ์  ทองพันธ์  สุทธิมาศ  เกษม  เกษมศานต์  อำไพ  พงศ์สิทธิศักดิ์ และเสรีไทยนิรนาม ผู้สละชีวิตเพื่อเอกราชประชาธิปไตยของชาติ และความเป็นธรรมของประชาชน  หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์อีกครั้งเนื่องในโอกาสงานพระราชทานเพลิงศพ  นายนิล  จงเจริญ อดีตช่างภาพติดตามของ นายเตียง ศิริขันธ์  และเป็น เจ้าของร้านถ่ายรูปรายแรกของจังหวัดสกลนคร ภายในมีภาพในอดีตที่บันทึกโดยนายนิลไว้อย่างน่าสนใจ
 

กว่าคณะของเราจะออกจากตัวเมืองสกลนครมุ่งหน้าสู่อำเภอวาริชภูมิ  ก็ปาเข้าไปเกือบสิบโมงเช้า จุดหมายคือ บ้านหนองกุง ต.คำบ่อ  เราเลือกใช้เส้นทางผ่านภูพาน เข้าทางอำเภอกุดบาก – นิคมน้ำอูน – วาริชภูมิเพื่อต้องการสัมผัสกลิ่นไอของภูพานบ้านนักรบในอดีตอย่างใกล้ชิด  อีกเส้นทางที่ไปได้คือเส้นทางเลี่ยงภูพานสกลนคร – พรรณนานิคม – วาริชภูมิ  ซึ่งเป็นเส้นทางหลักต่อไปยังจังหวัดอุดรธานี  เส้นทางขึ้นภูพานมีจุดหนึ่งที่น่าสนใจหลังจากผ่านพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จะปรากฏเส้นทางที่สร้างไว้ มีลักษณะเหมือน “ปิ้งงู” คือคดไปโค้งมาเหมือนงูเลื้อย  แต่หัวหน้าคณะของเรา บอกว่า “ปิ้งงู” ก็คือ “ปิ้งงู”  หมายถึงว่าเอางูมาปิ้งกินต้องทำไม้หนีบให้ตัวงูขดไปขดมาจึงจะหนีบได้ พวกเราถึงได้ถึงบางอ้อ  พึ่งรู้ว่า นักรบป่านี่เขากินทุกอย่าง ครั้งหนึ่งไปงานที่อีสานใต้ก็มีอดีตนักรบป่าผู้เคยผ่านสมรภูมิรบหลายสมรภูมิ และเคยรบกับทหารเวียตกงในช่วงท้ายๆของสงครามประชาชน แกเล่าว่า สัตว์ต่ำสุดที่เคยกิน ก็คือ “กิ้งกือ” ฟังแล้วไม่อยากจินตนาการต่อ

พอผ่านปิ้งงูไปอีกสักพัก  ก็จะถึงทางเข้าถ้ำเสรีไทยสถานที่ซ่อนคลังอาวุธสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ แยกจากถนนใหญ่เข้าไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็จะมีลานจอดรถของกรมป่าไม้ แต่ต้องเดินไปอีกประมาณ ๘๐๐ เมตรจึงจะถึงถ้ำ 

ระหว่างทางไปหนองกุง เราต้องทนฟังเสียงเพลงปฏิวัติจากเทปเก่าคร่ำคร่า  ที่หัวหน้าคณะนำมาด้วยหลายม้วน ประเมินจากปกเทปน่าจะอายุมากกว่าพวกเราบางคนที่ร่วมเดินทางมาด้วย แต่เมื่อเป็นความสุขของท่านผู้นำ พวกเราก็ไม่อยากขัด  แกบอกว่าสมัยก่อนหน่วยรบด้านวัฒนธรรมหรือที่เรียกว่าหน่วยศิลป์เค้าอัดเพลงกันในถ้ำ เพราะฉะนั้นอารมณ์เพลงปฏิวัติมันต้องฟังอย่างที่แกฟัง ..บางครั้งการเดินทางร่วมกัน เหมือนกับเข้าโรงเรียนการเมืองการทหารเคลื่อนที่ไม่มีผิด ศัพท์บางคำที่หัวหน้าคณะใช้พวกเรายังไม่เคยได้ยินมาก่อน อาทิ “วีรชนเอกชน” “ลัทธิแก้” “พวกปฏิกิริยา” “พวกสุ่มเสี่ยง” “เข็มมุ่ง” “เสียคิด” “ฉวยโอกาสเอียงขวา” “ฉวยโอกาสเอียงซ้าย”ฯลฯ เล่นเอามึนไปเหมือนกัน

ป่าบนเทือกภูพานยังคงสมบูรณ์ตลอดเส้นทาง ภูพานมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมอีสานเหนือเกือบทั้งหมด  ถ้าจำไม่ผิดเรากำลังเดินทางเข้าสู่ เขตงาน ๕๕๕ ที่มีป่าดงพระเจ้าเป็นเขตต่อเนื่องกัน ระหว่างอำเภอส่องดาวและอำเภอวาริชภูมิ ในอดีตมีทับใหญ่หรือ “ทับสัญจร” โยกย้ายไปมาอยู่หลายแห่งบนเทือกภูพาน ที่ถือเป็นเขตจรยุทธ์ของ นักรบป่า หรือ ทปท.  ผมตั้งข้อสังเกตว่า ภูพานมีบทบาทค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเป็นที่บ่มเพาะของนักรบประชาธิปไตยรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ภูพานได้ฟูมฟักวิญญาณแห่งการต่อสู้เอาไว้อย่างโชกโชน  ผมตั้งคำถามอยู่ในใจว่าทำไมต้องเป็นภูพาน?

เพลงปฏิวัติบนภูพาน ได้โหมกระพือมาตั้งแต่ยุค นายเตียง ศิริขันธ์ ที่นำพลพรรคเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น  ต่อมาเป็นนักรบอีกรุ่นหนึ่ง คือรุ่น ครูครอง  จันดาวงศ์ อดีตเสรีไทยผู้เคยร่วมงานกับนายเตียง  แต่เป้าหมายของครูครองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มิใช่ญี่ปุ่นแต่เป็นต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา  เป็นที่น่าอนาจใจที่ ครูครอง จันดาวงศ์ ภายหลังถูกจับขังคุกระลอกแล้วระลอกเล่าด้วยหลายๆข้อหา ไม่ว่าจะเป็นข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน กบฏสันติภาพ และสุดท้ายข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์  ครูครอง จันดาวงศ์  ถูกคำสั่ง ประหารชีวิต ด้วย ม. ๑๗ พร้อมกับเพื่อนครูอีกคน คือ ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ โดยคำสั่งของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๔ บริเวณสนามบินอำเภอสว่างแดนดิน จบตำนานนักรบประชาชนแห่งภูพานไปอีกหน้าหนึ่ง

เสียงเพลงปฏิวัติของหัวหน้าคณะหยุดลง  พร้อมกับเสียงตะโกนตามมา “อ้ายๆ บ้านหนองกุงไป๋ทางได๋” เสียงหัวหน้าคณะตะโกนถามคนข้างทาง  “หนองกุงไหน” เสียงตอบมาจากข้างทาง “หนองกุง ท่าบ่อ!” “ท่าบ่อ บ่มี มีแต่คำบ่อ” เราลืมไปว่าทางอีสานมีหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอที่มีชื่อเหมือนกันหลายแห่ง อย่างชื่อ “โนนสะอาด” มีอยู่แทบทุกจังหวัดของอีสาน  “งานจิตร ภูมิศักดิ์ ไปทางได๋ครับ” หนุ่มหนวดงามถามต่อแบบเจาะจง  “อ๋อ สิมางานจิตร ภูมิศักดิ์ เลี่ยวซ้ายแล้วไป๋เรื่อยๆ”  คราวนี้เรารู้แล้วว่า ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ได้ถูกจารึกไว้ในใจคนที่นี่อย่างแนบแน่น.. จากปากทาง แยกถนนใหญ่เข้าไปยังบริเวณ “งาน” ระยะทางประมาณไม่เกิน ๓๐๐ เมตร เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านหนองกุงใช้ไปทำงานในเรือกสวนไร่นา  มีรถเข้าออกค่อนข้างคึกคัก เยาวชนบางกลุ่มจับกลุ่มดื่มกินเหมือนในงานปีใหม่หรือสงกรานต์  พวกเราทราบต่อมาภายหลังว่า งานรำลึก  “จิตร ภูมิศักดิ์”  ในปีนี้ อบต.คำบ่อเป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งแรก ไม่เหมือนหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมักจะมี “ปัญญาชน”  ไม่ก็อดีต “สหายร่วมรบ” ที่มาจากกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด   มาช่วยจัด มีการทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าซึ่งคณะของเรามาไม่ทัน คณะกรรมการจัดงานได้แบ่งพื้นที่สวนของชาวบ้านบางส่วน เป็นที่จอดรถสำหรับแขกผู้มาเยือน  เมื่อจอดรถในสวนกล้วยเรียบร้อย พอก้าวลงจากรถ  พวกเราก็ได้ยินเสียง เพลง “ประโลมโลกย์” จากเครื่องเสียงดังมาแต่ไกลหัวหน้าคณะบ่นอุบกล่าวหาเจ้าภาพว่าเล่นเพลงผิดงาน  บริเวณงานนอกจากจะมีการแสดงดนตรีกลางแจ้ง ก็มีของขายเล็กๆน้อยจากกลุ่มแม่บ้านและกลุ่มอื่นๆ

บริเวณงานนอกจากเวทีกลางแจ้งแล้ว ก็มี การลงทะเบียนพร้อมการแจก “ป้ายแขวนคอ” เป็นภาพถ่ายเอกสารรูป จิตร ภูมิศักดิ์ พร้อมข้อเขียน “ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน” วันรำลึก ๗๖ ปีแห่งชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙

นอกจากนี้ยังมี บอร์ดนิทรรศการเรื่องราวชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่เก็บรวมรวมมาจากบทความในหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ซึ่งจัดได้ดีมีสาระพอควรสำหรับงานในระดับภูธรเช่นนั้น  ต้องชมคณะกรรมการจัดงาน อบต. คำบ่อ ทราบมาว่ามาจากหลายหมู่บ้านบางคนก็เป็นลูกหลานของอดีตสหายจาก เขตงาน ๙๙๙ และ เขตงาน ๕๕๕
 

เมื่อวงดนตรี “ประโลมโลกย์” หมดเวลาคราวนี้ก็เป็นคิวของวงที่ผมขอเรียกว่า “หงาน้อย” ก็แล้วกัน พอเสียงจากเมาท์ออแกนขึ้นทำนองเพลงอมตะ “แสงดาวแห่งศัทธา” ที่แต่งโดย จิตร ภูมิศักดิ์ เท่านั้นเอง  หน้าคณะของเราก็ตบมือชอบใจอย่างออกหน้าพร้อมกับพูดด้วยเสียงดังว่า “มันต้อง จั่งซี่แม้ลูกหลาน” จากนั้นตามด้วย “เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ” และอีกหลายๆเพลง
 

จากแฟ้มบันทึก ของ พ. เมืองชมพู หรือ อุดม สีสุวรรณ อดีตกรรมการกลางและกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงข้อสมมติฐานแห่งการขยายสงครามประชาชน ซึ่งหนึ่งในบรรดา “สหายนำ” บนภูพานหนึ่งในนั้นคือ “มิตร สมานันท์” หรือ เจริญ วรรณงาม หรือ “ลุงแท้” อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์มหาชนและอดีต เลขาธิการคนที่ ๓ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย “สหายนำ” ท่านนี้เป็นที่ยอมรับ ว่า เป็นผู้จุดไฟปฏิวัติสงครามประชาชนด้วยสมมติฐาน “ชนบทล้อมเมือง” หรือ “ป่าล้อมบ้าน” ในช่วงปี ๒๕๐๖ และ “ลุงแท้” ยังเป็นผู้เขียนตำราปฏิวัติเล่มแรกและเล่มสุดท้ายขบวนการปฏิวัติบนภูพานที่ชื่อ “ไผเฮ็ดไผสร้าง” เป็นตำราอีสานที่เชื่อมประสานแนวคิดของ เหมา เจ๋อ ตุง

ภายหลัง เสียงปืนแตกที่บ้านนาบัวเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ ไฟแห่งสงครามประชาชนในชนชั้นชาวนาได้ลุกลามไปทั่วทั้งอีสาน นับตั้งแต่ภูพานถึงที่ราบ จากอีสานเหนือถึงอีสานใต้และอีสานตะวันตก  และในห้วงแห่งเวลาระหว่างปี ๒๕๐๘ – ๒๕๐๙ การเคลื่อนไหวทางการเมืองและการรบ ของ พคท. ในภาคอีสานค่อนข้างชัดเจนเปิดเผยและดุเดือดกว่าภาคอื่นๆ และเป็นเขตการเคลื่อนไหวที่มีมวลชนเป็นแนวร่วมค่อนข้างมาก

หลัง การจับใหญ่ในปี ๒๕๐๑ เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหาร  จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เมื่อได้รับการปล่อยตัวในเดือนธันวาคม ๒๕๐๗  หลังจากติดคุกถึง ๖ ปี จากนั้นจึงตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับ พคท. ในป่าแห่งภูพาน ประมาณ ตุลาคม - พฤศจิกายน ๒๕๐๘  มุ่งสู่ที่มั่นกลางดงพระเจ้า ในระหว่างนี้ฝ่ายรัฐบาลก็พยายามที่จะทำลายฐานที่มั่นของฝ่ายป่าให้ได้  พลพรรคของ พคท. จึงถอยจากดงพระเจ้า ไปเหล่าขี้เหล็ก ผ่านส่องดาว ข้ามภูผาเหล็กไปยังภูผาดง ผ่านภูผาลมไปภูผาหัก ที่ภูผาลมนี่เองจิตรได้แต่งเพลง “ภูพานปฏิวัติ” การถอยทับเพื่อมาตั้งทับใหม่ ที่เรียกว่า “ภูผาตั้ง” เป็นที่ตั้งทับใหญ่ของ พคท. ในเขตงาน ๕๕๕  จากบันทึก อง คุณแตงอ่อน จันดาวงศ์ ภรรยาของ ครูครอง จันดาวงศ์ ภายหลังจากที่สามีถูกคำสั่งประหารด้วย ม. ๑๗  ไม่นาน ตัวเองและลูกก็ถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์จนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในปี ๒๕๐๗ จากนั้นก็ขึ้นสู่ “ภูผาตั้ง” ได้พบกับ จิตร ภูมิศักดิ์ที่นี่ คุณแตงอ่อนบอกว่าเสื้อกางเกงของแกค่อนข้างเก่า เลยช่วยปะให้ ว่ากันว่าจริงๆ แล้ว ภายหลัง จิตร ภูมิศักดิ์ ขึ้นสู่ภูพาน ทางพคท. มีแผนที่จะส่งจิตรไปปฏิบัติงานในจีนผ่านทางลาว  แต่จิตร ต้องการเรียนรู้สภาพและการปฏิวัติในชนบทไทยเสียก่อน  ดังนั้นในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๙ จิตร ภูมิศักดิ์ ในชื่อจดตั้งว่า “สหายปรีชา” และ พลพรรคอีก ๕ คน ลงมาทำงานมวลชนที่ บ้านหนองแปน และ คำบ่อ ซึ่ง ทาง พคท. ยังไม่สามารถกุมสภาพได้ทั้งหมด เช้าวันต่อมา ในวันที่ ๕ พฤษภาคม สายของรัฐบาลก็ได้แจ้งให้กับทางการทราบ สหายปรีชา กับ สหายสวรรค์ ซึ่งเป็น ทหารพิทักษ์ และสหายร่วมรบคนอื่นๆ     จึงถูกล้อมปราบต้องหลบหนีกันไปคนละทิศคนละทาง สหายปรีชา สหายสวรรค์ และ สหายวาริช หลบหนีมาชายป่าบ้านหนองกุง ซึ่ง ที่นี่ ไม่มีแนวร่วมอยู่เลยเป็นเพียงมวลชนทั่วไปที่ฝ่ายรัฐบาลยังคงกุมสภาพไว้ได้ 

เวลาบ่ายคล้อยของวันนั้น หลังจากที่หลบหนีเจ้าหน้าที่ทหาร อส. และตำรวจไล่ล่ามาตั้งแต่เช้าด้วยความหิว สหายปรีชา จึงให้ สหายสวรรค์ (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) ทหารพิทักษ์ และ สหายวาริช รอดูลาดเลาอยู่ที่ชายป่าละเมาะริมนาจารย์รวย ส่วนตัวเองเดินลัดทุ่งพร้อมปืนพกสั้นคู่ใจ มาสืบข่าว และขอข้าวกินที่บ้านหลังท้ายสุดของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านของ นางคำดี อำพล หลังจากได้ข้าวเหนียวห่อใบตอง พริกเกลือและปลาแห้งจำนวนหนึ่ง จึงเดินทางกลับมา หวังจะนำห่อข้าวมาให้กับสหายอีกสองคน นางคำดี เห็นเป็นคนแปลกหน้า ประกอบกับ ผีคอมมิวนิสต์ (คนแถบนี้เรียกหัวคอล้อ) ได้ถูกปลุก และวาดภาพให้หวาดกลัวจากฝ่ายรัฐบาลไปทั่วทั้งภูพาน นางคำดีจึงให้หลานวิ่งไปบอก กำนันแหลม (กำนันคำพล อำพล - ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) กำนันแหลม จึงแจ้งแก่หน่วยทหาร ตำรวจ อส.โดยทันที  “ลาวย่างลัดโท่ง มาทางนี้ผมเลี้ยงค..ยอยู่”  ยก คำพล อดีตเด็กเลี้ยงควายผู้เห็นเหตุการณ์เล่า “ลาวใส่เสื้อขาวแขนสั้น ย่างเข้าไปขอข้าวบ้านยายผม” เด็กเลี้ยงควายคนเดิมเล่าต่อ “สมัยตะกี้มีบ้านแถวนี้อยู่แค่สองหลัง”  “ลาวยังถามยายผม ว่าทางเส้นนี้ไป๋ทางได๋? พอได้ข้าวลาวย่างไป๋ สิลัดโท่งไปหาหมู่ ออสอมาทันแล้วบั่นนี่” พวกเรายืนฟัง “ลุงยก” เล่าเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ “พวกออสอไล่ผมเข้าไปในเฮือน เพราะผมเป็นเด็กน้อย ยังบ่ทันเข้าเฮือนเสียงปืนก็ดัง”

การล้อมยิงสหายปรีชาในเย็นวันนั้นว่ากันว่าใช้กำลังกว่าร้อยคน กระสุนปืนยาวนัดแรกถากต้นคอ หนึ่งในอดีตอส.คนหนึ่งเล่า  ข้าวห่อหลุดจากมือ สหายปรีชาชักปืนพกออกมาแต่ยังไม่มีโอกาสขึ้นลำแล้วออกวิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด กระสุนปืนหลายนัดยิงไล่หลังสหายปรีชาราวกับห่าฝน แล้วนัดหนึ่งก็เจาะเข้าที่ต้นขาจนล้มลงไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ สหายปรีชายังคงกระเสือกกระสนคลานเข้าไปหลบห่ากระสุนใกล้ต้นไม้แดงใหญ่ชายทุ่ง 

เขายังไม่ตายเพียงแต่บาดเจ็บสาหัส ทว่าไม่นานนักเพชฌฆาตก็กระชากวิญญาณของเขาออกจากร่างเมื่อหน่วยทหารมาถึงแล้วยิ่งซ้ำอีกหลายนัด
! “พวกพู่ใหญ่เขาเว้ากั๋น ว่า เขาฆ่า –หัวค้อล้อ- (คอมมิวนิสต์) ซื่อ จิตร ภูมิศักดิ์” ลุงยกเล่าต่อ “ทำไมถึงรู้” ผมถามด้วยความสงสัย “เอ้าในกระเป๋าเสื้อลาว มีบัตรประซาซน ได๊ลาวอยู่หลักสี่ บางเขน..

ร่างที่ไร้ลมหายใจและโชกไปด้วยเลือดของ จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกลากไปเผาอย่างไม่มีพิธีรีตรองใต้ต้นไม้แดงใหญ่ไม่ไกลจากจุดที่เขาเสียชีวิตนัก

ตะวันกำลังจะลับเหลี่ยมฟ้า แต่การเดินทางของพวกเรายังไม่สิ้นสุด เสียงเพลง “ดาวแดงแห่งภูพาน” ค่อยๆ จางหายไปพร้อมๆ กับเทือกเขาภูพาน ที่ห่างออกมาทางเบื้องหลัง  คณะของเราเข้าสู่เขตงาน ๓ จังหวัดกว่าจะถึงเขาค้อและเข้าที่พักก็เกือบเที่ยงคืน เราต้องเดินทางกันต่อขึ้นภูร่องกล้ามุ่งหน้าสู่  “ผาชูธง”  ในวันรุ่งขึ้น

ปัจฉิมลิขิตจากผู้บันทึก-วิญูญูชน/- ในฐานะเพียง "ผู้ผ่านทาง" ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบันทึกการเดินทาง มันเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจสำหรับเส้นทางชีวิตของ "จิตร ภูมิศักดิ์" แต่จะน่าสะเทือนใจมากกว่าหากไม่มีใครทราบว่าแบบอย่างและคุณูปการที่เขาสร้างไว้กับสังคมไทยก่อนจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง ๓๖ ปีนั้นมากมายเพียงใด

เจตนารมณ์ของเขาควรได้รับการสืบทอดตราบนานเท่านาน ต่อชนรุ่นหลังสืบไป

...ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม
จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม
จะลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม
ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม
จักจองล้างทรราชระยำ
ให้โลกร่ำลือวีรกรรม
ตราบชั่วฟ้าดินจักสิ้นมลาย..

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ประกาศไว้ และเขาก็ได้กระทำตามนี้

ด้วยจิตคารวะเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีแห่งการจากไป
 

ทางไปบ้านพ่อเฒ่าไสวและ แม่เฒ่าสุดใจ ในยามโพล้เพล้ฝูงควายกำลังกลับบ้านตามหลังควายเหล็ก

ป้ายโฆษณา "อุบักหำน้อย" สินค้าระดับห้าดาวแดง ที่สหายแห่งภูผาจิต้องผงะ ตอนนี้ทำ Package หรูมีหลอดดูดก้านไผ่สองหลอดแถมให้ด้วย เอาไว้ดูดกับคนรู้ใจ..

แม่เฒ่ายินดีจนน้ำตาไหลเมื่อสหายจากเมืองไกลมาเยือน

ขออนุญาตพักยกกับอุบักหำน้อยก่อนนะครับ ก่อนเดินทางต่อ

ภาพวาดของสหายเสถียร ผู้สร้างวีรกรรมป่าในวันเสียงปืนแตก และได้เสียสละ ณ ทุ่งนาบัว

 

ขุนพลแห่งอีสานเหนือ เตียง ศิริขันธ์ (ซ้าย) ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ขุนพลแห่งอีสานใต้(ขวา) ที่ร้านกาแฟกลางเมืองสกลนคร หลังจากที่เตียง ศิริขันธ์ได้รับประกันตัวในคดีกบฎแบ่งแยกดินแดน ต่อมาไม่นานทั้งสองคนต้องประสบกับชะตากรรมที่น่าโศกสลดไม่แพ้กัน

พ่อเฒ่าไสวผู้เล่าขานตำนานเลือดแห่งนาบัว และเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยขุดหลุมฝังสหายเสถียร

นายเตียง ศิริขันธ์ ขุนพลภูพาน สส. สกลนคร ๕ สมัยขณะพักผ่อนอิริยาบทระหว่างการหาเสียง

 

นายทองอินทร์ถูกสังหารอย่างสะเทือนขวัญในกรณี "สี่รัฐมนตรี" ส่วนนายเตียงต่อมาถูกสังหารอย่างทารุณด้วยการรัดคอและนำไปเผาและฝังอย่างรวกๆในป่าแถบกาญจนบุรี ในยุค "สามเสือ" สามขั้วอำนาจ (ป. พิบูลสงคราม เผ่า ศรียานนท์ สฤษดิ์ ธนะรัชต์) ทั้งสองภาพถ่ายโดย นิล จงเจริญ

อนุสาวรีย์ของจิตร ภูมิศักดิ์ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เขาในฐานะนักรบประชาชนหลายปีให้หลัง ไม่ห่างจากโคนไม้แดง

ปากทางเข้า สถานที่จิตร ภูมิศักดิ์ถูกล้อมยิง

จุดที่จิตร ภูมิศักดิ์ล้มลงแล้วถูกยิงซ้ำจนกระทั่งเสียชีวิต จะเห็นนาจารย์รวยอยู่ระหว่างกลาง ส่วนป่าละเมาะที่เห็นอยู่หลังสุดริบๆ คือป่าที่สหายร่วมรบอีกสองคนเฝ้ารออยู่

บ้านของนางคำดี อำพล บ้านหลังที่จิตร ภูมิศักดิ์เข้ามาขอข้าวกินตัวบ้านเปลี่ยนเป็นบ้านใต้ถุนสูง ส่วนอุใส่น้ำสีแดงด้านซ้ายมือยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมเมื่อครั้งจิตรเข้ามา

 

เส้นทางหนีของจิตร เปลี่ยนจากวิ่งลัดทุ่งมาทางทิศตะวันออก ก่อนที่จะล้มลงใกล้ต้นไม้แดงใหญ่/โคนไม้แดงจุดเผาศพปัจจุบันเหลือแต่ตอ แต่ก็มีการปลูกขึ้นมาทดแทนอย่างในภาพ

ลุงยก อำพลอดีตเด็กเลี้ยงควายผู้อยู่ในเหตุการณ์ "ล้อมยิง" จิตร ภูมิศักดิ์ตั้งแต่ต้น

สถูปบรรจุอัฐิของจิตร ภูมิศักดิ์ที่วัดหนองกุง ทราบว่าคุณ "ภิรมย์" พี่สาวคนเดียวของจิตรเคยมาทำบุญให้ทุกปีและยังมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กยากจนที่นี่ด้วย

ปากทางเข้าถ้ำเสรีไทย และบรรยากาศภายใน

 
สภาพของนาจารย์รวย  ณ วันนี้ ได้แตกต่างจากสี่สิบปีที่ผ่านมา จิตรเดินลัดคันนาเข้ามายังหมู่บ้าน ส่วนสหายอีกสองคนรออยู่ในป่าละเมาะอีกฟากหนึ่ง  จากคำบอกเล่าของอดีตเด็กเลี้ยงควายผู้เห็นเหตุการณ์

วง "หงาน้อย" กำลังโหมเพลงปฏิวัติเพื่อเป็นเกียรติแก่ "จิตร ภูมิศักดิ์" / บรรดาผู้มาร่วมงานกำลังชมวง "หงาน้อย" บรรเลงเพลงเพื่อชีวิต

 

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้จบชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว แต่เรื่องเล่าขานตำนานนักรบยังคงอยู่ในใจของนักสู้ประชาชนที่อยู่เบื้องหลังไม่เปลี่ยนแปลง  นักต่อสู้ในแถบละตินอเมริกาหรือในอเมริกาใต้กล่าวว่า “เช  กูวารา” ยังไม่ตาย  สำหรับปัญญาชนนักปฏิวัติไทยคนนี้คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไปนักว่า “จิตร ภูมิศักดิ์” ยังไม่ตาย...

ยืนตระหง่านฟ้า แผ่ไพศาลทิวยาวยอดสูงสง่า
ภูพานมิ่งขวัญคู่หล้าแหล่งไทย
ธงพรรคเด่นแดงเพลิงสะบัดโบกพลิ้วเหนือภู
สู้พายุโหมหวิวหวูไม่เคยหวั่นไหว
ประทีปแห่งยุคเหมือนแสงอาทิตย์อุทัย
นำทางสู่ชัยมิได้หวั่นมั่นในศรัทธา



นักรบเหนือภูพาน ทหารของมวลชน
เด็ดเดี่ยวอดทนเลือดเนื้อพลีเพื่อประชา
ทุกดงดิบลำเนา ขุนเขาสูงเสียดฟ้า
พวกเราฟันฝ่าดั้นด้นทนทาน......


เสียงปืนก้องคำราม คุกคามทั่วแดนดง
ระเบิดทุ่มลงปานฝนไม่เคยสะท้าน
สงครามประชาชนทุกคนล้วนอาจหาญ
ยืนหยัดตระหง่านดั่งภูพานไม่หวั่นผองภัย
มวลชนเกรียงไกรชี้ขาดภัยสงคราม
เพลงปฏิวัติแพร่สะพัดโหมฮือเป็นเปลวลุกลาม...
ธงแดงเด่นงาม
โบกทายท้าเหนือยอดภูพาน

สหายปรีชา / จิตร ภูมิศักดิ์

main menu // new update

first date 29 May. 2006